ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 151 ลวนลามครึ่งเซียน เก็บเสียเลย / ตอนที่ 152 ตีคนแทนข้า
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 151 ลวนลามครึ่งเซียน เก็บเสียเลย / ตอนที่ 152 ตีคนแทนข้า
ตอนที่ 151 ลวนลามครึ่งเซียน เก็บเสียเลย / ตอนที่ 152 ตีคนแทนข้า
ตอนที่ 151 ลวนลามครึ่งเซียน เก็บเสียเลย
คนมาซื้อของบนถนนสายนี้ก็ไม่ได้ยากจนนัก พอเข้าร้านมาได้ก็อายที่จะกลับบ้านมือเปล่า ถึงอย่างไรของที่ร้านนี้ขายก็ลึกลับน่าแปลกใจ จึงซื้อติดมือไปเพื่อความสบายใจ
แต่คนที่ซื้ออาวุธวิเศษเป็นแรกก็คืออาจารย์เซียว
“ขอบคุณศิษย์น้องเซียวที่อุดหนุน จริงๆ แล้วข้าลดราคาให้เจ้าแล้วนะ ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณศิษย์น้องที่ช่วยจัดการเรื่องร้านนี้ให้” เซี่ยเฉียวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
อาจารย์เซียวพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการด้านบน ศิษย์น้องดูเองรอบๆ ได้เลย หากมีอันไหนถูกใจก็บอกฉังถงได้เลย เดี๋ยวเขาให้ราคาพิเศษ” เซี่ยเฉียวพูดจบก็โบกมือลาเซียวอวี้หรง แล้วเดินขึ้นไปชั้นบน
ฉังถงมองขึ้นไปยังชั้นบนด้วยแววตาสับสน
“เกิดอะไรขึ้น มีแขกพิเศษอยู่ที่ชั้นบนเช่นนั้นหรือ” เซียวอวี้หรงถามด้วยความเป็นห่วง
ฉังถงส่ายหน้า
ไม่ใช่แขกพิเศษ แต่…ไม่มีแขกต่างหาก
วันนี้ก็แปลกมาก
หลังจากเปิดร้านอย่างเป็นทางการ กระดิ่งที่อยู่ด้านนอกใต้ป้ายชื่อร้านก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระดิ่งก็ไม่ได้ใหญ่อะไร แต่เสียงกลับดังชัดมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีลมเลย แต่กลับมีการเคลื่อนไหวบ่อยครั้ง และการเคลื่อนไหวนั้นก็ยังผิดปกติเป็นพิเศษด้วย!
บางครั้งกระดิ่งก็สั่นเบาๆ แต่บางครั้งมันก็เหมือนกับมีลูกหมีสักตัวกำมันไว้ในมือแล้วเขย่ามันอย่างแรงกระนั้น และลักษณะของการสั่นก็แปลกเป็นพิเศษ
เรื่องพวกนี้จะพูดกับอาจารย์เซียวไม่ได้
แม้ว่าเขาจะได้รับการแนะนำจากท่านอาจารย์เซียวให้มาทำงานที่นี่ แต่ตอนนี้เขาทำงานให้ท่านเจ้าของร้าน เขาจึงไม่สามารถที่จะพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้กับคนภายนอกได้
อาจารย์เซียวก็ไม่ได้รั้งอยู่นาน เขาซื้อยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยและยันต์เกี่ยวกับศิลปะวิชาการแล้วก็จากไป
ส่วนด้านบน ด้านหน้าเซี่ยเฉียวมีโต๊ะทำงานตัวหนึ่งวางอยู่ มีฉากล้อมรอบกั้นเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ต้าสยงนั่งอยู่แทบเท้านาง ยันต์เป็นแถวๆ จำนวนมากแขวนอยู่บนตัวนาง ส่วนในมือนางถือกระดิ่งไว้อันหนึ่ง
“อยากซื้ออะไร” เซี่ยเฉียวหาวหนึ่งที
ด้านหน้านางมีวิญญาณผู้ชายคนหนึ่งท่าทางค่อนข้างน่าสมเพช เขาหมอบอยู่ตรงโต๊ะเผชิญหน้ากับเซี่ยเฉียว แล้วพูดว่า “ข้าขอ…แตะเจ้าหน่อยได้หรือไม่ ตอนข้ามีชีวิตอยู่ยังไม่เคยได้แตะต้องผู้หญิง ข้าอยาก…ข้ามีเงินนะ!”
แม้ว่าคนเหล่านี้จะกลายเป็นวิญญาณแล้ว แต่หลายคนก็มีเงินส่วนตัวที่เก็บซ่อนไว้
โดยเฉพาะพวกผู้ชาย พวกเขาชอบซ่อนเงินไว้ในรูหนูหรือในบ่อตรงไหนสักแห่งเมื่อมีชีวิตอยู่
หรืออาจจะมีของที่ฝังไปกับร่าง
เมื่อพวกเขาตายแล้วก็จะไม่สามารถสัมผัสสิ่งของในโลกมนุษย์ได้ เวลาจะกินอาหารก็ต้องสูดดมเอา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเคลื่อนย้ายเงินพวกนั้นได้
แต่มีหลายวิธีในการชำระเงิน
บางคนเกิดมามีบุญมาก พอมาเกิดเป็นดวงวิญญาณก็เป็นวิญญาณที่หอมอบอวลด้วยเช่นกัน หลังจากที่นางช่วยอีกฝ่ายแล้วก็ก่อเกิดเป็นผลบุญ ย่อมเป็นพรสะสมให้นางได้
แต่วิญญาณของบางคนค่อนข้างยากจน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้เงินของพวกมนุษย์
เมื่อต้องการชำระเงิน พวกเขาก็สามารถระบุตำแหน่งของเงิน หรือให้สัตว์บางตัวขนไปไว้ยังตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แล้วนางก็ค่อยไปรับ
สัตว์หลายชนิดสามารถสื่อสารกับวิญญาณได้
นอกจากวิธีนี้แล้ว บางคนก็ชำนาญในการไปเข้าฝันญาติๆ จากนั้นญาติก็จะมาตามหานางเพื่อชำระเงิน หรือไม่ก็ซื้อของที่มีราคาสูงมาให้นาง
อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเงินสด ตั้งแต่นางได้ลงมือทำก็ถือว่าได้ช่วยวิญญาณพวกนั้นแล้ว นางก็จะได้รับผลประโยชน์บางอย่าง แต่หลังจากที่รับเงินสดมา นางก็จะมีโชคน้อยลง
เวลานี้เซี่ยเฉียวหยิบค้อนทองแดงออกมาทันทีเมื่อเขาได้ยินคำพูดของวิญญาณที่น่าสมเพชตนนั้น
ปัง ค้อนกระแทกหัวของฝ่ายอีกฝ่ายทันที
“ลวนลามข้าหรือ หาเรื่องโดน” เซี่ยเฉียวพ่นลมหายใจแล้วหยิบยันต์ออกมาใบหนึ่งแปะลงบนหน้าผากของเขา “เก็บ!”
ทันใดนั้นวิญญาณน้อยก็หายวับไป
กระดิ่งวิเศษที่อยู่ด้านข้างนางสั่นอยู่สองครั้งแล้วเงียบไป
วิญญาณที่นางเก็บไว้นี้จะถูกรวบรวมไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อถึงเทศกาลเชงเม้ง วันสารทจีน หรือเทศกาลหันอี[1] นางก็จะส่งพวกเขาไปเกิดใหม่
มันลึกลับมากจนนางเองก็ยังยากที่จะอธิบาย สรุปก็คือนางจะเห็นพวกวิญญาณมากกว่าปกติในเทศกาลพิเศษทั้งสามนั้น มากจนนับไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว
ตอนที่ 152 ตีคนแทนข้า
เซี่ยเฉียวสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย แต่พวกวิญญาณที่อยู่ต่อหน้านางต่างพากันตกใจจนตัวสั่น
เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น วิญญาณนั้นก็หายวับไปแล้ว หายไปได้อย่างไรน่ะ!
แต่ละตนต่างก็จ้องมองเซี่ยเฉียวอย่างประหม่า ชั่วขณะถัดมา ลมหยินพัดมา วิญญาณเหล่านั้นบ้างก็กระโดดออกจากหน้าต่าง บ้างเดินลงชั้นล่าง แขกของชั้นสองนี้ก็หายไปหมดในชั่วพริบตา
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว นางตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
วิญญาณที่เมืองหลวงนี้ขี้ขลาดไปหน่อยนะ
แขกพวกนี้โดนนางไล่ไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร การทำกิจการแบบนางนี้จะต้องสร้างบารมีเอาไว้ก่อน หากวันนี้นางยอมนั่งนิ่งๆ ให้พวกเขาทำแต่โดยดี วันข้างหน้าพวกเขาอาจจะได้ใจ กล้าแตะต้องนางขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
เซี่ยเฉียวเก็บของเตรียมตัวที่จะ ‘เลิกงาน’
แต่เมื่อนางหันหลังกลับไปก็เห็นว่ายังมีวิญญาณหมอบรอนางอยู่ด้านหลังฉากกั้น
วิญญาณตัวสั่นเทา นั่งกอดกุมเข่าเงยหน้ามองนาง วิญญาณนี้ดูธรรมดามาก นางไม่เห็นรอยเลือดอะไรตรงไหนเลย หากไม่ใช่เพราะดูเลือนรางไร้ตัวตนก็แทบไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดา
“ทำไมเจ้าไม่หนีไปเสียล่ะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถาม
“ข้า…ข้ามีความปรารถนาสุดท้าย…” วิญญาณของผู้หญิงทำเสียงอ่อนน้อมถ่อมตน
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้ามานั่งพูด ทำความเข้าใจกฎของที่นี่ก่อน”
“แม้ว่าข้าจะพยายามทำให้เจ้าสมปรารถอย่างเต็มที่ที่สุด แต่ก็มีบางอย่างที่ข้าไม่ได้ทำ ให้ฆ่าคนวางเพลิงข้าไม่ทำ ลักขโมยปล้นชิงข้าก็ไม่มีความสามารถ ความปรารถนาที่เจ้าจะพูดออกมาข้าต้องทำได้เท่านั้น” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ข้า ข้าอยากขอให้ท่านทุบตีคนผู้หนึ่ง…ไม่ต้องมากหรอก แค่นิดเดียวเท่านั้น ให้ข้าหายแค้น จากนั้นข้าก็จะยอมไปเกิดใหม่” ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยอย่างรวดเร็ว
เซี่ยเฉียว “…”
“เจ้าคิดว่ารูปร่างผอมบางของข้าดูเหมือนจะไปทุบตีคนอื่นได้หรือ” เซี่ยเฉียวขมวดลูบหว่างคิ้วของนาง
เซี่ยเฉียวยกแขนเล็กๆ อ่อนแอของนางขึ้น
ให้ทุบตีก็ยังพอฝืนทำได้อยู่หรอก ถึงอย่างไรหากมีเงินก็ยังสามารถไปจ้างวานคนอื่นได้โดยที่นางไม่จำเป็นต้องออกหน้าเอง
ทว่าเรื่องนี้จะทำให้ผู้อื่นขุ่นเคือง ไม่สามารถรับปากส่งๆ ได้ อีกทั้งยังต้องแยกแยะเหตุและผลให้ชัดเจน นางเป็นธุระให้คนอื่น จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าคนที่ตีนั้นเป็นหนี้แค้นแก่ผู้ว่าจ้างจริงๆ มิฉะนั้นจะไม่ดีต่อร่างกายนางเอง
ผู้หญิงคนนั้นมองเซี่ยเฉียวด้วยสายตาสับสน
“เจ้าลองบอกมาก่อนว่าต้องการจะตีใคร” เซี่ยเฉียวกางกระดาษปากกาเตรียมตัวจด
เมื่อวิญญาณหญิงนางนั้นได้ยินสิ่งที่นางพูด นางก็รีบพูดขึ้นว่า “เป็นสามีของข้า พวกเราเติบโตขึ้นมาด้วยกัน และมีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาตั้งแต่เด็ก ข้าแต่งงานกับเขาตอนอายุสิบเจ็ด พวกเรารักใคร่ปรองดอง เคารพซึ่งกันและกัน…”
ยามที่ผู้หญิงคนนี้พูดในดวงตาของนางยังเป็นประกายระยิบระยับ
“แต่…” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปทันที จู่ๆ นางก็ก้าวร้าวดุดันขึ้น “เขาโกหกข้า เขาไม่ได้เติบโตมาแค่กับข้าคนเดียว เพียงแต่ผู้หญิงอีกคนสถานะต่ำต้อยไม่เหมาะสมกันกับเขา ดังนั้นเขาก็เลยเลี้ยงดูนางไว้ข้างนอกเป็นภรรยานอกสมรส ข้าเลยโมโหจนตาย”
“ข้าเองก็ไม่อยากตายหรอก แต่ข้าอดไม่ได้…พอได้ยินเรื่องนี้ หัวใจข้าก็เต้นแรงทันที ข้าหายใจไม่ออก ตายไปโดยที่ยังไม่ทันได้พูดคุยกับเขา ข้าไม่เต็มใจ!”
“หลังจากที่ข้าตายไป ข้าก็คิดอยู่นาน ข้ารู้สึกเสียใจว่าทำไมข้าถึงได้งี่เง่าอย่างนี้ ทำไมไม่ทุบตีเขาสักยก หรือไม่ก็หย่ากับเขาไปเสียเลย พ่อแม่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ ทำไมร่างกายของข้าช่างไร้ประโยชน์เช่นนี้ ข้าทำให้พ่อแม่และญาติพี่น้องของข้าต้องเศร้าโศกเสียใจเพราะข้า…”
พูดพลางผู้หญิงคนนั้นก็หลั่งเลือดน้ำตาออกมาสองสาย
เซี่ยเฉียวถอนหายใจ
คนบางคนตอนที่มีชีวิตอยู่ชีวิตทำเรื่องวุ่นวายมากพอแล้ว พอตายไปพวกเขาก็เลยอยากอยู่อย่างสงบ
ส่วนบางคนตอนที่มีชีวิตอยู่ก็อ่อนโยนมีคุณธรรมเกินไป พอตายไปจึงเพิ่งจะมารู้สึกตัวว่าพวกเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เพื่อตัวเองเท่าไรนัก
เซี่ยเฉียวเข้าอกเข้าใจได้ดีทีเดียว
—————————–
[1] เทศกาลหันอี หนึ่งเทศกาลบวงสรวงเซ่นไหว้บรรพบุรุษของจีน เป็นวันเผาส่งเสื้อกันหนาวให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว