ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 265 กลัวเจ้าแล้ว / ตอนที่ 266 ครั้งหน้า
ตอนที่ 265 กลัวเจ้าแล้ว / ตอนที่ 266 ครั้งหน้า
ตอนที่ 265 กลัวเจ้าแล้ว
หลังจากที่เซี่ยเฉียวพักได้ครู่หนึ่ง นางกำนัลก็อธิบายสถานะของสนมต่างๆ ที่อยู่ด้านบนให้นางฟังอย่างแจ่มแจ้ง
เมิ่งกุ้ยเฟยผู้นี้เป็นมารดาขององค์ชายสี่ แม้ว่าจะมีหน้าตาสดใด แต่โหงวเฮ้งของนาง…ดูสุภาพอ่อนโยน กลับเป็นใบหน้าของคนที่มีคุณธรรม
ส่วนสนมหร่วนนั้นก็ไม่ได้นับว่างามล่มบ้านล่มเมืองเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับฮองเฮาแล้วนางก็นับว่ายังห่างไกลยิ่งนัก
ว่ากันว่านางให้กำเนิดองค์หญิงคนโต ดังนั้นสถานะของนางจึงไม่ต่ำต้อย แม้โหงวเฮ้งของนางจะเทียบกับฮองเฮาและเมิ่งกุ้ยเฟยไม่ได้ แต่ก็ไม่นับว่าแย่ หากจะให้พูดถึงข้อด้อยของนาง นั่นก็คือนางมีดวงตาที่ยาวมากไปสักนิด ปลายจมูกที่กลมไปหน่อย พูดเร็ว บุคลิกค่อนข้างลุกลนเล็กน้อย
หลังจากที่เซี่ยเฉียวได้เห็นการจัดวางค่ายกลพิฆาตในวังของรัชทายาทเหล่านั้น นางก็เริ่มจินตนาการการต่อสู้แย่งชิงในภายวังหลวงไว้ในหัวแล้ว
ทว่าในเวลานี้นอกจากฮองเฮา นางก็ได้เห็นสนมผู้มีอำนาจบารมีที่สุดแล้ว…
มันทำให้นางรู้สึกสับสน
ในขณะที่เซี่ยเฉียวกำลังคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่ในใจ เมิ่งกุ้ยเฟยก็ได้ให้หญิงสาวทุกคนแสดงความสามารถของพวกนางออกมาแล้ว
พวกนางทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นบุตรสาวของตระกูลชั้นสูง ในเมื่อวันนี้ถือเป็นการ ‘ดูตัว’ ไปด้วย ย่อมไม่อาจให้ทุกคนแสดงความสามารถในการขับร้องร่ายรำซึ่งดูตื้นเขินเกินไป
ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องแสดงในวันนี้ก็คือ ความสามารถด้านวรรณศิลป์
ทุกคนจะต้องแข่งกันท่องกลอน
พวกนางแต่ละคนไม่ได้ดูเร่งรีบ แต่ความจริงแล้วพวกนางกำลังแย่งกันตอบ แต่คุณหนูผู้มีชาติตระกูลแต่ละนางต่างก็ยืนขึ้นคนแล้วคนเล่า ผลัดกันท่องวรรคทองจากกวีนิพนธ์อันล้ำค่า
ในแง่ของความสามารถ หญิงสาวจากเรือนหมู่ตันนั้นสามารถท่องบทกวีได้ดีกว่าคนของเรือนคงกู่
เซี่ยเฉียวไม่ได้มาเพื่อคัดเลือกนางสนมจริงๆ ดังนั้นนางจึงนั่งกินของว่างและชมคนอื่นแสดง
แม้ว่านางจะนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ก็จริง แต่กลับรู้สึกได้ถึงวิญญาณที่ลอยไปลอยมาวนเวียนอยู่รอบตัว
“ช่างเป็นสีที่ละเอียดอ่อนอะไรเช่นนี้…พวกเจ้าท่องบทกวีได้ ข้าก็ท่องได้…” วิญญาณตนนั้นบ่นพึมพำ จากนั้นก็แสดงสีหน้าผิดหวัง “ข้าท่องได้ไม่ดีเท่าพวกเจ้า…ดีไม่พอแน่สิ ใครใช้ให้พวกเจ้าเกิดมาสูงส่งกันเล่า พวกเจ้ามีอาจารย์คอยสอน มีแม่นมคอยชี้แนะ ส่วนข้าได้แต่คอยปรนนิบัติคนอื่น…”
“พวกเจ้าโชคดีจริงๆ…”
“ข้ายังไม่ทันได้ลิ้มรสสุรานี้เลยนะ เจ้าก็ดื่มเสียแล้ว ข้าล่ะเกลียดจริงๆ”
“…”
วิญญาณพวกนั้นลอยผ่านไปผ่านมา ไม่มีพิษภัยอะไร แค่ดูน่าตกใจเท่านั้น
“เซี่ยเฉียวตอนที่อยู่ในสำนักศึกษาเจ้าไม่ได้เข้าชมรมกวีใช่หรือไม่ กลอนที่คนอื่นกำลังท่องตอนนี้เจ้าฟังรู้เรื่องหรือไม่!” พอฝั่งโน้นเริ่มคึกคักเสียงดังขึ้นมา มีเสียงดังกลบ ซย่าหย่าอวิ๋นก็เริ่มเอ่ยกับเซี่ยเฉียวขึ้นมาอีกแล้ว
เซี่ยเฉียวหันหน้าไปมองนาง
“ชาติกำเนิดเป็นโจรก็คงจะทำได้แค่ลงไม้ลงมือสินะ! อย่าได้นึกว่าหลังจากเรื่องครั้งนั้นแล้วข้าจะกลัวเจ้าเชียวนะ!” ซย่าหย่าอวิ๋นเอ่ยอีก
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว “อย่าพูดมาก หากเจ้ายังไม่หยุดพูดอีก ข้ากังวลว่าเจ้าจะไม่ได้อยู่รอดจนถึงเวลาเดิมพันกับข้า”
ก่อนหน้านี้นางเดิมพันกันเอาไว้แล้ว หากนางสามารถหาถั่วเงินห้าร้อยเมล็ดมาบริจาคได้ ซย่าหย่าอวิ๋นจะต้องไสหัวไปให้ไกล
เมื่อซย่าหย่าอวิ๋นคิดถึงความแค้นเรื่องขี้เถ้าในเตาคราวนั้นขึ้นมาก็รู้สึกเกลียดชังเซี่ยเฉียวยิ่งนัก หลังจากที่นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็เผลอปัดของที่อยู่ตรงหน้าจนตกลงบนพื้น
“มัวยืนนิ่งอยู่ทำไม มาช่วยจัดการเก็บกวาด แล้วยกของใหม่มาสิ!” ซย่าหย่าอวิ๋นพูดกับนางกำนัลที่ยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยเฉียว
ตอนที่ออกจากบ้านเซี่ยเฉียวพาสาวใช้ติดตามมาด้วยก็จริง แต่สถานการณ์ในวันนี้พิเศษ พวกสาวใช้จึงต้องรออยู่รอบนอก ส่วนพวกที่ยืนอยู่ตรงนี้ล้วนแล้วแต่เป็นนางกำนัลในวังทั้งนั้น
ข้างหลังหญิงสาวแต่ละคนจะมีนางกำนัลยืนอยู่หนึ่งคน
เวลานี้ซย่าหย่าอวิ๋นไม่เพียงสั่งนางกำนัลที่คอยรับใช้ตนเอง แต่ยังสั่งนางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังเซี่ยเฉียวด้วย
“ไปเถอะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยเรียบๆ
นางกำนัลจึงตอบรับคำของนาง แล้วก้มหน้าลงเพื่อจัดการเก็บสิ่งของ
ทันทีที่นางกำนัลเดินจากไป ซย่าหย่าอวิ๋นก็ขยับเข้าใกล้นางอีกนิด ทันใดนั้นนางก็ดึงของบางอย่างออกจากร่างเซี่ยเฉียวแล้วโยนออกไป “พี่หญิงเซี่ย?! ทำไมเจ้าถึงได้นำของอย่างนี้เข้ามาด้วย!”
ตอนที่ 266 ครั้งหน้า
โทนเสียงของซย่าหย่าอวิ๋นแหลมสูง เสียงผู้คนที่กำลังต่อบทกวีกันใกล้ๆ หยุดลงอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างก็กันหน้ามามองนาง
เมื่อซย่าหย่าอวิ๋นเห็นดังนั้น นางก็รีบก้าวเข้าไปเก็บของที่นางโยนออกไปกลับมา จากนั้นก็รีบคุกเข้าลง “หม่อมฉันไม่สำรวม เสียกิริยาไปชั่วขณะ ขอพระนางอย่าได้เอาผิดข้าเลย!”
นางหมอบอยู่กับพื้นด้วยอาการสั่นน้อยๆ ในมือกำของอย่างหนึ่งเอาไว้แน่น แม้นางจะกุมของสิ่งนั้นไว้ก็จริง แต่มันกลับโผล่ออกมาจากมือมากกว่าครึ่งจนทำให้ผู้คนเกิดความสงสัย
“ในมือเจ้ากำสิ่งใดอยู่หรือ เหตุใดจึงเอะอะตกใจเช่นนั้น” หร่วนเฟยเอ่ยถาม
“คือ คือ…” ซย่าหย่าอวิ๋นดูตื่นตระหนกลนลาน “ไม่ ไม่มีอะไร… มัน มันเป็นของของพี่หญิงเซี่ย ข้าบังเอิญตกใจ ข้าถึงได้…ขอพระนางทรงประทานอภัยด้วย!”
“ของอะไรหรือที่ทำให้เจ้าตกใจได้เช่นนี้ ส่งขึ้นมาดูหน่อย” หร่วนเฟยยิ้มทันที
จากนั้นของจึงส่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อมอบให้ฮองเฮาตรวจสอบดู
มันคือเงื่อนสำหรับคู่รัก
ซึ่งผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานมักจะไม่พกของเช่นนี้ติดตัว
วันนี้เป็นวันคัดเลือกสนมของรัชทายาท หากใครมีคู่รักอยู่แล้วก็จะไม่รับอนุญาตให้มาที่นี่
“มันเป็นของใครกัน” เมิ่งกุ้ยเฟยเอ่ยถาม
ซย่าหย่าอวิ๋นตัวสั่นงันงก “มัน มันเป็นของเซี่ยเฉียว ของพี่หญิงเซี่ย ข้า ข้าเห็นว่านางก้มหน้าอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าถืออะไรอยู่ในมือตลอดเวลา ข้าเกิดความสงสัยจึงหยิบมาดู เดิมทีข้าคิดว่าจะหยอกล้อนางเล่นเท่านั้น กลับคิดไม่ถึงว่า…”
เซี่ยเฉียวเข้าใจในที่สุด
ที่แท้ก็เป็นเงื่อนคู่รัก นางยังนึกไปว่าเป็นของอะไรที่ร้อนลวกมือเสียอีก ถึงได้เอะอะโวยวายเสียงดังขนาดนั้น ทำเอานางตกใจหมด!
บัดนี้เมื่อนางถูกพูดถึง จึงได้แต่ต้องเดินออกไป
เซี่ยเฉียวทำความเคารพอย่างเรียบง่าย ดูสง่างามและนุ่มนวล
ด้วยท่าทางเนิบช้าไม่รีบร้อนยิ่งให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะประเมินนางสูงขึ้นอีกเล็กน้อย เมิ่งกุ้ยเฟยเอ่ย “ของนี่เป็นของเจ้า?”
“หม่อมฉันหวาดกลัวยิ่งนัก แม่นางซย่าอาจจะรู้สึกไม่สบาย เมื่อครู่จึงได้พึมพำอะไรอยู่คนเดียว หม่อมฉันไม่ได้สนิทสนมกับนาง หลังจากที่นางดึงตัวนางกำนัลของข้าออกไปแล้ว จู่ๆ นางก็ดึงข้าราวกับคนบ้า จากนั้นก็โยนของบางอย่างออกไป ข้าดูแล้ว…ของที่ข้าพกติดตัวมาไม่มีอะไรหายไป ดังนั้นของที่นางโยนออกไปก็น่าจะเป็นของนางเองเจ้าค่ะ” เซี่ยเฉียวตอบทีละคำทีละประโยคด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่หญิงเซี่ย!? เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นของของเจ้า…” ซย่าหย่าอวิ๋นเอ่ยทันที
เซี่ยเฉียวยิ้มน้อยๆ แล้วถอดเสื้อคลุมที่สวมใส่อยู่ตลอดเวลาออก
“แม่นางซย่าลองดูเอาเถิดว่าข้ายังจะห้อยอะไรไว้บนตัวได้อีกหรือไม่” ใบหน้าเซี่ยเฉียวประดับรอยยิ้มอย่างไร้เดียงสา
ซย่าหย่าอวิ๋นเพิ่งได้มองไปที่เอวของนาง
“…” เปลือกตาของนางสั่นอย่างรุนแรง
ที่เอวนั้น…
ของที่คนอื่นห้อยไว้ที่เอวนั้นเป็นเครื่องประดับอุบะหยก ของเซี่ยเฉียวก็นับว่าใช่ แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมดเสียทีเดียว ที่นางแขวนไว้คือจี้หยกผิงอัน[1] ที่ร้อยเรียงกันเป็นสายยาวเส้นหนึ่ง
จี้หยกผิงอันนั้นไล่เรียงจากใหญ่ไปเล็ก แม้จะดูแปลกแต่กลับงดงามอยู่บ้าง
นอกจากนี้ตรงเอวของนางยังมีถุงหอมเล็กๆ แขวนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง
เซี่ยเฉียวยกข้อมือของนางขึ้นแสดงให้เห็นสร้อยกระดิ่งที่ร้อยแขวนอยู่บนข้อมือ อีกข้างหนึ่งเป็นเชือกถักสีแดงสองสามเส้น และกำไลหยกวงหนึ่ง
“ของของแม่นางซย่าก็ดีอยู่นะ เพียงแต่บนตัวข้าไม่มีที่ตรงไหนที่จะห้อยได้แล้วจริงๆ ไว้ครั้งหน้าแม่นางซย่าบอกข้าล่วงหน้าสักหน่อย ข้าจะเว้นที่ไว้ให้” เซี่ยเฉียวเอ่ยจบก็สวมเสื้อคลุมกลับไปตามเดิม
สีหน้าของทุกคนแปลกประหลาด
เนื่องจากเสื้อคลุมของเซี่ยเฉียวค่อนข้างใหญ่ เมื่อครู่จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเครื่องประดับที่นางพกไว้ด้านในเป็นเช่นไร
เมื่อพวกนางได้เห็นเข้าในเวลานี้จึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เอวของเซี่ยเฉียวนั้นบางมาก การห้อยแขวนเครื่องประดับไว้เต็มรอบเอวนั้นคงจะไม่ดี แค่ตอนนี้นางสามารถแขวนสิ่งเหล่านี้ได้ก็นับว่ามากมายแล้ว หากให้นางห้อยเงื่อนคู่รักเพิ่มเข้าไปอีกย่อมเป็นไปไม่ได้จริงๆ หากนางแขวนไว้จริงๆ แล้วล่ะก็ ของสิ่งนั้นก็จะเหมือนกับเป็นตัวแทนให้คิดถึงอีกคน ทั้งยังเป็นการจงใจโอ้อวด นางไม่น่าจะโง่ขนาดนั้น
อีกอย่างเงื่อนคู่รักนี้ไม่ใช่อันเล็กๆ มันยังผูกหยกเอาไว้ด้วย
อย่ามองว่าที่เอวของเซี่ยเฉียวห้อยสิ่งของเอาไว้หลายอย่าง แต่โดยรวมแล้วมันดูกลมกลืนและงดงามมาก แต่หากเพิ่มเงื่อนคู่รักเช่นนี้เข้าไปอีกก็จะดูแปลกๆ ไปทันที
จริงอยู่ที่ว่านางสามารถเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อได้ แต่ท่าทางของเซี่ยเฉียวไม่เหมือนคนที่ทำความผิดแล้วขาดความมั่นใจเลยจริงๆ
เมื่อฮองเฮาได้ยินคำว่า ‘ครั้งหน้า’ ของเซี่ยเฉียว นางก็อดที่จะรู้สึกเบิกบานใจไม่ได้
————————————
[1] จี้หยกผิงอัน จี้หยกลักษณะทรงกลมเหมือนกระดุม มีรูตรงกลาง