พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 96 การต่อสู้ระหว่างชื่อเสียงกับความสุข
บทที่ 96 การต่อสู้ระหว่างชื่อเสียงกับความสุข
นิสัยของจูล่งเป็นแบบนี้แหละ ซื่อตรงมาก ๆ ต่อให้พูดแล้วอาจทำให้เล่าเจี้ยงโกรธ เขาก็ยังพูดเช่นเดิม
ไม่รู้ก็คือไม่รู้ ไม่เข้าใจก็คือไม่เข้าใจ
เล่าเจี้ยงจะคิดว่าเขาโง่ไหม? เห็นได้ชัดว่าไม่ ตรงข้ามกลับมองชายรูปงามด้วยรอยยิ้ม
“จูล่งเป็นคนซื่อตรงนี่ แบบนี้น่ะถูกแล้ว!”
“จากนี้ไปพวกเจ้าก็ทำเช่นนี้ด้วย ไม่รู้ หรือไม่เข้าใจพูดออกมาตรง ๆ เลย ไม่ต้องเกรงใจ!”
“โดยเฉพาะต่อไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรู กุนซือเต็มไปด้วยกลยุทธ์หลากหลาย หากไม่กระจ่างแล้วฝืนไปดำเนินการ คงหลีกเลี่ยงงานใหญ่ล้มเหลวไม่พ้น!”
พวกฮองตงสามคนพยักหน้า พลางกุมมือขานรับพร้อมกัน
เล่าเจี้ยงเดินไปหาจูล่ง และตบไหล่เขาเบา ๆ
“จูล่ง เจ้ายังเด็กอยู่ ไม่เข้าใจนั้นเป็นเรื่องปกติ”
เดิมทีเล่าเจี้ยงอยากปลอบจูล่งเสียหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่าเกือบถูกจูล่งทำให้สำลักตาย
“นายท่าน ข้าน้อยช่างโง่เขลาจริง ๆ! นายท่านอายุน้อยกว่าข้ามาก กลับเข้าใจทุกอย่าง!”
“แคก แคก แคก!”
เล่าเจี้ยงเหงื่อตกในใจ เห็นทีต่อไปมิควรพูดว่าเด็กอีกต่อไปแล้ว เพราะในบรรดานี้เขาอายุน้อยที่สุด
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ้าอย่าใส่ใจเลย”
“เจตนาของท่านกุนซือนั้นชัดเจนมาก ด้วยเงื่อนไขของเราในตอนนี้ ต่อให้คนนับหหมื่นฝึกขี่ม้ายิงธนู ผลที่ได้ก็ไม่น่าพอใจนัก”
ขณะที่จูล่งกำลังจะพูด เล่าเจี้ยงรีบยื่นมือขัดจังหวะ บอกให้เขาฟังตนให้จบ
“คนนับหมื่นที่เราดูแลอยู่ตอนนี้ อย่าว่าแต่ฝึกขี่ม้ายิงธนูเลย แม้แต่ทหารม้าธรรมดายังทำไม่ได้! ทางราชสำนักไม่มีทางมอบม้าศึกมากมายให้เราหรอก!”
“ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทตรัสแล้วว่า ให้กองทหารม้าเดิมรวมเข้ากับจวนแม่ทัพหลัง ความหมายนั้นชัดเจนมาก!”
“เมื่อครู่ข้าให้เจ้ารวบรวมคนสามพันนาย เกรงว่าคงทำไม่ได้ เจ้าไปฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น!”
“ทหารที่เราฝึกในตอนนี้ สามารถเป็นเมล็ดพันธุ์ในการขยายกองทัพของเราในอนาคตได้!”
“จูล่ง เข้าใจหรือยัง?”
จูล่งพยักหน้า หากนี่ยังไม่เข้าใจอีก สติปัญญาคงมีปัญหาจริง ๆ แล้วล่ะ
“ข้าน้อยรับคำสั่ง!”
ในที่สุดก็จัดการเรื่องนี้สำเร็จ เล่าเจี้ยงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหันไปมองไทสูจู้
“จืออี้ เจ้าก็เข้าใจแล้วนะ นายทหารที่โดดเด่นหน่อยในกองจูล่ง ให้ย้ายไปอยู่ใต้บังคับบัญชาเจ้าทั้งหมด และฝึกซ้อมกองทหารม้าหนัก”
“รับทราบ!”
ไทสูจู้ดีใจอย่างมาก สำหรับพวกเขาแล้ว ยิ่งมีทหารภายในสังกัดมาก ก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้ง่าย
“ผู้บัญชาการทัพทุกท่าน ข้าขออธิบายอีกสักเล็กน้อย ต่อไปนี้แนวโน้มการพัฒนาของเราจะไม่อยู่ในลกเอี๋ยง ในการคัดเลือกทหารขอให้ทุกท่านพยายามเลือกผู้ที่ไร้บ้าน ไร้ครอบครัว ไม่มีภาระติดพัน หรือไม่ก็มีครอบครัวอยู่ในดินแดนซานฝู่ แคว้นเอ๊กจิ๋ว!”
พวกฮองตงสี่คนพยักหน้า เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว
ที่แท้นายท่านเล็งรัฐปาสู่*[1] ไว้แล้วนี่เอง!
“ท่านสองคนคิดว่ามีอะไรไม่เหมาะหรือไม่?”
เล่าเจี้ยงถามกุนซือทั้งสองอีกครั้ง ต่อไปไม่ว่าเรื่องอะไร ตนต้องหารือกับพวกเขา หากมีคนหนึ่งไม่เห็นด้วย แสดงว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรผิดพลาด
ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน บ่งบอกว่าไม่มีข้อโต้แย้งใด
“นายท่านจัดการได้สมเหตุสมผลมาก!”
“ดี!”
“เช่นนั้นก็ตามนี้ กองกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดไปเบิกกับโฮจิ๋น เรื่องนี้ฝ่าบาทสั่งลงมาเอง คาดว่าโฮจิ๋นนั่นคงไม่กล้าปัดความรับผิดชอบอีก!”
เล่าเจี้ยงมองไปที่ซุนฮิว “พี่กงต๋า ท่านคุ้นเคยกับโฮจิ๋น รบกวนท่านด้วย”
“รับทราบ” ซุนฮิวตอบตกลงโดยไม่ลังเล
เล่าเจี้ยงมองไปที่กาเซี่ยงอีกครั้ง “เหวินเหอ เรื่องต่าง ๆ ของจวนแม่ทัพหลัง ขอฝากไว้กับเจ้า”
กาเซี่ยงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “นายท่านโปรดวางใจ!”
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน! ทุกคนไปทำงานเถิด”
ทุกคนทยอยกันยืนขึ้น และกุมมือโค้งคำนับ
“พวกเราขอตัวลา”
…
ณ แคว้นกุนจิ๋ว เมืองตันลิว จวนซัวหยง
ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ในหอตำรา โดยข้างกายมีดรุณหนุ่มคอยรับใช้อยู่
เขาคนนั้นก็คือปราชญ์อาวุโสซัวหยง
เขามีสีหน้าเศร้าสร้อย มือดีดฉินของตัวเองไม่หยุด
ดนตรีอันไพเราะดังคลอไปตามลม ทำให้ผู้ฟังอดหลับตาพริ้มไม่ได้
เสียงฉินไล้ผ่านหัวใจราวกับสายน้ำบางเบา นุ่มนวล และเบาสบาย ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายเปี่ยมสุขยิ่ง
เสียงฉินอันไพเราะ รื่นรมย์ดุจดั่งสายลมวสันต์พัดผ่านทุ่งนา ชื่นบานดั่งหน่อไม้หลุดจากกาบป่าไผ่ เสนาะดุจเสียงน้ำตกไหลบนภูเขา
เติ้ง!
แต่ทันใดนั้น เสียงฉินพลันเปลี่ยน ราวกับคลื่นคำรามสาดซัดเข้าหาฝั่ง จนทำให้เกิดคลื่น!
ดรุณหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ไม่คิดเลยว่าจู่ ๆ เสียงฉินอันน่ารื่นรมย์จะเคล้าคลุ้งไปกับอารมณ์แปลก ๆ
เนิ่นนาน เสียงฉินก็สิ้นสุดลง ซัวหยงอดถอนหายใจแแผ่วเบาออกมาไม่ได้
“ดูเหมือนท่านอาจารย์จะมีเรื่องกลุ้มอยู่ในใจ”
ดรุณหนุ่มมองไปทางปราชญ์อาวุโสด้วยสีหน้ากังวล ที่ผ่านมาซัวหยงสอนเขาด้วยสงบนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนมาตลอดหลายปี
ในอดีตแม้จะถูกปองร้าย ก็ยังไม่กลัดกลุ้มเช่นนี้เลย
ซัวหยงพยักหน้าเบา ๆ ด้วยสีหน้าจนใจและเศร้าสร้อย
“หยวนทั่น ทั้งชีวิตข้าเป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงธรรม หรือแก่แล้วต้องทำผิดสัญญาไม่รักษาคำพูดเช่นนี้หรือ”
ดรุณหนุ่มดูงุนงง ปริปากถาม “ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องของน้องซัวเอี๋ยมหรือ?”
“ใช่แล้ว เป็นเรื่องของเอี๋ยมเอ๋อร์…”
ดรุณหนุ่มไม่ตอบ ทว่ากำลังขบคิด
เรื่องของซัวเอี๋ยมเขาพอรู้อยู่บ้าง และรู้ด้วยว่าเหตุใดอาจารย์ตนถึงกลุ้มใจเช่นนี้
“ข้ามีลูกสาวเพียงสองคนคือเหวินจีกับเจินจี เมื่อไม่กี่ปีก่อน มารดาของเจ้าเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดเจินจี ทิ้งพวกเราสามพ่อลูกไว้”
“หลายปีก่อนข้าฝากเหวินจีเด็กคนนี้ไว้กับจวินหลาง และต้องขอบคุณจวินหลางที่ทำให้ลูกสาวข้าไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมาก และเพราะข้าฝากฝังเขาไว้ ถึงได้…”
“โอย… จะทำอย่างไร ทำอย่างไรหนอ…”
“ท่านอาจารย์!”
ดรุณหนุ่มทนไม่ได้ที่เห็นอีกฝ่ายเศร้าเช่นนี้ แต่ก็ไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไร
ซัวหยงกุมหน้าผาก ถอนหายใจไม่หยุด
“หยวนทั่น โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่คิดเลยว่าเจี้ยงเอ๋อร์เจ้าเด็กคนนี้กับเหวินจีจะ…”
“เฮ้อ เวรกรรมจริง ๆ!”
ผู้เป็นศิษย์ทนให้ซัวหยงมีท่าทางเช่นนี้ไม่ไหว จึงทำได้เพียงเอ่ยปลอบใจ
“ท่านอาจารย์ ตั้งแต่สมัยโบราณ การแต่งงานถือเป็นคำสั่งบิดามารดา และวาจาแม่สื่อ*[2] หากทุกคนเลือกกันเอง จะมีธรรมเนียมไปทำไมกัน ใต้หล้าจะไม่วุ่นวายหรอกหรือ?”
เขาเป็นคนหัวโบราณคนหนึ่ง ย่อมคิดว่าทุกอย่างต้องทำตามธรรมเนียม!
ซัวหยงมองไปที่ดรุณหนุ่ม และพยักหน้าเห็นด้วย
“ความคิดของหยวนทั่นเหมือนกันกับข้า เพียงแต่เหวินจีหาได้เห็นด้วย เห็นบุตรสาวร้องไห้น้ำตานองหน้าทั้งวัน ร่างกายซูบผอมลง ข้าก็รู้สึกปวดใจนัก”
“ท่านอาจารย์ น้องซัวเอี๋ยมเป็นคนกตัญญู ไม่ขัดคำสั่งท่านอาจารย์แน่นอน”
“ข้าว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดตอนนี้ คือเล่าเจี้ยงผู้นั้น”
เสียงของดรุณหนุ่มค่อย ๆ จริงจังขึ้น ในความคิดเขา แม้ซัวเอี๋ยมจะไม่ยินยอม ก็ไม่เป็นอะไร
ทว่าหากเล่าเจี้ยงก่อเรื่องขึ้นมา… นั่นพูดยากแล้ว
“เล่าเจี้ยงนั่นสังหารสามพี่น้องเตียวก๊กอย่างต่อเนื่อง แทบจะเป็นการเอาชนะกลุ่มโพกผ้าเหลืองด้วยกำลังเพียงคนเดียว!”
“การกลับไปราชสำนักนี้ ต้องได้ตำแหน่งสำคัญจากฝ่าบาทแน่”
“หากเขาไม่เลิกราตัดใจเรื่องซัวเอี๋ยม เช่นนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย”
ซัวหยงโบกมือ เขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของลูกดรุณหนุ่ม
“เจี้ยงเอ๋อร์เป็นคนที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ จะหาเรื่องใส่ตัวเพราะความรักใคร่ของหนุ่มสาวได้เยี่ยงไร?”
ดรุณหนุ่มขมวดคิ้ว ปฏิเสธคำพูดของซัวหยง
“ท่านอาจารย์ ข้าศึกษาเล่าเจี้ยงผู้นี้อย่างรอบคอบแล้ว เขาไม่เคยทำอะไรผิดวาจาที่ให้ไว้”
“ในความคิดข้า เขาไม่มีทางเลิกราแน่”
[1] รัฐปาสู่ หรือ รัฐฉู่ คืออาณาเขตจ๊กก๊กของเล่าปี่ในพงศาวดารสามก๊ก
[2] คำสั่งบิดามารดา และวาจาแม่สื่อ เปรียบเปรยการแต่งงานที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่ได้รักชอบกัน/ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่พ่อแม่เป็นคนจัดการ แม่สื่อเป็นคนแนะนำ