ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 93 ดีใจจนเป็นลม / ตอนที่ 94 เด็กยากจน
ตอนที่ 93 ดีใจจนเป็นลม / ตอนที่ 94 เด็กยากจน
ตอนที่ 93 ดีใจจนเป็นลม
เซี่ยเฉียวไม่รู้ว่าการร่ายรำเพลงกระบี่ของนางยอดเยี่ยมหรือไม่ นางรู้แค่ว่าหากเมื่อสักครู่มีวิญญาณแค้นอยู่รอบๆ ด้วยแล้วล่ะก็ต้องโดนนางจัดการไปเรียบร้อยแล้วแน่ๆ
น่าเสียดายที่นางแสดงไปตั้งนาน แต่กลับไม่ได้ทำเรื่องดีๆ อะไรเลย
ยิ่งไปกว่านั้น นางยืมท่าของการร่ายรำเก็บกวาดวิญญาณมาใช้ ซึ่งดูไม่เลวเลย อันที่จริงแล้วมีหลายท่าที่ไม่มีประโยชน์ก็เลยทำให้นางยุ่งยากเล็กน้อย
สำหรับร่างกายของนางนี้ง่ายๆ ไว้ก่อนเป็นดี
ลมหายใจของเซี่ยเฉียวไม่สม่ำเสมอ แม้จะสงบลงแล้วสักพักหนึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกมึนๆ ศีรษะ
พวกอาจารย์ประเมินให้คะแนนเสร็จแล้ว
อาจารย์จู้ราวกับว่าจงใจให้นางได้ดูคนอื่นเพื่อเรียนรู้มากหน่อย จึงเรียกนางเป็นคนท้ายๆ ดังนั้นตอนนี้คนที่ยังไม่ได้แสดงหลังจากนางก็เหลือไม่มากแล้ว
เวลานี้ หลังจากการแสดงของนางแล้ว การแสดงของคนอื่นๆ ที่เหลือก็ไม่ค่อยได้ดั่งใจเท่าไร
หลังจากการแสดงของทุกคนเสร็จสิ้นลงอาจารย์จู้ก็ประกาศผลคะแนน
อาจารย์อ่านคะแนนของแต่ละคน
“หวาลี่หรง ระดับกลางขั้นกลาง”
“สวีอิง ระดับกลางขั้นสูง”
“ฉินหลิว ระดับบนขั้นต่ำ”
“ฟังมู่เสวี่ย…ระดับบนขั้นต่ำ ซย่าหย่าอวิ๋น …”
“….”
“เซี่ยเฉียว….” พออ่านมาถึงเซี่ยเฉียว ทุกคนต่างก็อดเงยหน้าขึ้นไม่ได้ และรู้สึกตื่นเต้นในใจ
พวกนางมีตาสามารถมองเห็นได้ ย่อมรู้ว่าการแสดงของเซี่ยเฉียวแตกต่างจากที่พวกนางคิดไว้ และมีความเป็นไปได้ที่จะได้คะแนนสูงที่สุด…
“ระดับบนขั้นสูง” ในที่สุดอาจารย์จู้ก็พูดออกมา “เป็นที่หนึ่งของการทดสอบครั้งนี้”
ทันทีที่ผลคะแนนออกมาหลายคนก็ถอนหายใจ
มีบางคนไม่พอใจ แต่ก็รู้สึกจนปัญญาด้วย เพราะพวกนางก็รู้แก่ใจดีว่าการแสดงของตนสู้เซี่ยเฉียวไม่ได้
เซี่ยเฉียวยังคงมึนงงเล็กน้อย นางจิบชาไปหนึ่งที
“เซี่ยเฉียว นี่คือรางวัลของเจ้า มารับไปสิ” อาจารย์จู้อ่อนโยนเป็นพิเศษ
“เจ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี เพียงแต่บอบบางอ่อนแอไปหน่อย ไม่รู้ว่าจะฝึกให้แข็งแรงกว่านี้อีกนิดได้ไหม”
เซี่ยเฉียวได้ยินดังนั้นก็ยืนขึ้นด้วยใบหน้าขาวซีด ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยถั่วเงินจานเล็กนั่น
นางเดินไปข้างหน้า
ตึง …
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ดวงตาของเซี่ยเฉียวก็พร่าลาย ก่อนที่นางจะล้มลงทันทีและหมดสติอยู่บนพื้น
จ้าวเสวียนจิ่งลุกขึ้นยืนในชั่วพริบตา เขาแทบจะกระโจนข้ามไปทันทีโดยสัญชาตญาณก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าไม่เหมาะสม จึงเอ่ยขึ้น “อาจารย์จู้ ยังไม่รีบพานางไป แล้วเรียกหมอหลวงอีก?”
อาจารย์จู้ยังคงสับสนมึนงงเล็กน้อย
นาง…ยังดีๆ อยู่ทำไมเป็นลมไปแล้ว!
รีบเรียกคนมา
“เซี่ยเฉียวคงไม่ใช่ว่าดีใจจนเป็นลมหรอกนะ…” คำพูดไม่เหมาะสมกับกาลเทศะดังขึ้นท่ามกลางหมู่คน
“เป็นไปได้นะ ได้ยินมาว่าเมื่อกลางวันเซี่ยเฉียวไม่มีถั่วเงินจะกินข้าว ยังไปแย่งน้องสาวของนางมาอยู่เลย น้องสาวของนางเจ้ารู้จักใช่ไหม ก็เด็กน้อยเซี่ยซี คนที่ชอบถั่วเงินเป็นพิเศษนั่นไง ตัวประหลาดผีซิ่วน่ะ”
“แม้แต่เงินของน้องนางก็ยังแย่งมาได้ คงจะหิวแย่เลยสินะ?”
“เพลงกระบี่ที่นางร่ายรำเมื่อครู่นี้งดงามมากจริงๆ ดูไม่ด้อยไปกว่าคนของเรือนหมู่ตันเลยด้วยซ้ำ เจ้าว่าก่อนหน้านี้พวกเราทำเกินไปหรือเปล่า”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“น้องสาวของนางน่าสงสาร เด็กคนนั้นซื่อบื้อจริงๆ พอถูกพี่สาวแย่งเงินไป ไม่แน่ตอนนี้นางอาจจะร้องไห้อยู่ที่ไหนก็ได้…” ใครคนหนึ่งส่ายหน้าช้าๆ และถอนหายใจออกมา
คนอื่นๆ ต่างก็หันไปมองนาง
เด็กเซี่ยซีนั่น…
เด็กนักเรียนของเรือนไห่ถัง ที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นเด็กน้อยที่ขยันมาก
แม้ว่านางจะมีชื่อเสียงที่ไม่ดีเหมือนกัน แต่เพราะนางเป็นเด็กซื่อๆ ทั้งยังมีหน้าตาน่ารัก ดังนั้นพวกตนซึ่งเป็นรุ่นพี่จึงรู้สึกรักใคร่เอ็นดูเซี่ยซีไม่น้อย
“ข้าได้ยินมาว่า…ตระกูลเซี่ยยากจนมาก ท่านแม่ของข้าพูดหลายครั้งแล้วว่า ถ้าหากดวงชะตาของข้าไม่ดีแต่งงานกับคนแบบตระกูลเซี่ยอย่างนั้น ต่อไปคงต้องได้ใช้สินเดิมของตัวเองมาช่วยเหลือในบ้านเป็นแน่ เมื่อก่อนข้ายังไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ดูแล้ว…คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เซี่ยเฉียวถูกเลี้ยงดูเติบโตมานอกบ้าน แล้วบ้านของข้าก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านนาง ได้ยินว่าพ่อแม่ของนางไม่ได้รักเอ็นดูนางสักเท่าใด บางที…อยู่ที่บ้านนางอาจไม่ค่อยมีกิน นอนก็ไม่ค่อยหลับ พอได้เห็นถั่วเงินเยอะขนาดนี้ก็เลยดีใจจนรับไม่ไหวก็ได้”
ตอนที่ 94 เด็กยากจน
เด็กสาวหลายคนรู้แค่ว่าตระกูลเซี่ยมีชาติกำเนิดเป็นโจร แต่พวกนางไม่รู้เรื่องส่วนตัวอื่นๆ ของตระกูลเซี่ยมากนัก
เวลานี้เมื่อได้ยินว่าตระกูลเซี่ยยากจนมาก ทุกคนก็เริ่มอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น
“พวกเจ้าลองนึกถึงเด็กน้อยเซี่ยซีคนนั้นสิ นางเป็นถึงลูกสาวขุนนางขั้นสี่ แต่ก็มักชอบทำเรื่องที่เป็นหน้าที่ของสาวใช้ นั่นไม่ใช่เพราะว่าครอบครัวยากจนเกินไปหรือ”
“ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ ถึงอย่างไรใต้เท้าเซี่ยคนนั้นก็เป็นถึงแม่ทัพ ข้าได้ยินมาว่าตอนที่เขาสู้รบกับคนเถื่อน กวาดทรัพย์สินจากสงครามมาได้ตั้งมากมาย ต่อให้ไม่มีของพวกนั้น เงินเดือนของตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ นี่” คนอื่นๆ ไม่เชื่อนาง
“บ้านของพวกเจ้าต้องอาศัยแค่เงินเดือนของบิดาและพี่ชายมาเลี้ยงดูครอบครัวเท่านั้นหรือ” หญิงสาวเอ่ยถาม
เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ส่ายศีรษะไปมา
ในครอบครัวก็ต้องมีคนที่อยู่ในอุปการะและบ่าวรับใช้มากมาย หากพึ่งแค่เงินเดือนของบิดาและพี่ชายย่อมไม่เพียงพอ
ครอบครัวต้องมีทั้งเงินเดือนของบิดาและพี่ชาย รวมกับทรัพย์สมบัติและรางวัลที่สะสมกันมาหลายปี เช่นนึ้จึงจะเลี้ยงดูคนในครอบครัวต่อไปได้ไม่ลำบาก
เมื่อคิดได้อย่างนี้พวกนางก็พอเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตระกูลเซี่ยจึงได้ยากจนขนาดนี้
ระยะเวลาที่ได้เป็นขุนนางน้อยเกินไป และเงินที่ใช้จ่ายออกไปมากกว่ารายรับที่เข้ามา
“ได้ยินมาว่าเงินทองของใต้เท้าเซี่ยเอาไปซื้อตำแหน่งหมดแล้ว คุณชายใหญ่ตระกูลเซี่ยพวกเจ้ารู้จักกันใช่ไหม ทั้งๆ ที่หลายปีก่อนตอนที่เพิ่งมาเมืองหลวง เขามีคุณสมบัติเข้าเรียนที่สำนักศึกษา แต่ก็ไม่ได้เรียน พวกเจ้าว่าเป็นเพราะเหตุใด ย่อมเป็นเพราะพวกเขาไม่มีทั้งเงินทั้งทรัพย์สมบัติอย่างไรล่ะ! ต่อมาตระกูลเซี่ยประหยัดอดออม จึงสามารถส่งลูกสาวลูกชายคนเล็กสองคนมาเรียนได้…”
“ใช่ๆๆ ตอนนั้นที่แม่ทัพเซี่ยมาส่งเซี่ยผิงไหวและเซี่ยซีเข้าเรียน เขาก็ใช้เงิน ดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก ท่าทางที่เขามองเงินราวกับไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างนั้นล่ะ!”
“นายหญิงของตระกูลเซี่ยก็ไม่ใช่ชนชั้นสูง ข้าได้ยินมาว่านางมาจากตระกูลพ่อค้า ตระกูลของพ่อค้าผู้นี้มีเงินอยู่บ้าง ก็ไม่รู้ว่าสินเดิมมีมาเท่าไหร่”
“ตระกูลหลูนั่นไม่น่าจะมีสินเดิมมากนักหรอก นางแต่งงานเป็นครั้งที่สองแล้ว แม่บ้านของบ้านข้าเคยเจอบ่าวรับใช้ของพวกเขาบนถนน พวกนางพูดกันอย่างนั้น”
“หากอย่างนั้น…เซี่ยเฉียวคนนี้ก็น่าสงสารนะ”
“ใช่สิ นางมีชาติกำเนิดไม่ดี ไม่ได้เติบโตขึ้นมาข้างกายใต้เท้าเซี่ย ตอนนี้แม่เลี้ยงก็เป็นใหญ่ในครอบครัว จะดีกับนางได้อย่างไร”
“นางได้ถั่วเงินเล็กน้อยแค่นี้ยังดีใจขนาดนี้ ความเป็นอยู่ที่บ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร อย่าบอกนะว่าแม้แต่เงินใช้จ่ายประจำเดือนก็ยังไม่มี”
พอมีคนพูดอย่างนี้ออกมา สายตาของทุกคนก็แสดงความเห็นอกเห็นใจ
ทว่าซย่าหย่าอวิ๋นกลับอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะนาง
นังเด็กยากจน!
เวลานี้เซี่ยเฉียวถูกคนหามเข้าไปในห้องด้านข้าง
ถึงอย่างไรจ้าวเสวียนจิ่งก็เป็นผู้ชาย อีกทั้งสถานะที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เขาจึงไม่อาจติดตามเข้าไปได้ สายตาเขาก็เลยจับจ้องไปที่หยกขาวมงคลแทน ก่อนจะเอ่ย “ในเมื่อผู้หญิงคนนี้เป็นที่หนึ่ง พอนางฟื้นขึ้นมาแล้ว ก็ให้นางนำหยกขาวนี่มาพบข้า”
ทุกคนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
หยกนี้มีทั้งหมดไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ในเมื่อตอนนี้เซี่ยเฉียวโชคดีเช่นนี้ หากองค์รัชทายาทต้องการถามนางว่าอยากกราบใครเป็นอาจารย์ย่อมเป็นเรื่องปกติ
หมอหลวงสองคนมาถึงห้องด้านข้างแล้ว
อาจารย์หลี่ว์ อาจารย์จู้ รวมถึงหญิงชราที่มีหน้าที่คอยดูแลเด็กสาวในเรือนคงกู่ต่างก็รอกันอยู่ที่นี่
“อยู่ดีๆ ทำไมถึงเป็นลมไปได้” อาจารย์หลี่ว์มองหน้าซีดขาวของเซี่ยเฉียวพลางเอ่ยถาม
อาจารย์จู้อึกอักเล็กน้อย “ก็แค่รำเพลงกระบี่ไปหนึ่งรอบ…”
“แค่ร่ายรำเพลงกระบี่?” หมอหลวงหันไปมองอาจารย์จู้ทันทีที่ได้ยินดังนั้น “นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรอกหรือ! ร่างกายของแม่นางผู้นี้จะบอกว่าเป็นศพเดินได้ยังไม่เกินไปเลย ภายในอ่อนแอมานานแล้ว นางมีชีวิตมาจนถึงตอนนี้ได้ก็ปาฏิหาริย์มากแล้ว!”
อาจารย์หลี่ว์และอาจารย์จู้ต่างก็ชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินดังนั้น
“แย่ขนาดนั้นเลย?!” อาจารย์จู้ตกใจจริงๆ
“ร่างกายนางไม่มีพลังชีวิต พลังหยางอ่อนแอเกินไป ปกติต้องพักผ่อนให้มากหน่อย อย่าให้เหนื่อยเกินไป” หมอหลวงเอ่ย