พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 62 จอสิวยอมอยู่แต่ในที่่เล็ก ๆ ของตัวเอง
บทที่ 62 จอสิวยอมอยู่แต่ในที่่เล็ก ๆ ของตัวเอง
เชื่อหรือไม่ …อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
เมื่อคำสั่งบุกจู่โจมของกองทัพโพกผ้าเหลืองออกมาได้ไม่ทันไร ก็เห็นควันฝุ่นตลบอบอวลอยู่ไม่ไกลนัก พื้นเริ่มสั่นสะเทือน คนจำนวนนับไม่ถ้วนกรูกันเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ไม่นานก็เข้ามาใกล้ ธงขบวนทัพโบกไสว บนนั้นเขียนว่า ‘ผู้บัญชาการทหารม้าเล่าเจี้ยง’
ผู้บัญชาการใหญ่ที่นำมาสวมเกราะสีทอง มือถือดาบใหญ่
ไม่ใช่เล่าเจี้ยงแล้วจักเป็นผู้ใดได้อีก?
“นั่นมัน… !?”
ทหารโพกผ้าเหลืองต่างพากันชะงักค้าง ความกลัวที่เพิ่งสงบพลันเพิ่มพูนขึ้นมาอีกครั้ง
การเห็นทหารม้าบุกจู่โจมเข้ามานั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง พื้นดินที่สั่นไหวทำให้สองขาของทหารโพกผ้าเหลืองนั้นสั่นตลอดเวลา!
หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลืองตกใจจนมึนไปแล้ว เขาได้แต่ยืนมองทหารม้ากรูเข้ามาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
นี่มันคือความจริงหรือ?
ข้าโชคร้ายจริง ๆ หรือ?
ไม่คิดเลยว่าตัวเองเพิ่งคุยโวโอ้อวดเสร็จ เล่าเจี้ยงก็มาจริง ๆ!
“หนีสิโว้ย!”
ไม่รู้ใครตะโกนออกมา แต่ปลุกทหารโพกผ้าเหลืองที่กำลังนิ่งงันตื่นขึ้นมา
“หนีสิโว้ย!”
“หนีเร็ว!”
“ปีศาจมาแล้ว! หากไม่หนีคงไม่ทันแล้ว!”
“…”
กองทัพโพกผ้าเหลืองทั้งหมดแตกขบวนทันที ทหารหลายพันคนทิ้งหมวกทิ้งเกราะหนีไปทุกทิศทาง เหลือเพียงผู้นำคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ที่เดิม
เล่าเจี้ยงไม่ได้ไล่ตามไป เขาไม่มีอารมณ์แม้แต่จะเข้าปะทะ ภาพตรงหน้าไม่สามารถกระตุ้นความปรารถนาที่อยากต่อสู้ของเด็กหนุ่มได้
“ไฉนเจ้าไม่หนีเล่า?”
เล่าเจี้ยงมองหัวหน้ากลุ่มโพกผ้าหลืองด้วยการแสร้งทำเป็นยิ้ม ทำเอาชื่นชมในความกล้าหาญของอีกฝ่ายขึ้นมา!
สองขาของหัวหน้ากลุ่มโพกผ้าหลืองสั่นเทา และหลังจากนั้นไม่นาน กลิ่นเหม็นหึ่งก็โชยออกมา
“เฮ้อ! ข้าก็คิดว่าเป็นนักรบกล้าหาญเสียอีก! ที่แท้ก็กลัวจนฉี่ราดกางเกง!”
เตียนอุยเหลือบมองอย่างไม่พอใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูถูก
เล่าเจี้ยงเอามือปิดจมูก มีท่าทางพูดไม่ออก เขาคิดว่าได้พบคนดังของกลุ่มโพกผ้าเหลืองเสียอีก แต่ผลคือดีใจเก้อ
ทันใดนั้นก็มีเสียงของจอสิวดังขึ้นมาจากบนกำแพง
“หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลืองผู้นี้กล่าววาจาจะฆ่าผู้บัญชาการเล่าด้วยตัวเอง จึงตั้งใจรออยู่ที่นี่”
“หืม?”
เล่าเจี้ยงนึกขบขัน ตลอดการเดินทางเขาไม่เคยพบสิ่งที่น่าสนใจเช่นนี้มาก่อนเลย
ทหารทั้งหมดวิ่งหนีไปแล้ว แต่ตัวเองอยู่เพื่อท้าสู้กับผู้บัญชาการที่ฮ่องเต้แต่งตั้งมา
“ความกล้าหาญของเจ้าน่ายกย่องยิ่งนัก! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะให้โอกาสเจ้า! เข้ามา!”
“นายท่านไม่ได้เด็ดขาด!”
ฮองตงและไทสูจู้ห้ามเขาพร้อมกัน แม้คนตรงหน้าจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ทว่าพฤติกรรมผิดปกติเกินไป จำต้องรับมืออย่างระวัง
เตียนอุยตรงเข้าไปพร้อมยกทวนใหญ่ขึ้น
“นายท่านอย่าเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายเลย โจรต่ำต้อยพวกนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด หากสามกระบวนท่ายังเอาเขาลงไม่ได้ ข้าก็จะปล่อยให้นายท่านจัดการเอง!”
เล่าเจี้ยงมองทุกคนที่ไม่เห็นด้วย ก่อนจะฝืนไม่เข้าไป เขาส่งสายตาที่เป็นคำถามแก่หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลือง หากอีกฝ่ายตกลงประลองเดี่ยวกับเตียนอุย คงดีไม่น้อย
หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลืองมองเล่าเจี้ยงด้วยสีหน้าสับสน ก่อนมองไปทางเตียนอุยที่ดูเหมือนหอคอยเหล็ก ก็ตกใจสั่นเทาจนขาอ่อนล้มลงกับพื้น
“ท่านผู้บัญชาการไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตข้าด้วย! เมื่อครู่ข้าน้อยพูดจาไปเรื่อยเปื่อย”
เขาพูดไปพลาง ตีปากตัวเองอย่างแรงไปพลาง
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
“เอาละ เอาละ”
เล่าเจี้ยงห้ามเขาไว้ เขาไม่สนใจคนขี้ขลาดแบบนี้หรอก
“เจ้าเป็นนายทัพของกลุ่มโพกผ้าเหลืองที่อยู่ที่นี่หรือ?”
หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลืองร้องไห้ฟูมฟาย น้ำหูน้ำตาไหล น่าสังเวชยิ่งนัก
“ข้าน้อย… ฮึกฮึก… มะ…ไม่ได้เป็น…ฮึกฮือ… ท่านผู้บัญชาการ ขะ…ข้าน้อย ฮึกฮึก เป็นแค่หัวหน้าตัวน้อย ๆ คนหนึ่งเท่านั้นฮึก ๆ ฮือ…”
“พอได้แล้ว! หยุดร้องได้แล้ว เจ้าขี้ขลาดเช่นนี้ยังกล้าก่อกบฏอีก!”
เล่าเจี้ยงตวาดด่าออกมา ทำให้หัวหน้ากระจ้อยร่อยคนนี้รีบหยุดสะอื้นไห้ทันที และมองกลับมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ในตอนนี้เองประตูเมืองก็ถูกเปิดออก นายอำเภอนำคนเดินเข้ามา
“นายอำเภอจอสิว ขอบคุณท่านผู้บัญชาการมาก”
“จอสิว นามรองจอกงอวี๋?”
รูม่านตาเล่าเจี้ยงเบิกกว้าง มองผู้มาเยือนด้วยสีหน้าตกตะลึง
“เป็นข้าน้อยเอง”
จอสิวมึนงง ปฏิกิริยาของผู้บัญชาการหนุ่มทำให้เขาฉงนใจอย่างยิ่ง
เล่าเจี้ยงพลิกตัวลงจากหลังม้า ก่อนเดินไปอยู่เบื้องหน้าอีกฝ่ายแล้วกุมมือเคารพ
“ได้ยินชื่อเสียงท่านจอสิวมานาน ไม่คิดเลยว่าวันนี้จักได้พบ”
“ข้าไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนัก จะดังไปถึงหูท่านผู้บัญชาการได้อย่างไร? ท่านผู้บัญชาการเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากในแผ่นดินนี้ ความกล้าหาญก็เป็นที่รู้จักไปทั่วใต้หล้า”
จอสิวมองเล่าเจี้ยงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าในใจกลับมีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่
ตัวเองเป็นแค่คนมีความสามารถเล็กน้อยอยู่ที่แคว้นกิจิ๋วเท่านั้น จะได้รับความสนใจจากเล่าเจี้ยงเช่นนี้ได้อย่างไร?
หากพูดถึงที่ปรึกษาแห่งฮ่อปัก ผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือเตียนห้องกับจอสิว
เตียนห้องเป็นคนดื้อรั้น มักขัดแย้งกับพวกคนใหญ่คนโต และมีความฉลาดทางด้านอารมณ์ต่ำ โดยทั่วไปแล้วคนใจแคบจะยอมรับบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นไม่ได้
ทว่าจอสิวแตกต่างออกไป เขาจะพยายามอย่างเต็มที่ในการสนองเจ้านาย
หากอ้วนเสี้ยวใช้แผนของจอสิว เขาคงไม่กล้ำกลืนความเจ็บช้ำจากศึกกัวต๋อขนาดนั้นหรอก
แม้แต่โจโฉยังคร่ำครวญว่า “หากพบกันเร็ว แผ่นดินคงไม่น่ากังวลขนาดนี้”
อุปราชโจโฉในตอนนั้นมีกุนซือชั้นดีอย่างซุนฮก ซุนฮิว กุยแกและกาเซี่ยงอยู่ในมือแล้ว แต่ยังเอ่ยชื่นชมขนาดนั้น แสดงให้เห็นว่าจอสิวมีพรสวรรค์โดดเด่นมากแค่ไหน!
“ท่านจอสิวเป็นนายอำเภออยู่ที่นี่หรือ?”
เล่าเจี้ยงแย้มยิ้ม เขาปรารถนาคนมีความสามารถเช่นนี้มาก
“หลายเดือนก่อน ข้าถูกย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอที่นี่ แต่ไม่คิดเลยว่าลัทธิโพกผ้าเหลืองจะก่อกบฏ”
จอสิวเองก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ลัทธิโพกผ้าเหลืองก็ก่อกบฏแล้ว
“ก่อนหน้านี้เดินทางผ่านอำเภอกว่างผิง เจ้ารู้จักตระกูลจอแห่งอำเภอกว่างผิงหรือไม่?”
จอสิวยิ้มอ่อน พลางพยักหน้า
“ข้ามาจากตระกูลจอในอำเภอกว่างผิง เจ้าเมืองกว่างผิงคือบิดาข้าเอง”
มิน่าละ! อายุยังน้อยก็ได้เป็นนายอำเภอแล้ว!
เล่าเจี้ยงรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจ อีกฝ่ายมีชาติตระกูลดี เกรงว่าคงไร้ความหวังในการชักชวนอีกแล้ว
“การก่อกบฏของโจรโพกผ้าเหลืองในแคว้นกิจิ๋วครานี้ร้ายแรงที่สุด ในขณะที่แคว้นเกงจิ๋วกับแคว้นเอ๊กจิ๋วค่อนข้างสงบ หากท่านเต็มใจ ข้ายินดีช่วยเหลือท่าน”
เล่าเจี้ยงไม่ยอมแพ้ต่อจอสิว ทว่าก็ไม่ได้ชักชวนโดยตรง ตอนนี้จอสิวเป็นหัวหน้าของอำเภอหนึ่งแล้ว ตนจะเอาอะไรไปชักชวนเขา จึงทำได้เพียงหยั่งเชิงอีกฝ่ายดูก่อนว่าเต็มใจจะไปจากแคว้นกิจิ๋วหรือไม่
จอสิวกุมมือคารวะ
“ขอบคุณสำหรับน้ำใจท่านผู้บัญชาการ ตระกูลจอข้าตั้งอยู่ที่แคว้นกิจิ๋ว ข้าสมัครใจสร้างความผาสุกให้กับบ้านเกิด”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า ไม่ทำอะไรให้ตัวเองอายต่ออีก
ไม่มีทางชักชวนจอสิวผู้นี้ได้อยู่แล้ว อย่าว่าแต่เขาเป็นแค่ผู้บัญชาการคนหนึ่งเลย ต่อให้เป็นเจ้าเมืองแคว้นเอ๊กจิ๋วก็เสียแรงเปล่า
จอสิวชี้ไปที่หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลือง ก่อนจะเอ่ย
“ท่านผู้บัญชาการ โจรผู้นี้เพิ่งบอกว่าอำเภอเจินติ้งถูกบุกโจมตี ท่านผู้บัญชาการยินดีไปช่วยเหลือสักครั้งได้หรือไม่ขอรับ?”
เล่าเจี้ยงคว้าคอเสื้อเขาไว้ เห็นได้ชัดว่าใช้อีกฝ่ายเป็นที่ระบายอารมณ์
“บอกสิ่งที่เจ้ารู้ว่า ไม่งั้นข้าจะให้เจ้าได้ลองดาบใหญ่นี่!”
“ท่านผู้บัญชาการไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ข้าพูด ข้าพูดแล้ว!”
หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลืองตกใจจนตัวสั่นไปทั่วร่าง และฉี่ราดกางเกงอีกครั้ง
“หนึ่งเดือนก่อนมีคนชื่อซุนต๋อง ลูกศิษย์ของท่านผู้บัญชาการแห่งสวรรค์คนหนึ่งมา พวกเราจึงทำตามคำสั่งของเขา และได้ยินว่าผู้บัญชาการเล่าโจมตีท่านผู้บัญชาการแห่งสวรรค์จนแตกพ่ายได้ โอ้วไม่สิ หลบหนีมาตอนที่เตียวก๊กถูกตีแตกพ่าย เดิมทีกองทัพมีเพียงไม่กี่ร้อยคน ทว่าไม่นานก็รวบรวมคนได้เป็นหมื่น ทัพของซุนต๋องแบ่งออกเป็นสองกลุ่มและสั่งให้ข้าบุกยึดอำเภอฮั่วลู่ ส่วนเขาไปโจมตีอำเภอเจินติ้งด้วยตัวเอง ทว่าจากการบุกโจมตีเมื่อวานนี้ วันนี้ซุนต๋องจะต้องกวาดล้างหมู่บ้านโดยรอบ แล้วเดินทางมาที่ฮั่วลู่”
เล่าเจี้ยงมองจอสิวแล้วถามคำถาม “ท่านจอสิวรู้จักหมู่บ้านตระกูลเตียวในอำเภอเจินติ้งหรือไม่?”
จอสิวส่ายหน้า ก่อนมองไปทางผู้บัญชาการทหารประจำอำเภอ
“เจ้าเป็นคนท้องที่ รู้หรือไม่?”
อีกฝ่ายพยักหน้า พลางเอ่ยตอบว่า
“หมู่บ้านตระกูลเตียวอยู่บนพรมแดนระหว่างอำเภอฮัวลู่และอำเภอเจินติ้ง จากตรงนี้เดินขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ ก็ถึงแล้ว หากซุนต๋องมาที่อำเภอฮัวลู่ เขาจะต้องผ่านหมู่บ้านตระกูลเตียว”
“ท่านผู้บัญชาการจะไปที่หมู่บ้านตระกูลเตียวด้วยเหตุอันใดหรือ?”
“ข้ามาหาคน”
เล่าเจี้ยงรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี เขาไม่คิดเลยว่าเป็นเพราะตัวเองถึงทำให้ซุนต๋องมาที่เมืองเสียงสัน
“ว้าก!!!”
จู่ ๆ หัวหน้ากลุ่มโพกผ้าเหลืองก็กรีดร้องออกมา
“เจ้าร้องทำบ้าอะไร!”
เตียนอุยถีบเขาไปทีหนึ่ง
“ซุนต๋องผู้นี้โหดเหี้ยม หากงานไม่ราบรื่นก็จะสังหารคนในหมู่บ้านทั้งหมด” อีกฝ่ายระล้ำระลักคำตอบ
เล่าเจี้ยงเบิกตากว้างก่อนพลิกตัวควบหลังม้า พลางมองจอสิวด้วยสีหน้ากังวล
“ท่านจอสิว ข้าฝากโจรผู้นี้ให้ท่านจัดการด้วย” จอสิวยังไม่ทันได้ตอบ ผู้บัญชาการหนุ่มก็ออกคำสั่งต่อทันที “ทุกคนฟัง รีบไปที่หมู่บ้านตระกูลเตียว เร็ว!”