พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 66 แนวโน้มของประวัติศาสตร์
บทที่ 66 แนวโน้มของประวัติศาสตร์
สองวันต่อมา จูล่งลืมตาขึ้นช้า ๆ
“จูล่ง เจ้าตื่นเสียที!”
แฮหัวอันตื่นเต้นดีใจ ด้วยอีกฝ่ายนอนสลบมาสองวันเต็มแล้ว
“จือเจิ้ง ที่นี่ที่ไหน?”
จูล่งพยายามฝืนลุกขึ้นนั่ง ทว่าร่างกายอ่อนแอมาก
จนแฮหัวอันต้องเข้าไปช่วยพยุง ก่อนจะเอ่ย
“นี่คือค่ายทหารของผู้บัญชาการเล่า เจ้าหมดสติไปสองวันเต็ม เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง? มีตรงไหนไม่สบายหรือไม่?”
ชายรูปงามส่ายหน้า พลางใช้มือลูบท้อง
“แค่หิวนิดหน่อย”
“เจ้ารอเดี๋ยว ข้าจะไปทำอะไรให้เจ้ากิน”
แฮหัวอันรีบวิ่งออกไป ไม่นานก็ยกข้าวกลับมา
“รีบกินเถิด”
จูล่งก็ไม่เกรงใจ ก้มหน้าก้มตากินอย่างเดียว
หลังจากผ่านการพักผ่อนอันยาวนาน ชายรูปงามก็ฟื้นพละกำลังขึ้นมาบ้าง และสามารถยืนด้วยตัวเองได้แล้ว
เขามองสหายผู้เติบโตมาด้วยกัน และอดทอดถอนใจไม่ได้
“ครั้งนี้ไม่เพียงรอดจากภัยครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้แก้แค้นด้วย ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณผู้บัญชาการเล่า ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าจะตอบแทนเขาอย่างไรดี”
“เจ้านี่นะช่างโง่เขลาเสียจริง ผู้บัญชาการเล่าผู้นั้นมาเพราะเจ้าต่างหาก”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
จูล่งส่ายหน้าทันที ไม่เชื่อคำพูดของสหายเลยแม้แต่น้อย
“ข้าเป็นแค่คนบ้านนอก จะเข้าตาท่านผู้บัญชาการได้อย่างไร!”
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องไปเยี่ยมขอบคุณท่านผู้บัญชาการ!”
แฮหัวอันห้ามไว้ ครั้นเห็นสภาพของอีกฝ่ายก็ต้องส่ายหัว
“จูล่ง อย่างไรเจ้าก็หวีผมหน่อยเถิด ไปทั้งแบบนี้ไม่ดูไร้มารยาทเกินไปหน่อยหรือ”
จูล่งลูบผมตัวเอง แม้เจ้าตัวรู้สึกได้ถึงความสากบนฝ่ามือ แต่ไม่ว่าใครได้มองเขา ก็ต้องคิดว่าชายผู้นี้มีรูปลักษณ์ดึงดูดสายตายิ่ง
“จือเจิ้งพูดถูก ข้าเตรียมตัวหน่อยดีกว่า”
…
ณ ค่ายทหารของเล่าเจี้ยง กระโจมท่านผู้บัญชาการ
เล่าเจี้ยงกำลังหารือเรื่องกิจการทหารกับฮองตงและคนอื่น ๆ อยู่
“เป็นไปตามที่นายท่านคาดไว้จริง ๆ ตาแก่โลติดนั่นถูกขังอยู่ในรถคุมนักโทษและกำลังถูกส่งตัวไปยังลกเอี๋ยง!”
โลติดถูกจับกลับเมืองหลวง แต่กลับทำให้เตียนอุยเอ่ยด้วยความโกรธ! เขายังคงจำภาพที่ถูกรองแม่ทัพขับไล่ออกไปได้
“โชคดีที่นายท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ไม่เช่นนั้นคงได้เข้าไปพัวพันกับเจ้าแก่โลติดแล้ว!”
“สมน้ำหน้า ใครให้เขาดูแคลนพวกเรากัน!”
เล่าเจี้ยงกระแอมเบา ๆ ปรามลูกน้องให้หยุดพูดจาเหิมเกริมเอาไว้
ถึงอย่างไรโลติดก็เป็นนักปราชญ์ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง มิอาจดูถูกอย่างหยาบคายได้
“เอาละ หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว”
“ผู้ใดมาแทนท่านรองผู้บัญชาการโลติด?”
“คนที่รับหน้าที่ต่อท่านโลติดคือ ตั๋งโต๊ะ*[1] ขุนศึกบูรพาประจำราชสำนัก”
คำตอบของฮองตงทำให้เล่าเจี้ยงโล่งใจ โชคดีที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะเขา
“ตั๋งโต๊ะเป็นคนทะเยอทะยาน แสวงหาชัยชนะ นี่ต้องเป็นโอกาสดีของเตียวก๊กแน่!”
“พวกเรายังต้องรีบกลับไปอำเภอกงจ๋ง ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ในแคว้นกิจิ๋วแย่ลงอยู่หรือไม่?”
ความจริงเล่าเจี้ยงไม่ได้กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในแคว้นกิจิ๋วเลย เตียวก๊กเองก็จะอยู่ได้ไม่นานแล้ว
เมื่อเตียวก๊กตาย กองทัพโพกผ้าเหลืองย่อมไร้ผู้นำ การกวาดล้างนั้นก็เป็นเรื่องของเวลาแล้ว
แม้เล่าเจี้ยงจะไม่ทำอะไรเลย ทุกอย่างก็จะไม่แย่ลง
แต่เรื่องของซุนต๋อง เล่าเจี้ยงจำต้องระแวดระวัง แม้วงจรแห่งประวัติศาสตร์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะเล่าเจี้ยงตัวน้อย ๆ คนเดียว แต่ไม่แน่ว่าอาจมีตัวแปรอื่น
ผู้บัญชาการหนุ่มกลัวว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตั๋งโต๊ะเช่นเดียวกับครอบครัวของจูล่ง
หากว่าตั๋งโต๊ะตาย แล้วเรื่องราวต่อไปจะเป็นเช่นไร เล่าเจี้ยงก็จะสูญเสียการควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยสิ้นเชิง
“นายท่าน จูล่งยังหมดสติอยู่ พวกเราจะเดินทัพได้อย่างไร?”
“อืม…”
เล่าเจี้ยงตกอยู่ในห้วงความคิด คนของเขาทั้งหมดล้วนเป็นทหารม้า มิอาจพาคนหมดสติไปด้วยได้
จูล่งก็ทิ้งไว้ไม่ได้ เขาพยายามอย่างหนักกว่าจะผ่านสถานการณ์นี้มาได้
ในระหว่างที่เล่าเจี้ยงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่นั้น เสียงทหารก็ดังขึ้นมา
“รายงานท่านผู้บัญชาการ จูล่งกับแฮหัวอันมาขอเข้าพบ”
“หืม? เชิญเข้ามาเร็ว!”
จูล่งตื่นแล้ว ตอนนี้ปัญหาถูกแก้ไขแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน จูล่งกับแฮหัวอันก็เดินเข้ามา
ชายรูปงามหวีผมชำระตัว เปลื่ยนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาของเขาทำให้เล่าเจี้ยงและคนอื่น ๆ ตาพร่ามัว
จูล่งสูงแปดฉื่อ มีหน้าผากกว้าง คิ้วดกดำ ตาคมโต หน้าตาหล่อเหลา ผิวพรรณขาวเกลี้ยงเกลา ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
เป็นหนุ่มหล่ออะไรเช่นนี้! ที่จริงแฮหัวอันผิวขาวดังหยกอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายเมื่อยืนอยู่ข้างจูล่งกลับดูธรรมดาไปเลย
จูล่งหล่อมาก หากอยู่ในศตวรรษที่ 21 เขาต้องมีรูปลักษณ์ระดับดาราแน่นอน
ทว่ามันไม่ค่อยเข้ากันเท่าไรนัก ร่างกายของชายรูปงามนั้นแข็งแกร่ง ไม่เข้ากับใบหน้านั้นเลย
เมื่อเห็นเล่าเจี้ยงและคนอื่น ๆ เอาแต่จ้องมองตัวเอง จูล่งก็อดหน้าแดงไม่ได้ อย่างไรเขาก็เป็นเด็กวัยสวมหมวกสานคนหนึ่ง
“จูล่ง อาการดีขึ้นแล้วหรือยัง?”
คำทักทายของเล่าเจี้ยงทำให้ผู้ฟังได้สติ นึกได้ว่าตัวเองมาขอบคุณอีกฝ่าย จึงรีบโค้งคำนับ
“ท่านผู้บัญชาการช่วยชีวิตข้าไว้ ทั้งยังช่วยแก้แค้นแทนผู้คนในหมู่บ้านตระกูลเตียว ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรดี”
“จูล่งไม่ต้องมากพิธี จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของข้าด้วย หากวันนั้นไม่ปล่อยให้ซุนต๋องหลบหนีไปได้ หมู่บ้านตระกูลเตียวคงไม่ประสบภัยพิบัติเช่นนี้! หวังว่าจูล่งจะไม่ถือโทษ”
เล่าเจี้ยงก้าวเข้ามาพยุงอีกฝ่ายขึ้นด้วยสีหน้าสำนึกผิด
แน่นอนว่าเขาแค่แสดงเท่านั้น ซุนต๋องหลบหนีจากสนามรบที่มีผู้คนมากกว่าหนึ่งแสนคน จะโทษอย่างไรก็โทษไม่ถึงเล่าเจี้ยงหรอก
“อย่ากล่าวเช่นนั้นขอรับ! ท่านผู้บัญชาการรอนแรมต่อสู้จากแคว้นกิจิ๋วมาหลายพันลี้ ไม่รู้ว่าช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปกี่คนแล้ว”
“หากไร้ท่านผู้บัญชาการ จูล่งคงตายอย่างไร้ที่กลบฝัง และคนบริสุทธิ์ในหมู่บ้านตระกูลเตียวที่ตายอย่างอนาถคง…”
เมื่อนึกถึงการเสียชีวิตอันน่าสลดใจของญาติสหายทั้งหลาย ขอบตาของจูล่งพลันแดงก่ำอีกครั้ง
“เอาละ ไม่ต้องพูดขอบคุณแล้ว! นี่คือหน้าที่ของข้า!”
“แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครในหมู่บ้านตระกูลเตียวรอด ข้าในฐานะหัวหน้า ได้ทำการเผาศพผู้บริสุทธิ์ในหมู่บ้านตระกูลเตียวนับร้อยคนเรียบร้อยแล้ว”
“ขอบคุณท่านผู้บัญชาการมาก”
จูล่งควบคุมอารมณ์ของตัวเอง พลางกุมมือขอบคุณเล่าเจี้ยง
“ต่อไปจูล่งมีแผนจะทำอะไร? เจ้ายินดีจะช่วยเป็นแรงให้ข้าได้หรือไม่?”
ผู้บัญชาการหนุ่มเข้าประเด็น ทุกสิ่งที่เขาเคยทำมา ล้วนเพื่อได้รับความจงรักภักดีจากอีกฝ่ายทั้งนั้น
[1] ตั๋งโต๊ะ ทรราชคนแช่งสิบทิศ หลังจบศึกกบฏโพกผ้าเหลือง เขาฉวยโอกาสชิงอำนาจควบคุมราชสำนักไว้เสียเอง เริ่มจากการเสนอปลดฮ่องเต้ที่ถูกแต่งตั้งไว้ตั้งแต่แรกคือ ‘หองจูเปียน’ และเลือกเอา ‘หองจูเหียบ’ คนน้องขึ้นครองแทนเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดของตน และปกครองแผ่นดินอย่างอำมหิต