พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 54 มีลูกศิษย์เช่นเจ้าช่างเป็นความอัปยศจริง ๆ!
บทที่ 54 มีลูกศิษย์เช่นเจ้าช่างเป็นความอัปยศจริง ๆ!
ตกเย็น โลติดจัดงานเลี้ยงฉลอง และให้รางวัลแก่ทหารทั้งสามกองทัพ
เล่าเจี้ยงพาพวกฮองตงสามคน ส่วนเล่าปี่พากวนอูและเตียวหุยไปเข้าร่วมด้วย
โลติดที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ เชิญผู้บัญชาการเล่านั่งถัดจากเขา แม้เล่าเจี้ยงปฏิเสธหลายครั้ง แต่แม่ทัพชำนาญบุ๋นก็ไม่ยอม เด็กหนุ่มจึงทำได้เพียงนั่งลง
ขุนพลภายใต้บังคับบัญชานั่งลงทีละคน กว่าจะคราวเล่าปี่นั่ง ก็เป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างไกลแล้ว
สิ่งนี้ทำให้เตียวหุยไม่พอใจ หากไม่ใช่เพราะผู้นำกำชับครั้งแล้วครั้งเล่า จักต้องเอะอะโวยวายขึ้นมาอีกแน่
โลติดยกจอกสุราขึ้น เอ่ยเสียงกังวาน
“แม่ทัพทุกท่าน ครานี้สามารถเอาชนะเตียวก๊กหัวหน้ากลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองได้ คงไม่พ้นความช่วยเหลือจากพวกท่าน! ข้าขอดื่มให้ทุกท่านที่อยู่ตรงนี้! ดื่ม!”
“ศึกครานี้ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะกลยุทธ์ของท่านรองแม่ทัพ พวกเราจะกล้ารับความดีความชอบได้อย่างไร! ขอดื่มให้ท่านรองแม่ทัพ ดื่ม!”
โลติดยิ้มเปื้อนหน้า มีความสุขมากกับคำชมของลูกน้องใต้บัญชา
เหตุใดคนประจบสอพลอถึงได้รับความโปรดปรานอยู่ตลอดเวลา นั่นเพราะไม่ว่าใครก็ปฏิเสธคำชมไม่ได้
กระทั่งแม่ทัพสายบุ๋นเองก็ไม่เว้น เดิมทีเขาเป็นนักปราชญ์อยู่แล้ว ภายในใจลึก ๆ ย่อมคิดว่าตัวเองสมควรได้รับคำชม
“คลื่นลูกนี้มีการพลิกผันมากมายและเต็มไปด้วยอันตราย ทว่ารางวัลก็ยิ่งใหญ่เช่นกัน!”
“ศึกครานี้ มีแต่กองทัพเราที่สังหารโจรโพกผ้าเหลืองไปมากกว่าสี่หมื่นคน!”
“พวกโจรโพกผ้าเหลืองหลบหนีกันอลหม่าน เหยียบย่ำกันเอง ฆ่ากันเองไม่ต่ำกว่าหมื่นคน”
โลติดเล่าถึงชัยชนะอย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่ากระบวนการจะเป็นเช่นไร ผลลัพธ์ก็คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่
“ยอดเยี่ยม!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
“คุ้มค่าสำหรับการต่อสู้จริง ๆ!”
“ต้องขอบคุณท่านแม่ทัพที่ไปเสี่ยงอันตรายด้วยตัวเอง ถึงทำให้เราได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครานี้”
โลติดลูบเครามือหนึ่ง ใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ศึกครานี้ได้ทำลายพลังชีวิตของกองทัพโพกผ้าเหลือง กลุ่มโพกผ้าเหลืองในแคว้นกิจิ๋วจักต้องพ่ายในเร็ววัน!”
“ท่านรองแม่ทัพเกรียงไกรยิ่งนัก!”
“ท่านรองแม่ทัพวางกลยุทธ์ได้แยบยลนัก หัวหน้าโจรเตียวก๊กจักต้องยื่นหัวมาให้ฆ่าแน่!”
“ท่านรองแม่ทัพบัญชาการได้ยอดเยี่ยม ใยต้องกังวลว่ากลุ่มโพกผ้าเหลืองล่มสลายหรือไม่ด้วย ฮ่า ๆ ๆ”
…
คำชมจากทั่วทุกโต๊ะ ทำให้โลติดมีสีหน้าแดงเรื่อ มุมปากมิอาจหุบได้ และดื่มกับแม่ทัพทั้งหลายต่อไปไม่หยุด
หลังจากดื่มไปสามจอก บรรยากาศงานเลี้ยงก็มาถึงจุดสำคัญ และใบหน้าทุกคนต่างเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่า… ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง
โลติดกระแอมเบา ๆ จนทั่วบริเวณค่อย ๆ เงียบลง ทุกคนต่างมองไปยังรองแม่ทัพ
“ผู้บัญชาการเล่าเป็นคนฉลาดมีกลยุทธ์มาก เจ้าคิดว่ากองทัพเราควรจะดำเนินการเช่นไร?”
เล่าเจี้ยงเผยสีหน้าครุ่นคิด แต่ก่อนที่เขาจะได้พูด ก็ได้ยินเสียงตะโกนก้องดังมาจากไกล ๆ
“มีอะไรให้ต้องคิดกัน ยามนี้เตียวก๊กกลัวปอดแหก เราแค่นำทัพบุกโจมตีกดดันเข้าไป โจรโพกผ้าเหลืองจะกล้าต้านทานได้รึ?”
เตียวหุยหน้าแดงก่ำ ลุกขึ้นอย่างโงนเงน ไม่รู้ว่าดื่มเหล้าไปเท่าไรแล้ว
โลติดเกรี้ยวกราด เขาตบโต๊ะอย่างแรง พลางชี้หน้าด่าเจ้าคนถ่อยยกใหญ่
“แม่ทัพเรากำลังหารือเรื่องการศึกกันอยู่ จะให้คนวิกลจริตเช่นเจ้ามาอวดโอหังอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
ครั้งนี้รองแม่ทัพโกรธมากจริง ๆ เตียวหุยยั่วยุเล่าเจี้ยงครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ไว้หน้าเขาเลยแม้แต่น้อย
เล่าปี่รีบลุกขึ้นเดินไปตรงกลาง และคุกเข่าลง
“ขออภัยท่านอาจารย์ เอ๊กเต๊กดื่มไปมาก ขอท่านอาจารย์อย่าถือโทษ”
เตียวหุยผู้โดนรองแม่ทัพตะคอกเสียงดังก็สร่างเมาขึ้นมาไม่น้อย และนิ่งค้างอยู่ที่เดิมไม่กล้าพูดอะไรอีก
“อาจารย์อะไรกัน! มีลูกศิษย์เช่นเจ้าช่างเป็นความอัปยศของข้านัก!”
“หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความดีความชอบที่พวกเจ้าสามคนช่วยเหลือ พวกเจ้าจะมานั่งอยู่ในที่แห่งนี้ได้หรือ?”
“แม้แต่ลูกน้องยังควบคุมไม่ได้ ยังคิดจะนำทัพออกรบอีกหรือเล่าปี่?”
ศิษย์ไม่ได้ความมีใบหน้าแดงก่ำ หาใช่เมามาย แต่รู้สึกอับอายยิ่งนัก
“ท่านรองแม่ทัพพูดถูก ต่อไปข้าจะควบคุมให้เข้มงวดกว่านี้ โปรดอภัยด้วย”
โลติดเห็นอีกฝ่ายคารวะอย่างนอบน้อม ก็ไม่ตำหนิเหน็บแหนมอะไรอีก
“แล้วความเห็นเจ้าล่ะ?”
“!?”
เล่าปี่เห็นอีกฝ่ายคำนึงถึงตัวเอง ก็รู้สึกยินดีขึ้นมาแวบหนึ่ง นี่คือโอกาสในการแสดงฝีมือ!
ทว่าครุ่นคิดอยู่นาน… ชายหน้าหยกก็คิดอะไรไม่ออกจริง ๆ
“ข้าเห็นด้วยกับความคิดของเอ๊กเต๊ก”
โลติดมองเขาด้วยความผิดหวังพลางโบกมือไล่ บ่งบอกให้กลับไปนั่ง จากนั้นก็หันไปหาผู้บัญชาการหนุ่ม
เล่าเจี้ยงระบายยิ้มกลับมา แล้วลุกขึ้น
“ตอนนี้กลุ่มโพกผ้าเหลืองได้รับความพ่ายแพ้ครั้งใหม่ ขวัญกำลังใจย่ำแย่ ก็สมเหตุสมผลที่จะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์แล้วเดินหน้าบุกต่อไป”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เตียวหุยแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง พลางมองผู้บัญชาการหนุ่มอย่างเหยียดหยาม
“ข้าก็คิดว่าเจ้าจะมีแผนอะไร มันก็เหมือนกันมิใช่หรอกหรือ!”
เสียงปังดังขึ้น เตียนอุยตบโต๊ะลุกขึ้นยืน สายตาจ้องมองตัวปัญหาอย่างกราดเกรี้ยว
“เจ้าหน้าถ่าน ยั่วยุเจ้านายข้ามาหลายครั้งหลายครา คิดจริงหรือว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้า!”
เตียวหุยเองก็ลุกขึ้นยืนอย่างดุดัน เดินโซเซไปตรงกลาง ก่อนชี้หน้าด่ากลับ
“เจ้าตัวเหม็น ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก!”
ไทสูจู้กับกวนอูรีบลุกขึ้นมาดึงทั้งสองคนไว้
โลติดอดทนมาถึงขีดสุดแล้ว ดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยโทสะ
“ทุกท่านใจเย็น ๆ”
เล่าเจี้ยงหัวเราะออกมา เพื่อคลายบรรยากาศคุกรุ่น
“คำพูดเมื่อครู่ข้ายังพูดไม่จบ”
“แผนตามความเหมาะสมได้ผลเสมอไปหรือ? แม้กลุ่มโพกผ้าเหลืองจะเพิ่งพ่ายแพ้ไป ทว่าหัวหน้าโจรเตียวก๊กยังมีชีวิตอยู่ เตียวโป้กับเตียวเหลียงเองยังอยู่เคียงข้างเขา ทั้งสามคนกลายเป็นกองกำลังที่ค้ำจุนช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันแล้ว”
“ตอนนี้เตียวก๊กซ่อนตัวอยู่อำเภอกงจ๋ง มีทหารและพลเรือนหลายแสนคน เพียบพร้อมด้วยเสบียงอาหารมากมาย กำแพงเมืองสูงใหญ่ ป้องกันง่าย แต่โจมตียาก ยามนี้กองทัพเรามีเพียงสามหมื่นกว่าคน หากฝืนบุกโจมตี เมื่อล้มเหลว ผลที่ตามมาย่อมเลวร้ายจนไม่อยากจะคิด!”
เมื่อเล่าเจี้ยงพูดคำนี้ออกมา ทุกคนในห้องโถงพลันนิ่งค้างไป
เตียวหุยหน้าแดงใหญ่ ต้องการจะโต้แย้งผู้บัญชาการหนุ่ม แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ผู้นำกองทัพต่าง ๆ ของโลติดต่างชะล่าใจ คิดว่าเมื่อกองทัพใหญ่มาถึง กลุ่มโพกผ้าเหลืองย่อมถึงคราวแตกพ่าย หาได้คาดคิดถึงผลที่ตามมาหากต้องพ่ายแพ้สงครามเลย
วาจาของเล่าเจี้ยงเหมือนน้ำเย็นที่ปลุกทุกคนให้ตื่น
โลติดพยักหน้าอย่างปลื้มใจ ต่อให้เล่าเจี้ยงไม่พูดเรื่องนี้ออกมา เขาเองก็กำลังจะพูดเช่นกัน
เด็กคนนี้พูดจาได้ตรงใจเขาทุกประการ คิดอ่านได้ตรงกันราวกับหยั่งรู้ ช่างสบายหูนัก
“ผู้บัญชาการเล่ามีแผนหรือ?”
เล่าเจี้ยงลูบคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ไม่นาน ก็มองไปทางโลติดด้วยรอยยิ้ม
“กลยุทธ์ลับนั้นไม่มี ทว่ากลยุทธ์เปิดเผยนั้นมีอยู่แผนหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านรองแม่ทัพเต็มใจฟังหรือไม่?”
“รีบพูดมาได้เลย…”