มรดกมารสวรรค์ - บทที่9 ทวนประกายเพลิง
1 เดือนต่อมา
ป่าล่าสัตว์อสูร เขตหมู่บ้านเยี่ยนเผิง
พื้นดินสั่นสะเทือนด้วยฝีเท้าของสัตว์อสูรระดับกลาง ต้นไม้นั้นพังลงอย่างง่ายดาย สัตว์อสูรตัวนี้แข็งแกร่งอย่างมาก ทั้งผิวหนังและพละกำลัง เพียงชนต้นไม้ก็ล้มลงได้ในทันที ลักษณะของสัตว์อสูรช่างแปลกตา ตัวใหญ่เหมือนแรด มีเขาเดียวอยู่ตรงกลางหน้าผาก เขานั้นดูโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ผิวกายนั้นมีขนฟูสีน้ำตาล แต่หน้าตาของมันเหมือนเสือ ทว่าความเร็วนั้นไม่มากนัก
ชายสามคนใช้ก้อนหินที่ถูกอัดพลังปราณโจมตีล่อสัตว์อสูรระดับกลางตัวนี้ไว้ ด้านหน้าพื้นดินมีตาข่ายที่เตรียมไว้ หนึ่งในชายสามคนนี้ปาระเบิดควันลงพื้น ทำให้สัตว์อสูรระดับกลางรีบหยุด แต่ทว่ามันกลับพุ่งด้วยความเร็ว เมื่อหยุดกะทันหันมันล้มลงและกลิ้งเข้ากับดักตาข่ายพอดี คนที่ซ่อนตัวอยู่จึงปรากฏออกมาพร้อมหัวเราะอย่างดีใจ
“ฮ่าๆ… เป็นอย่างไร กับดักของข้า เจ้ามีสัตว์อสูรนี่ติดกับอย่างง่ายดาย”
พวกเขานั้นคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่ได้มองสัตว์อสูรตัวนั้นเลยว่ามันหลับตาอย่างน่าประหลาด มันเพียงแค่กลิ้งเท่านั้น ไม่ได้รับบาดแผลหรือการโจมตี อาจมีเพียงรอยฟกช้ำจากก้อนหินที่อัดพลังปราณเข้าไปเท่านั้น เหล่าชายทั้งแปดคนต่างคุยกันสนุกสนาน โดยหนึ่งในแปดคนนั้นพูดขึ้นมา
“เห็นไหม! หัวหน้าก็เข้าใจผิด จะให้เด็กนั่นมาช่วยเราแทน หัวหน้าน่าขันไหมล่ะ?”
พวกเขาทั้งแปดหัวเราะออกมา อีกคนก็พูดเสริม
“นี่ดูสิ ยังไม่มาเลย ปกติก็เห็นมากับเรา แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ล่าตัวนั้นเสร็จก็หายไปไหนไม่รู้”
อากาศรอบ ๆ เริ่มร้อนขึ้น เมื่อทั้งหมดหันไปดูสัตว์อสูรระดับกลางที่เพิ่งจับมาได้ ก็พบว่าผิวของมันมีปราณสีแดงและแผ่ความร้อนออกมา ทุกคนเห็นดังนั้นจึงจับอาวุธแน่น และเตรียมพุ่งสังหาร
แต่เมื่อนึกได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว สัตว์อสูรตัวนี้ระเบิดคลื่นพลังออกมาจนตาข่ายขาด มันโจมตีทุกคนไม่เลือกหน้า ตอนนี้มันเข้าสู่สภาวะโกรธ แม้จะปาหินให้มันสนใจมันก็ไม่สนอีกแล้ว พยายามจะสังหารเหยื่อตรงหน้าที่มันเห็นเป็นคนแรก ชายคนนั้นวิ่งหนีสุดชีวิต ส่วนคนที่เหลือก็รีบโจมตีด้วยคลื่นฟันจากอาวุธของตนเอง แต่กลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ชายคนนั้นตะโกนดังลั่น
“ช่วยข้าเร็ว!”
เสียงของลั่วเหอดังขึ้น
“ก้ม!”
ชายที่กำลังวิ่งหนีสัตว์อสูรก้มลงทันที ทวนประกายเพลิงพุ่งโจมตีสัตว์อสูรระดับกลางจนกระเด็นไปไกล ชายที่ถูกช่วยไว้เงยหน้าขึ้นก็เห็นทวนที่คุ้นเคย จึงยิ้มด้วยความดีใจ คิดว่าเป็นเยี่ยนอวี้เจิน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่
เป็นชายอายุราว 16 ปี สวมใส่อาภรณ์ขาวและผ้าคลุมขนสัตว์ที่ดูธรรมดา ผมดำยาว ใบหน้างดงามราวเทพเซียน ผิวขาวดั่งหิมะ แววตาดูเย่อหยิ่ง ชายผู้นี้ก็คือ ลั่วเหอ!
“ถอยไป! ตรงนี้ข้าจัดการเอง”
ลั่วเหอตวัดทวนประกายเพลิง ทวนนั้นเกิดไฟลุกขึ้น เขาจ้องไปที่สัตว์อสูรตัวนั้น ก่อนกำทวนแน่นและพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด โจมตีสัตว์อสูร แต่ทว่ามันก็ไม่ธรรมดา มันใช้เขาที่แข็งแกร่งของมันต้านพลังทวนประกายเพลิงไว้ ลั่วเหอยิ้มออกมาและปลดปล่อยพลังลมปราณระดับกำเนิดขั้นเริ่มต้น ปราณสีขาวคลุมทั่วร่าง การต้านพลังครั้งนี้ลั่วเหอเป็นฝ่ายชนะ สัตว์อสูรถอยหลังไปเรื่อย ๆ
ลั่วเหอหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นเยี่ยนอวี้เจินที่เลือนรางกำลังร่ายรำทวน ลั่วเหอร่ายรำทวนทับเงานั้นได้อย่างสมบูรณ์ การโจมตีราวกับเยี่ยนอวี้เจินกำลังโจมตีสัตว์อสูรระดับกลางตัวนี้เอง คนที่มองอยู่ต่างตะลึงอย่างมาก ราวกับเห็นลั่วเหอทับซ้อนกับเยี่ยนอวี้เจินจนเผลอพูดออกมา
“หัวหน้า!”
สัตว์อสูรระดับกลางตัวนี้ไม่สามารถทำอะไรลั่วเหอได้เลยแม้แต่น้อย มันพยายามพุ่งชน แต่ก็ถูกตีกลับไป ลั่วเหอคิดในใจ
“หนึ่งเดือนมานี้ ข้าเห็นการออกทวนของเยี่ยนอวี้เจินสิบรูปแบบ ช่างติดตาเสียจริง”
ลั่วเหอเพ่งมองสัตว์อสูรตัวนั้น
“ควรจบได้แล้ว ทวนประกายเพลิง… อสรพิษแดง!”
อสรพิษแดงปรากฏอยู่ด้านหลังลั่วเหอ ตัวมันใหญ่เท่าลั่วเหอ เพียงชี้ทวนไปที่สัตว์อสูรระดับกลาง อสรพิษแดงก็พุ่งโจมตีจนมันตาขาวและล้มลง ทุกคนปรบมือให้ลั่วเหอ
“ที่แท้ก็แอบซ่อนพลังไว้”
ชายคนที่ลั่วเหอช่วยไว้รีบคุกเข่าคำนับ
“ขอบคุณเจ้ามาก ก่อนหน้านี้… เอ่อ ข้าปากพล่อยเอง ขออภัยด้วย!”
แต่ถูกลั่วเหอจับลุกขึ้น
“ท่านไม่ต้องทำเช่นนี้ เราอยู่กลุ่มเดียวกัน สมควรแล้ว”
ลั่วเหอคำนับทุกคน
ชายคนหนึ่งในแปดคนมองทวนในมือของลั่วเหอจึงถามขึ้น
“ทวนในมือท่าน?”
ลั่วเหอยกทวนประกายเพลิงให้ทุกคนดู
“ข้าระดับไม่สูงนัก หัวหน้าพวกท่านจึงให้ข้ายืมทวน”
ทุกคนหัวเราะออกมา ทำให้ลั่วเหอมึนงงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถาม
“ฮ่าๆ… สุดยอด ใช้อาวุธธาตุได้ด้วย มีวาสนาจริง ๆ”
ลั่วเหอเข้าใจทันทีว่า วิชากลืนดารากำลังข่มทวนประกายเพลิงอยู่ จึงทำให้เขาใช้งานได้ ไม่เช่นนั้นวิชากลืนดาราอาจดูดพลังธาตุไฟเปลี่ยนเป็นปราณบริสุทธิ์ให้เขาบ่มเพาะ
ลั่วเหอไม่รอช้า เดินไปที่สัตว์อสูรระดับกลางและใช้วิชากลืนดาราสัมผัสลงไป ปราณมหาศาลถูกรวมที่มือ กลายเป็นมุกสีขาวที่ส่องแสงสีดำ ลั่วเหอเก็บมันไว้ใต้แขนเสื้อ คนอื่น ๆ กำลังหั่นส่วนที่นำไปขายได้ ไม่ว่าจะเป็นอุ้งมือ ขน เนื้อ หรือศีรษะของสัตว์อสูร
ทันใดนั้น หิมะเริ่มตกลงมา เป็นหิมะที่เย็นอย่างมาก ชายคนที่กำลังหั่นเนื้อกล่าว
“ปีนี้ทำไมหิมะตกเร็วกว่าปกติ มันควรตกเดือนหน้าหรือข้าจำเดือนผิด?”
ลั่วเหอตอบกลับขณะมองท้องฟ้า
“ไม่! นี่เพิ่งเดือนเจ็ด หิมะตกเร็วจริง ๆ”
ลั่วเหอมองขึ้นไปบนฟ้า กลางหน้าผากของเขาปรากฏตรามารสวรรค์ ดวงตาเห็นคลื่นปราณสีฟ้ากำลังกระจายไปทั่วท้องฟ้า พลังนี้ทำให้จักรพรรดิมารสวรรค์ตื่นขึ้น เขาโผล่ร่างออกมาในรูปอีกา ลั่วเหอมองไปด้านหลังเห็นทุกคนกำลังหั่นเนื้อสัตว์อสูร จึงแอบเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ
“ท่านอาจารย์ ท่านนี่นะ หลับนานเกินไปแล้ว ตอนนี้ข้าระดับกำเนิดขั้นเริ่มต้นแล้ว!”
จักรพรรดิมารสวรรค์ตอบอย่างเครียด
“อะไรของเจ้า เดิมทีข้าจะหลับสักหนึ่งปี แต่ข้าสัมผัสได้ถึงลมหายใจของสัตว์อสูรที่ใกล้เลื่อนระดับจักรพรรดิแล้ว”
ลั่วเหองง
“ระดับใดอีก ข้าไม่เข้าใจ”
จักรพรรดิมารสวรรค์ส่ายหัว ใช้ปีกแตะศีรษะลั่วเหอ
“เห้อ! ข้าควรเขียนตำราให้เจ้าจริง ๆ ระดับจักรพรรดิเป็นระดับถัดจากระดับสูง สัตว์อสูรแบ่งได้ 9 ระดับ ได้แก่ ต่ำ กลาง สูง จักรพรรดิ มหาโลหิต มหาจันทรา มหาสุริยา มหากายอมตะ และมหาพิภพ”
อีกาบินลงบนหัวลั่วเหอ
“ชีวิตข้าหลายหมื่นปี เคยเห็นสูงสุดเพียงระดับสุริยา แต่เจ้าและคนที่นี่ไม่อาจสู้ได้ ระดับจักรพรรดิเทียบเท่าผู้บ่มเพาะระดับกำเนิดขั้นเริ่มต้นหลายคนรวมกัน”
ลั่วเหอเบิกตากว้าง
จักรพรรดิมารสวรรค์พูดต่อ
“มันยังไม่ถึงขั้นจักรพรรดิเต็มที่ ตอนนี้ถือว่าแค่ระดับสูง เทียบได้กับผู้บ่มเพาะระดับเปลี่ยนลมหายใจขั้นเริ่มต้นสามคนร่วมมือกัน”
ลั่วเหอคำนับ
“ท่านอาจารย์ ศิษย์สามารถใช้วิชาตราประทับดาวมารได้หรือไม่?”
จักรพรรดิมารสวรรค์หัวเราะ
“แม้ข้าจะหลับอยู่ แต่ก็พอรู้ว่าเจ้าจะใช้มันหลายครั้ง โชคดีที่ยังไม่ใช้ เพราะถ้าใช้ เจ้าคงโดนแรงสะท้อนจนพิการ ตอนนี้ข้าอนุญาตให้ใช้ได้เมื่อเจ้าถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นเริ่มต้น อีกหนึ่งเดือน หวังว่าเจ้าจะพร้อม”
ลั่วเหอคำนับ
“ท่านอาจารย์…”
อีกานั้นสลายหายไปกลางอากาศ
“ท่านยังไม่เขียนตำราให้ข้า…”
ในถ้ำแห่งหนึ่ง ความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ น้ำแข็งเริ่มลามไปทั่ว ดวงตาสีแดงปรากฏขึ้นจากความมืด ลมหายใจของมันเป็นคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว เกล็ดหิมะตกใส่ใบไม้ และในชั่วพริบตา ใบไม้นั้นก็ถูกแช่แข็ง ก่อนน้ำแข็งจะลามไปทั้งต้นไม้…