พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 91 กุนซือกาเซี่ยง
บทที่ 91 กุนซือกาเซี่ยง
ความตกใจที่ฉายบนใบหน้าซุนฮิวนั้นชัดเจนกว่าของกาเซี่ยงมาก ก่อนหน้านี้ตอนทำงานอยู่ในจวนแม่ทัพใหญ่ เขายังไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ!
แต่เมื่อเห็นท่าทางของกาเซี่ยง ซุนฮิวเดาว่าเรื่องราวเกินครึ่งนี่อาจเป็นความจริง!
ช่างเป็นปีที่มีเรื่องมากจริง ๆ กบฏโพกผ้าเหลืองเพิ่งถูกปราบลงไม่ทันไร ก็เกิดเรื่องขึ้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกแล้ว
เมื่อเผชิญหน้ากับสีหน้าตกตะลึงของชายทั้งสอง เล่าเจี้ยงไม่รู้สึกพอใจแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกเศร้ามากยิ่งขึ้น
“เป่ยกงปั่วอวี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น ต่อไปจะมีกบฏติดต่อกันขึ้นในอีกหลาย ๆ พื้นที่”
“ท่านรู้ไหมว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงให้อำนาจแก่ข้าขนาดนี้?”
พวกกาเซี่ยงสองคนไม่ตอบ แต่ทั้งสองคนส่ายหน้าพร้อมกัน
เล่าเจี้ยงไม่สนใจว่าทั้งสองคนไม่รู้จริง ๆ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ เริ่มกล่าวออกมาตรง ๆ
“ประการแรก ฝ่าบาทขึ้นครองบัลลังก์จากความเผด็จการของเตาบู พระองค์ทรงตระหนักดีถึงอันตรายของพระญาติผู้กุมอำนาจที่มีต่ออำนาจของฝ่าบาท เลยจงใจส่งเสริมให้ข้าถ่วงดุลอำนาจกับโฮจิ๋น”
“ประการที่สอง ฝ่าบาททรงรักท่านหองจูเหียบ ต้องการให้โอรสสนมผู้นี้ขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าหองจูเปียนเป็นโอรสองค์โต อีกทั้งยังมีโฮฮองเฮากับแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นสนับสนุนอยู่”
“แต่ถึงกระนั้น ฝ่าบาทยังคงต้องการปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็กเช่นเดิม”
กาเซี่ยงกับซุนฮิวขมวดคิ้ว สนับสนุนเล่าเจี้ยงต่อต้านโฮจิ๋นพวกเขาพอเดาได้ ทว่าเรื่องการปลดลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็กของพระเจ้าเลนเต้นี่ พวกเขานึกไม่ถึงจริง ๆ!
เล่าเจี้ยงไม่หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ไม่ให้เวลาทั้งสองได้ย่อยข้อมูลแต่อย่างใด
“ทั้งสองท่านเป็นบัณฑิตผู้เฉลียวฉลาด ตอนนี้ภายในราชวงศ์ฮั่นมีโจรโพกผ้าเหลืองก่อความวุ่นวาย ภายนอกมีชนเผ่าบุกเข้ามานอกเขตชายแดน ส่วนในราชสำนัก ขันทีกับพระญาติแก่งแย่งอำนาจกันอย่างไม่หยุดหย่อน ฝ่าบาทไม่เพียงแต่ไม่ยับยั้ง กลับนั่งมองทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนตาย ให้สิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไม่หยุด”
“รัชทายาทหองจูเปียนมีเมตตา โอบอ้อมอารี และเปี่ยมคุณธรรม ทว่าฝ่าบาทถึงกับต้องการลูกคนโตทิ้งแล้วแต่งตั้งลูกคนเล็กเพียงเพราะความเห็นส่วนพระองค์ ราชวงศ์ฮั่นเป็นเช่นนี้ พวกท่านคิดว่าจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?”
“ในความคิดข้า ถึงเวลาล่มสลายแล้ว!”
“…!?”
บัณฑิตทั้งสองตกใจมาก ไม่คิดเลยว่าเล่าเจี้ยงจะพูดคำร้ายแรงเช่นนี้ออกมา!
ภายนอกกาเซี่ยงดูสงบกว่าซุนฮิวมาก ความคิดในใจของบัณฑิตหนุ่มไร้ชื่อเขียนเอาไว้บนใบหน้าหมดแล้ว
“ท่านแม่ทัพโปรดอย่าพูดเหลวไหล เดี๋ยวปากท่าจะนำภัยมาถึงตัว!”
เล่าเจี้ยงยิ้มให้ซุนฮิว แทนการปลอบโยนว่าไม่ต้องกังวล
“ที่นี่ไม่มีคนนอก กงต๋าไม่ต้องกลัวไป”
“ไม่พูดถึงเรื่องราชสำนักแล้วดีกว่า มาพูดถึงกลุ่มโพกผ้าเหลืองที่เหลืออยู่ในราชวงศ์ฮั่นกัน ฝ่าบาทต้องมีพระบัญชาให้แต่ละแแว้นแคว้นรับสมัครกองกำลังเพื่อปราบปรามแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ทุกแว้นแคว้นต้องทำศึกอย่างสุดกำลัง แต่ละคนมีกองกำลังของตนเอง นี่หาใช่การขุดหลุมฝังศพตัวเองหรอกหรือ?”
กาเซี่ยงมองไปที่เล่าเจี้ยงโดยไม่แสดงออกใด ๆ ก่อนถาม
“ที่ท่านแม่ทัพกล่าวน่าตกใจเหลือเกิน หากเป็นเรื่องจริง ไยไม่เตือนฝ่าบาทให้เตรียมการป้องกันไว้เล่า?”
เล่าเจี้ยงยิ้มขมขื่น แอบบ่นปราชญ์ผู้นี้ที่รู้แล้วยังจะถาม
“บัดนี้ฝ่าบาททรงถือทรัพย์สินเป็นดั่งชีวิต ตอนกบฏโพกผ้าเหลืองยังไม่สงบ เหล่าขุนนางก็เริ่มซื้อขายตำแหน่ง ช่างน่าขันยิ่งนัก!”
“คนโง่เขลาเช่นนี้ จะฟังคำแนะนำดี ๆ ได้หรือ? แผ่นดินอยู่ในความสับสนวุ่นวาย ความรับผิดชอบหลักอยู่ที่ฝ่าบาท”
“ในอดีตสมัยราชวงศ์ฉินมีคำกล่าวว่า ‘เมื่อบรรพบุรุษมังกรตาย แผ่นดินจะถูกแบ่งแยก’ ในความคิดข้า ประโยคนี้จะกลับมาเป็นจริงอีกครั้งในราชวงศ์ฮั่นเราแล้ว!”
“ท่านแม่ทัพคิดจะทำอะไร”
กาเซี่ยงไม่สงบอีกต่อไป สองตาจ้องมองเล่าเจี้ยงเขม็ง ดูเหมือนว่าคำตอบต่อไปของผู้นำนั้นจะสำคัญมากสำหรับเขา!
“ในอดีตพระเจ้าซินเกาจู่ (อองมัง) ชิงราชบัลลังก์ พระเจ้าฮั่นกวงอู่ตี้ (หลิวซิ่ว) ได้ยกทัพขึ้นเมืองลำหยง และนำความผาสุกมาสู่ใต้หล้าได้ในที่สุด เพียงแต่หลิวซิ่วเป็นทายาทของหลิวฟา ลูกชายนายอำเภอจี้หยางเท่านั้น!”
“สถานการณ์ตอนนี้ อันตรายกว่าสถานการณ์ของพระเจ้าซินเกาจู่ชิงราชบัลลังก์หลายเท่า แม้ข้า เล่าเจี้ยงจะด้อยกว่าพระเจ้าฮั่นกวงอู่ตี้อยู่มาก กระนั้นก็เป็นผู้สืบทอดของหลู่อ๋อง (เล่าเอ๋ง) ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นโดยตรง จะไม่สยบคลื่นโหมสาดซัด กอบกู้สถานการณ์ขึ้นมาได้อย่างไร?”
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงเล่าเจี้ยงพลันฮึกเหิมขึ้นมา
“ดินแดนที่ราบภาคกลางนี้ถูกวางยาพิษโดยกลุ่มโพกผ้าเหลือง จนอ่อนระโหยใกล้สิ้นลมเต็มทีแล้ว ข้าอยากหยั่งรากในแคว้นเอ๊กจิ๋วก่อน จากนั้นโจมตีแคว้นเลียงจิ๋วเพื่อยึดครองดินแดนซานฝู่ ซ่องสุมให้กลายเป็นกองกำลังก่อนยุคสมัยฉิน จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ก็พิชิตใต้หล้าด้วยวิธีนี้!”
“หากสามารถยึดได้ทั้งเอ๊กจิ๋ว เลียงจิ๋ว และสะสมกองกำลังเอาไว้ จะผูกมิตรชาวหยง เกลี้ยกล่อมชาวอี๋ หากปกครองให้ดี ก็จะพิชิตใต้หล้าได้ และทำให้ราชวงศ์ฮั่นรุ่งเรือง หากล่าถอยก็สามารถพึ่งพาอันตรายจากด่านทั้งสาม รักษาอาณาเขตให้คงอยู่ได้”
ซุนฮิวลุกขึ้นอย่างสุดกลั้น จ้องผู้นำด้วยความโกรธ ก่อนตำหนิเสียงดัง “เล่าเจี้ยง นี่ท่านคิดการก่อกบฏ!”
แม่ทัพเล่ากลับไม่แยแส มองบัณฑิตไร้ชื่ออย่างยิ้ม ๆ
“กงต๋า ข้าคิดก่อกบฏอย่างไรหรือ?”
“ท่านคิดยึดครองแบ่งแยกดินแดน นั่นไม่ใช่การก่อกบฏหรอกหรือ?”
เล่าเจี้ยงโบกมือให้ซุนฮิวอย่างจนใจ บ่งบอกว่าให้อีกฝ่ายนั่งลงก่อน
“พี่กงต๋า ข้าเล่าเจี้ยงรับใช้ฝ่าบาทเพื่อจัดการกับพวกขุนนางไม่เชื่อฟัง หาใช่ยึดครองแบ่งแยกดินแดนเสียหน่อย”
“นี่…”
ซุนฮิวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เมื่อครู่ได้ยินเล่าเจี้ยงเปรียบเทียบตัวเองกับพระเจ้าฮั่นกวงอู่ตี้ ทั้งยังต้องการยึดครองแว้นแคว้น จึงคิดเอาเองไปก่อนว่าอีกฝ่ายกำลังจะก่อกบฏ
“พี่กงต๋า ท่ามกลางแผ่นดินอันวุ่นวาย มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่สำคัญที่สุด หากอยากค้ำชูราชวงศ์ฮั่น จำต้องมีกองทัพและเมืองเป็นของตัวเอง”
ซุนฮิวรู้สึกสับสนอย่างมาก ที่เล่าเจี้ยงพูดก็มีเหตุผล แต่เขารับไม่ได้
เดิมเขาเป็นบัณฑิตผู้ฉลาดปราดเปรื่อง มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้นานแล้ว ไม่ว่าคำพูดของเล่าเจี้ยงจะน่าตกใจหรือไม่ เขาก็มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
หลังจากปลอบขวัญบัณฑิตหนุ่มคนสนิทเสร็จ เล่าเจี้ยงก็หันไปมองกาเซี่ยง สำหรับเขา ปราชญ์ผู้พร้อมจะเปลี่ยนเจ้านายได้เสมอผู้นี้โน้มน้าวง่ายกว่ามาก
“ท่านกาเซี่ยง ข้ารู้ว่าท่านมาจากตระกูลกาแห่งเมืองอู่เว่ย ทว่าท่านกับพี่กงต๋ามีสถานภาพเดียวกัน”
“พวกท่านล้วนเป็นคนตระกูลสายรอง เท่าที่ข้ารู้ ความสำเร็จของพี่ซุนในวันนี้ส่วนใหญ่เพราะอาศัยพรสวรรค์ของตนเอง เครือญาติไม่ได้ช่วยอะไรมาก ไม่ทราบว่าท่านมีภาระทางครอบครัวที่มิอาจปลีกตัวมาหรือไม่? แม้มีก็ไม่เป็นไร เมืองอู่เว่ยอยู่ในแผนของข้า ท่านสามารถสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้แก่วงศ์ตระกูลได้”
อาจกล่าวได้ว่าเล่าเจี้ยงจริงใจมากแล้ว แม้แต่เครือญาติของกาเซี่ยงก็ยังขบคิดให้ด้วย
คำพูดของแม่ทัพเล่าทำให้กาเซี่ยงเกิดความรู้สึกคล้อยตาม และอดพยักหน้าไม่ได้
“ท่านแม่ทัพพูดถูก ข้ากาเซี่ยงไม่ค่อยได้รับการต้อนรับจากตระกูล”
เล่าเจี้ยงเห็นโอกาส จึงรีบสอบถามทันที
“ไม่ทราบว่าท่านชอบข้าหรือไม่?”
“หากข้าไม่ตอบ ท่านแม่ทัพจะทำเช่นไร?”
กาเซี่ยงจ้องเข้าไปในดวงตาเล่าเจี้ยง เขาเก่งในการมองทะลุใจคนที่สุด สามารถตีความทุกกิริยาท่าทางของคู่สนทนาได้หมดจด
เล่าเจี้ยงหุบยิ้มทันที ดวงตาพลันดุดันขึ้นมา
“เมื่อครู่ข้าบอกแล้ว ท่านกาเซี่ยงคือหนึ่งในผู้มีความสามารถระดับแนวหน้าของแผ่นดิน แผนการอันล้ำลึกกว้างไกลทำให้ข้าน้อยทั้งชื่นชมและหวาดกลัว!”
เล่าเจี้ยงเน้นคำว่า ‘หวาดกลัว’ เป็นพิเศษ แม่ทัพเล่าต้องการให้กาเซี่ยงรู้ว่าท่านครั่นคร้ามในตัวเขามากเพียงใด
หากหวาดกลัวแต่ไม่ได้มาครอบครองแล้วไซร้ เช่นนั้นผลจะชัดเจน มีแต่แค่ต้องกำจัดทิ้ง!
ในฐานะแม่ทัพหลัง หากเล่าเจี้ยงอยากกำจัดปราชญ์ผู้นี้ทิ้งเสีย มันก็ง่ายดายเหมือนดั่งเหยียบมดแมลงตาย!
กาเซี่ยงหวงแหนชีวิต นี่ผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว
กลยุทธ์ทั้งหมดที่ชายผู้นี้คิดขึ้นนั้น ล้วนนึกถึงความปลอดภัยของชีวิตตัวเองเป็นที่ตั้ง
เพื่อความอยู่รอด เขาสามารถเสียสละได้ทุกคน!
จึงถูกชนรุ่นหลังเรียกว่ากุนซือปีศาจ!
ทว่าเล่าเจี้ยงกลับไม่กังวล เขามั่นใจว่ากาเซี่ยงจะเข้าร่วมกับเขาด้วยใจจริง
ตอนนี้กาเซี่ยงอยู่ในวัยหนุ่มแต่สงบนิ่งเยือกเย็น น่าจะมีความทะเยอทะยานไม่น้อย!
เป็นดังที่ว่า เมื่อเผชิญหน้ากับการคุกคามของเล่าเจี้ยง กาเซี่ยงไม่เพียงแต่ไม่แสดงความกลัว แต่ยังเผยสีหน้ารอยยิ้มออกมาอีกด้วย
ถูกต้องแล้ว นี่แหละคือเจ้านายผู้ปราดเปรื่องที่เขาตามหา
ชั่วชีวิตของกาเซี่ยงเน้นไปในเส้นทางอำมหิต!
เจ้านายของปราชญ์ผู้นี้ไม่จำเป็นต้องมีคุณธรรมสูงส่ง ทว่าต้องเด็ดเดี่ยว เด็ดเดี่ยวต่อตัวเอง และเด็ดเดี่ยวต่อใต้หล้า!
“ท่านแม่ทัพเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ กาเซี่ยงเลื่อมใสยิ่งนัก ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่ยอมแพ้ ข้าก็ยินดีเป็นม้ารับใช้นายท่าน!”