พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 64 ใครคือซุนต๋อง
บทที่ 64 ใครคือซุนต๋อง
บทที่ 64 ใครคือซุนต๋อง?
เสียงเกือกม้าดังสนั่นเลื่อนลั่นดึงดูดความสนใจของทุกคน พวกเขาทั้งหมดเคลื่อนสายตาทอดมองไปไกล
ซุนต๋องกังวลมากที่สุด ลึก ๆ ในใจของเขามีคนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างมากอยู่ผู้หนึ่ง คนที่สามารถเอาชนะผู้นำของลัทธิโพกผ้าเหลืองได้
จูล่งยืนขึ้นด้วยแรงพยุงจากสหาย หัวใจเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ไม่นาน เกราะทองวิบวับก็สะท้อนส่องดวงตาทุกคน บุรุษบนหลังม้าดูสง่างามยามอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์จ้า
เป็นเล่าเจี้ยงผู้มาทันในช่วงวิกฤตนั่นเอง! เขาถือบังเหียนมือหนึ่ง ถือดาบใหญ่มือหนึ่ง แสนยานุภาพดูไม่ธรรมดา
บนธงใหญ่นั้นมีอักษรอยู่ห้าตัวคือ ‘ผู้บัญชาการทหารม้าเล่า’
“เป็นเล่าเจี้ยง!”
“แย่แล้ว พวกเราเจอเจ้าตัวซวยผู้นี้แล้ว!”
“ทำอย่างไรดี ข้ายังไม่อยากตาย ฮือ ๆ ๆ”
เล่าเจี้ยงยังไม่ทันเข้าไปใกล้ กองทัพโพกผ้าเหลืองก็เริ่มแตกตื่นกันแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะแตกกระซ่านกระเซ็น
“หุบปากให้หมด ตั้งแถว ตั้งแถว!”
ความกระสับกระส่ายของทหารทำให้แม่ทัพโจรโพกผ้าเหลืองโกรธมาก ทหารเหล่านี้ขี้ขลาดเกินไป แค่เห็นธงของเล่าเจี้ยงก็ตกใจร้องไห้เรียกบิดามารดาแล้ว
ความจริงซุนต๋องไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าทหารเหล่านี้เท่าไร เขาหลบหนีเล่าเจี้ยงมายังเมืองเสียงสัน
ตอนนี้เขาเห็นทหารม้าของเล่าเจี้ยงหมดแล้ว มากสุดมีสองพันกว่าคน แต่ข้างกายตัวเองมีทหารหมื่นกว่าคน
ซุนต๋องไม่กล้าหนีไป เพราะทันทีที่หลบหนี ทหารกว่าหมื่นนายจักต้องแตกกระจัดกระจายแน่ บางทีอาจไม่ได้โชคดีขนาดที่รอดพ้นจากความตายอีกครั้ง!
เล่าเจี้ยงนำทหารเข้ามาใกล้ ทว่าไม่ได้บุกเข้าโจมตีเมืองในทันที
แม้ทหารโพกผ้าเหลืองจะมีมากกว่าอีกฝ่ายหลายเท่า กระนั้นผู้บัญชาการหนุ่มก็ไม่แยแส
“ผู้ใดคือซุนต๋อง?”
เล่าเจี้ยงนั่งอยู่บนหลังม้า และปริปากถามออกมา
“ขะ…ข้าเอง… ข้าคือซุนต๋อง”
ซุนต๋องสั่นเทาด้วยความประหม่าอย่างมาก จนพูดตะกุกตะกัก
“คนของหมู่บ้านตระกูลเตียวเล่า! เจ้าทำอะไรพวกเขา?”
แย่แล้ว เขามาเพราะหมู่บ้านตระกูลเตียว!
ครั้นได้ยินเล่าเจี้ยวถามถึง ซุนต๋องก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ดีแล้ว
เขาสังหารทุกคนในหมู่บ้านตระกูลเตียวไปหมดแล้ว คนหลายร้อยคนทั่วทั้งหมู่บ้าน เหลือเพียงจูล่งและสหายอีกคนเท่านั้นที่ยังไม่ตาย!
จู่ ๆ ซุนต๋องเหงื่อไหลท่วมตัว พลางกลืนน้ำลายไม่หยุด
“ท่านผู้บัญชาการ”
เสียงร้องอันแผ่วเบาดังมาจากกลางฝูงชน
จูล่งถูกพยุงเดินออกมา มีเล่าเจี้ยงอยู่ด้วย ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่กล้าขยับอาวุธทั้งนั้น
ชายรูปงามผลักสหายออกไป ก่อนเดินตัวเซโงนเงนมาอยู่เบื้องหน้าผู้บัญชาการหนุ่ม ก่อนคุกเข่าลงทั้งสองข้าง
“ท่านผู้บัญชาการ ไอ้โจรชั่วพวกนี้สังหารคนในหมู่บ้านตระกูลเตียวของข้า ขอท่านผู้บัญชาการล้างแค้นแทนพวกเราด้วย!”
จูล่งร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว คราบเลือดทั่วร่างของเขาดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
“อะไรนะ! ฆ่าหมดแล้ว!”
เล่าเจี้ยงนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างหดหู่ เขารีบรุดมาหา แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง!
เมื่อจูล่งเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ก็อดก้มหัวจรดพื้นไม่ไหว
“ท่านผู้บัญชาการ! ขอท่านผู้บัญชาการตัดสินโทษแทนพวกเราด้วย จูล่งยอมเป็นวัวเป็นม้าตอบแทนท่านผู้บัญชาการ!”
“เจ้าว่าเป็นใครนะ?”
เล่าเจี้ยงเบิกตากว้าง มองคนที่อยู่เบื้องหน้าอย่างตกตะลึง
“ข้าน้อยชื่อเตียวหยุน นามรองจูล่ง”
นั่นแหละชื่อที่เด็กหนุ่มอยากได้ยินที่สุด…
จูล่งยังไม่ตาย! เยี่ยมไปเลย!
เล่าเจี้ยงราวกับปีนจากขุมนรกขึ้นสู่สวรรค์ เขาพลิกตัวลงจากหลังม้า และช่วยพยุงชายตรงหน้าที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นขึ้นมา
“จูล่ง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
จูล่งสับสนกับการกระทำของอีกฝ่าย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้บัญชาการทหารม้าถึงตื่นเต้นเช่นนี้
“ท่านผู้บัญชาการ ข้าน้อยไม่เป็นอะไร ท่านผู้บัญชาการโปรดตัดสินโทษโจรแทนคนในหมู่บ้านตระกูลเตียวที่เสียชีวิตไปด้วย!”
ชายรูปงามพูดจบก็จะคุกเข่าลงอีกครั้ง แต่เล่าเจี้ยงห้ามเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“จูล่ง ไม่ต้องมากพิธี เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
อีกฝ่ายจึงเล่าถึงสิ่งที่ซุนต๋องกระทำทั้งหมด เมื่อเอ่ยถึงน้องสาวที่ถูกเหยียดหยาม พี่ชายถูกฆ่าตาย ก็อดร้องไห้น้ำตานองหน้าไม่ได้
ยิ่งเล่าเจี้ยงได้ฟัง ใบหน้าของเขาก็ยิ่งมืดมนลง ซุนต๋องผู้นี้เลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานจริง ๆ ทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ได้ลง!
“ไอโจรชั่ว ตอนนั้นเจ้าหนีรอดจากป่าหางม้ามาได้ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะไม่กลับใจแล้ว กลับยังทำชั่วมากขึ้นด้วย!”
“หากวันนี้ไม่ได้ฆ่าเจ้า จะมีหน้าไปขอโทษคนบริสุทธิ์ที่เจ้าฆ่าได้อย่างไร!”
“ทหารทั้งหมดฟังคำสั่ง!”
เล่าเจี้ยงพลิกตัวขึ้นหลังม้า ยกดาบใหญ่ขึ้น พร้อมคำรามออกมา
“ย้า!!”
ทหารม้าทุกนายชักอาวุธออกมา และรอฟังคำสั่งของเล่าเจี้ยง
“ทั้งหมดบุกโจมตีขบวนทัพโจรโพกผ้าเหลือง และจับตัวซุนต๋องมา!”
“ฆ่ามัน!”
สิ้นวาจา ซุนต๋องเห็นเล่าเจี้ยงพุ่งเข้ามาก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ก่อนลนลานจัดทหารต้านทานเอาไว้
“เร็ว เร็ว! รีบตั้งแถว เร็วเข้าสิโว้ย!”
กองทัพโพกผ้าเหลืองตื่นตระหนกกับอานุภาพของทหารม้าจึงเคลื่อนตัวได้ช้า จนเล่าเจี้ยงบุกมาถึง ก็ยังตั้งแถวไม่เสร็จ
ทหารม้าพุ่งเข้าไป และเจาะเข้ากลางกองทัพโพกผ้าเหลือง ส่วนเล่าเจี้ยงควบม้าพุ่งเข้าสังหารซุนต๋อง
ผู้บัญชาการหนุ่มไม่ออมมือ เขาตวัดดาบใหญ่เป็นวงกว้าง และปลิดชีวิตของทหารโพกผ้าเหลืองอย่างไร้ความปรานี
“รีบขวางเขาเอาไว้!”
ซุนต๋องสั่งให้คนออกมาสกัดไปพลาง ก่อนถอยหลังอย่างสุดชีวิตไปพลาง เขาพร้อมที่จะใช้ช่วงชลมุนหลบหนีไปเช่นเดิม
ที่ครั้งก่อนแม่ทัพโพกผ้าเหลืองคนนี้สามารถหลบหนีไปได้ ก็เพราะทหารไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะหนี และยังคงต่อสู้อย่างสุดชีวิต
ตอนนี้ทุกคำพูดและการกระทำของเขาส่งผลต่อทหารใต้บังคับบัญชา เมื่อผู้นำหนีไปแล้ว ทหารที่ไหนจะยังมีใจต่อต้าน และคนทั้งหมดก็เริ่มหลบหนีเอาชีวิตรอด
เมื่อซุนต๋องเห็นกองทัพวุ่นวาย ทุกคนหนีกระเจิงไปทุกทิศทุกทาง ก็อดรู้สึกมีความสุขไม่ได้
เยี่ยมไปเลย ตอนนี้วุ่นวายขนาดนี้ใครจะมาสนใจตัวเอง! รีบถือโอกาสนี้หลบหนีดีกว่า!
ความคิดของซุนต๋องนั้นถูกต้อง ยิ่งสถานการณ์วุ่นวายมากเท่าไร ก็ยิ่งเหมาะที่จะหลบหนีมากขึ้นเท่านั้น
แต่น่าเสียดาย มีอยู่คนหนึ่งไม่อยากให้เขาหนีไปได้ง่าย ๆ
จูล่งมีความแค้นบาดหมางนองเลือดกับเขา
หากเล่าเจี้ยงต้องการความจงรักภักดีจากจูล่ง ซุนต๋องก็คือของขวัญที่ดีที่สุด
ไม่ว่าซุนต๋องจะหนีไปอย่างไร ก็มีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขาเสมอ ไม่เคยเคลื่อนไปไหนเลยแม้แต่น้อย จ้องมองเขาประหนึ่งอสรพิษ
ในสายตาของเล่าเจี้ยง ซุนต๋องไม่ใช่คนอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งของที่สามารถแลกเปลี่ยนสมบัติล้ำค่าอย่างจูล่งได้!
“อ๊าก!!!”
ซุนต๋องรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง และล้มลงกับพื้น
“มัดมัน!”
เล่าเจี้ยงจ่อดาบไปที่คอของแม่ทัพโพกผ้าเหลืองด้วยรอยยิ้มกว้าง
ตอนนี้การชักชวนจูล่งไม่เป็นปัญหาอีกแล้ว!