พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 51 เจ้าหน้าถ่านกับเจ้าตัวเหม็น
บทที่ 51 เจ้าหน้าถ่านกับเจ้าตัวเหม็น
“เจ้าคนถ่อย! พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย!”
โลติดเกรี้ยวกราด ทำให้เล่าปี่สั่นสะท้านไปทั้งร่างจนต้องรีบออกมาขออภัยทันที
“ท่านอาจารย์ โปรดอภัยด้วย!”
เล่าเจี้ยงมองไปยังชายผิวขาวดังหยกอย่างตกตะลึง ในส่วนลึกก็ตกตะลึงถึงขีดสุด เล่าปี่เป็นลูกศิษย์ของโลติดจริง ๆ ด้วย
“เฮอะ สมกับเป็นงูหนูอยู่ในรูเดียวกัน*[1] จริง ๆ ผู้นำเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น!”
โลติดไม่ยอมรับคำขอโทษ น้ำเสียงเผยความขุ่นเคืองในตัวเล่าปี่ออกมา
“ไอ้เจ้า…”
เตียวหุยเป็นดั่งเปลวไฟลุกโหม พลันระเบิดโทสะออกมา จนพี่ใหญ่แซ่เล่าต้องรีบห้ามปรามไว้
“เอ๊กเต๊ก หุบปาก! ห้ามเสียมารยาทกับท่านอาจารย์!”
ว่ากันตามหลักการแล้ว การช่วยเหลือของเล่าปี่จะน้อยจะมากก็ควรเป็นคุณงามความดี โลติดไม่ควรมีท่าทีเช่นนี้
แต่เมื่อเล่าเจี้ยงค่อย ๆ นึกถึงเรื่องของสมาชิกราชวงศ์ฮั่นผู้นี้ตามบันทึกในจดหมายเหตุสามก๊ก ก็เริ่มเข้าใจโลติดขึ้นมา
เล่าปี่มาจากครอบครัวยากจน หาเลี้ยงชีพด้วยการทอเสื่อและรองเท้าขาย สมัยยังเด็กนั้น การฝากตัวเป็นศิษย์ของโลติดจึงไม่ง่ายนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีความรู้ความสามารถอันใดเป็นพิเศษ
ในประวัติศาสตร์บันทึกว่าเล่าปี่ชอบสุนัข ม้า ดนตรี อาภรณ์เนื้องาม
สิ่งเหล่านี้คืออุปนิสัยของคุณชายตระกูลร่ำรวย ทว่าการทอเสื่อขายรองเท้านั้นดูจะไม่เหมาะสมเลย?
และที่ไม่เอาไหนกว่านั้นคือเล่าปี่เรียนไม่จบ และลาออกกลางคันไปเป็นพลคุ้มกัน!
มิน่า แม่ทัพสายบุ๋นถึงได้ไม่ชอบเขาเช่นนี้
ชายผิวขาวดั่งหยกไม่สนการเหน็บแหนมของอาจารย์แม้แต่น้อย เขาหมุนกายไปโค้งคำนับต่อเล่าเจี้ยง
“ข้าน้อยเป็นเชื้อสายต๋งสานเชงอ๋อง ชื่อเล่าปี่ นามรองเหี้ยนเต๊ก ทั้งสองคนนี้คือน้องชายข้า กวนอู นามรองหุนเตี๋ยง และเตียวหุย นามรองเอ๊กเต๊ก”
“เมื่อครู่เตียวหุยเพียงพูดเล่นเท่านั้น ต้องขออภัยด้วย ผู้บัญชาการเล่าอย่าถือโทษเลย”
เล่าเจี้ยงยังไม่ทันได้กล่าว ชายเจ้าอารมณ์ก็แค่นเสียงคำรามออกมา
“ข้าไม่ได้พูดเล่นเสียหน่อย! หากไม่ใช่เพราะพวกเราบุกโจมตีอย่างสุดชีวิต เขาจะบุกโจมตีทัพหลักเตียวก๊กได้ง่าย ๆ รึ?”
“เอ๊กเต๊ก หุบปาก!”
เล่าปี่ชักสีหน้า และมองขุนพลของตนด้วยความโกรธ
เตียนอุยเห็นการยั่วยุของเตียวหุยอยู่นานจนทนไม่ไหว จึงเดินตรงไปหาและชี้หน้าด่าทอ
“เจ้าหน้าถ่านช่างไม่รู้จักดีชั่วจริง ๆ หากไร้นายข้าคอยอยู่เบื้องหลังคิดอุบายวางแผนการรบ เจ้าคงตายคาที่ไปนานแล้ว!”
“ตอนนี้ยังกล้าบ่นอยู่ที่นี่ ข้าว่าเจ้ากำลังหาเรื่องอยู่!”
พูดจบก็กำหมัดแน่น เตรียมสั่งสอนเตียวหุย
“เจ้าตัวเหม็น! คู่ควรสั่งสอนข้ารึ?”
“เจ้าคนน่ารังเกียจริอ่านว่าข้าหน้าดำ? หน้าตาเจ้าดีมากนักรึ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงาตัวเองเลย!”
“จะเอารึ? เข้ามาสิ! คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือไร!”
เตียนอุยถูกยั่วโมโหจนเลือดพลุ่งพล่าน ก่อนเหวี่ยงหมัดอย่างแรง
เตียวหุยเห็นเช่นนี้ก็แผดร้องเสียงดัง ก่อนออกหมัดรับการโจมตี
เปรี้ยง!
สองหมัดปะทะกันก่อเกิดเสียงปะทะสนั่นออกมา ต่างฝ่ายต่างถอยหลังกันไปหลายก้าวกว่าจะหยุดลง
ฝีมือเท่าเทียมกัน!
ผลลัพธ์ที่ประจักษ์นี้ทำให้เตียนอุยกับเตียวหุยไม่ได้เอ่ยยั่วยุกันอีก ทว่าเอาแต่จ้องมองกันอยู่อย่างนั้น
“บังอาจ! ท่านรองแม่ทัพโลติดอยู่ตรงนี้ เจ้ายังกล้าโอหังเช่นนี้รึ? ยังไม่ถอยมาอีก!”
เล่าเจี้ยงตำหนิเตียนอุย แล้วส่งสายตาให้ไทสูจู้ อีกฝ่ายเข้าใจพลันดึงพลทวนคู่กลับมา
เล่าปี่เองก็รีบส่งสายตาให้กวนอูดึงเตียวหุยกลับเช่นกัน การปะทะกำลังจึงยุติลง
เล่าเจี้ยงไม่สนใจการยั่วยุครั้งแล้วครั้งเล่าของเตียวหุย ตรงข้ามกลับทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ท่านผู้นี้พูดไม่ผิด หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ตรงตีนเขาเกิดวิกฤต เกรงว่าเตียวก๊กคงไม่ให้ทหารทั้งหมดบุกเข้ามา”
“หนนี้ข้าก่อการได้สำเร็จ คงไม่พ้นความช่วยเหลือของท่านทั้งสามคน”
“ค่อยยังชั่วหน่อย…”
เตียวหุยค่อยข้างพอใจกับคำตอบของเล่าเจี้ยงมาก จึงไม่หาเรื่องต่อ
“ได้ยินว่าท่านผู้บัญชาการเล่าจิตใจกว้างขวาง สูงส่งสง่างาม! วันนี้ได้มาเห็น ช่างสมกับคำร่ำลือจริง ๆ!”
โลติดมองเล่าเจี้ยงอย่างชื่นชม สมกับเป็นเสาหลักของราชวงศ์ฮั่น ครั้นเคลื่อนสายตาไปมองเล่าปี่ ก็อดส่ายหัวเบา ๆ ไม่ได้
เป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกัน ไฉนความต่างจึงได้มากถึงเพียงนี้!
“ชัยชนะหนนี้ได้ทำลายกำลังของกองทัพโพกผ้าเหลืองไปอย่างมาก คาดว่าไม่นานคงสงบสุขได้!”
โจมตีทัพหลักของเตียวก๊กจนแตกพ่ายได้! นี่คือชัยชนะที่งดงามมาก และยอดเยี่ยมยิ่งกว่าสังหารโปไฉอีก!
โลติดย่อมไม่ยอมให้เจ้าก้อนขี้หมูเล่าปี่คนนี้ทำลายวันดี ๆ ของตัวเอง และทำให้ผู้บัญชาการเล่าลำบากใจอีก
เล่าเจี้ยงถอนหายใจออกมา และสารภาพผิด
“ท่านรองแม่ทัพโลติด ต้องโทษที่ข้าน้อยประมาท ปล่อยให้เตียวก๊กหนีไปได้”
โลติดโบกมือ เขาไม่ได้กล่าวโทษอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“ผู้บัญชาการเล่าอย่าทำเช่นนี้เลย”
“ถึงอย่างไรเตียวก๊กก็เป็นหัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง มีทหารองครักษ์ข้างกายตายแทนนับไม่ถ้วน จะถูกจับง่าย ๆ ได้เยี่ยงไร”
“ศึกครานี้ได้ชัยชนะนับว่าโชคดีแล้ว เจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่เสียสองสามวัน แล้วค่อยโจมตีที่เมืองจวี้ลู่อีกหน ต้องจับเตียวก๊กได้แน่!”
เล่าเจี้ยงหัวเราะเสียงดัง แล้วเอ่ยบางอย่างที่น่าตกตะลึงออกมา
“ท่านรองแม่ทัพโลติด ข้าได้ส่งคนไปจัดการบุกยึดเอาเมืองจวี้ลู่เรียบร้อยแล้ว”
“หืม จริงหรือ?”
เล่าเจี้ยงพยักหน้าให้โลติดที่ยังอึ้งอยู่
“เมืองจวี้ลู่ตั้งอยู่บนที่สูง ยากต่อการเข้าบุกยึด การดื้อรั้นบุกโจมตีต้องทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเป็นแน่”
“ครานี้เตียวก๊กทุ่มกำลังยกทัพมาเพื่อจัดการกับท่านรองแม่ทัพ ข้าจึงส่งคนแต่งเป็นกลุ่มโพกผ้าเหลืองหลอกเปิดประตูเมือง และถือโอกาสนี้ยึดกำแพงเมืองเอาไว้!”
โลติดยกมือขึ้นลูบเคราพลางหัวเราะเสียงดังจนตัวโยน และชื่นชมผู้บัญชาการเล่าอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้บัญชาการเล่าองอาจห้าวหาญเกินใคร และยังเจ้าแผนการ วันนี้ได้เห็น ไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
“เล่าเจี้ยงมิกล้ารับจริง ๆ!”
โลติดกับเล่าเจี้ยงคุยกันอย่างมีความสุข ทำให้เล่าปี่รู้สึกเป็นส่วนเกิน
ผู้นำทัพอาสาแอบรู้สึกไม่ยุติธรรมอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะเข้ามาช่วยเหลือในยามคับขัน อาจารย์ก็อาจจะรับมือไม่ไหวจนพ่ายแพ้ก่อนทัพเล่าเจี้ยงมาถึง
ทว่าเขาไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แม้ไม่พอใจมากแค่ไหน ก็ไม่มีเผยอารมณ์ออกมา
“ท่านอาจารย์ ยามนี้ทั้งสามทัพทำศึกกันมายาวนาน ควรถอนทัพ แล้วกลับไปในเมืองดีหรือไม่?”
โลติดมองไปทางเล่าปี่ ก่อนจะหุบยิ้มลง และพยักหน้าเบา ๆ
“พลทหารทั้งสามทัพต่างเหนื่อยล้าเกินกว่าจะรับไหวแล้ว จงถ่ายทอดคำสั่งรวมพลและออกเดินทางไปยังเมืองจวี้ลู่”
ทว่ามีนายกองคนหนึ่งเอ่ยสวนขึ้น “ท่านแม่ทัพ เมืองจวี้ลู่ถูกยึดได้แล้วหรือไม่นั้นยังไม่ทราบแน่ชัดเลย การวู่วามเดินทางไปเกรงว่าจะไม่เหมาะเท่าไรนัก”
“จริงสิ ตอนนี้พลทหารของเราเหนื่อยล้าอ่อนแรง หากเจอกลุ่มโพกผ้าเหลืองอีก ไม่ถูกจับอย่างไร้การต่อต้านหรอกหรือ?”
เล่าปี่เองก็อยากลองหยั่งเชิงผู้บัญชาการหนุ่ม จึงกล่าวเช่นนั้นออกมา
โลติดไม่ออกความเห็น แต่มองไปทางเล่าเจี้ยง
“ผู้บัญชาการเล่า เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
[1] งูหนูอยู่ในรูเดียวกัน หมายถึงคนชั่วสมคบกันทำชั่ว