ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 134 หารือเรื่องตัดชุดใหม่
บทที่ 134 หารือเรื่องตัดชุดใหม่
เย่อวี๋หรานได้ยินหลิ่วซื่อพูดแล้วก็ปวดหัว
หลี่ซื่อกับหลินซื่อพูดด้วยท่าทางกระตือรือร้นขนาดนั้น นางก็ไม่รู้จักพูดให้มากกว่าเดิมสักหน่อย เอาแต่พูดเสียงเบาว่า ‘ขอบคุณ’ ‘ไม่รังเกียจ’ อยู่นั่นแหละ ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องมาได้ยินเข้าคงจะคิดว่านางรังเกียจสิ่งของของผู้อื่นเสียอีก
นางรู้ว่าบางคนพูดจาไม่ค่อยเป็น แต่เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่มาเจอคนที่พูดจาไม่เป็นเท่าหลิ่วซื่อ
เย่อวี๋หรานไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่พูดไกล่เกลี่ยแทนหลิ่วซื่อแล้ว “รังเกียจไม่รังเกียจอะไรกัน ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอยู่ในวัยกำลังซน มีอาหญิงอย่างพวกเจ้าเอ็นดู พวกเขาก็ดีใจมากแล้ว ไม่มีทางรังเกียจหรอก ปกติเมียเจ้าใหญ่มักจะยุ่งทั้งงานนอกเรือนในเรือน ไม่อาจมาดูแลเด็ก ๆ ได้ตลอดเวลา ถ้าพวกเจ้าช่วยดูแลให้ได้ นางก็ซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออกแล้ว พวกเจ้าก็อย่ากลั่นแกล้งเมียเจ้าใหญ่ที่พูดจาไม่เป็นสิ…”
“ฮ่า ๆๆ…ท่านแม่ ดูท่านสิ ปกป้องกันไวปานนี้ ท่านสบายใจได้ พวกข้าไม่มีทางรังแกพี่สะใภ้ใหญ่แน่นอนเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “พี่สะใภ้เป็นคนดีมาก เห็นข้าอุ้มท้องโตแบบนี้ก็มักจะแย่งข้าทำงาน ไม่เคยทำให้ข้าต้องเสียเปรียบเลย”
หลิ่วซื่อ “…” เปล่า ข้าเถียงเจ้าไม่ได้เลยทำงานก็เท่านั้นแหละ
เย่อวี๋หราน “…” ไม่ใช่เสียหน่อย นิสัยอย่างเจ้าไม่มีทางเสียเปรียบอยู่แล้ว ภรรยาเจ้าใหญ่มาเจอเจ้ามีแต่จะถูก ‘รังแก’ มากกว่า
“ใช่แล้ว พี่สะใภ้ใหญ่มักดูแลข้าตลอดเหมือนกัน เวลาข้าทำอะไร พี่สะใภ้ใหญ่มักจะคอยช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ” หลินซื่อรีบพูด “ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอกว่าพี่สะใภ้ใหญ่ทำงานว่องไวยิ่งนัก ไม่ว่าเรื่องอะไรขอเพียงมอบหมายให้นางทำ รับประกันได้เลยว่าต้องทำออกมาอย่างเรียบร้อยสวยงาม ไม่มีที่ติแน่นอนเจ้าค่ะ”
หลิ่วซื่อ “…” เปล่าเลย แม้แต่เจ้าข้าก็เถียงไม่ชนะเหมือนกัน
เย่อวี๋หราน “…” หมายความว่า ใต้ชายคานี้มีคนไม่น้อยแอบ ‘รังแก’ ภรรยาเจ้าใหญ่โดยไม่ให้นางรู้?
นางเหลือบมองหลิ่วซื่อ อดจะเห็นใจอีกฝ่ายไม่ได้
ถึงหลิวซื่อจะเป็นคนเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จาเหมือนกัน แต่ก็ยังรู้จักแอบอู้อย่างมีเล่ห์เหลี่ยม มีแต่หลิ่วซื่อคนซื่อผู้นี้ มอบหมายงานให้แล้วก็ไปทำอย่างว่านอนสอนง่าย ต่อให้ไม่เต็มใจก็ต้องทำเรื่องนั้นจนเสร็จ
คนอื่นมีแต่จะ ‘รังแก’ ผู้อื่น แต่หลิ่วซื่อกลับปฏิบัติต่อตนเองอย่างไม่เป็นธรรม
“ท่านแม่ ข้าฟอกหนังกระต่ายไว้พอดี ถึงตอนนั้นจะได้เอามาเย็บเสื้ออ่าวให้ท่าน” หลี่ซื่อเห็นว่าหลินซื่อกำลังแย่งงานกับตัวเองก็รีบกล่าวว่า “ข้าจะบอกให้ว่าหนังสัตว์สวมแล้วสบายเชียวเจ้าค่ะ ถ้าท่านแม่ได้สวมจะต้องชอบแน่”
“หยุดเลย” เย่อวี๋หรานได้ยินก็ปฏิเสธทันที “หนังกระต่ายผืนเล็กแค่นั้น ถ้าเจ้าเอามาเย็บให้ข้าต้องใช้สักกี่ผืน? เจ้าจะคลอดอยู่แล้วก็เย็บให้เด็กในท้องเจ้าก่อนแล้วกัน ถ้ามีมากกว่านี้ค่อยเอามาทำผ้าพันคอหรือเสื้อกั๊กให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า”
“ไอ้หยา ท่านแม่ ท่านช่างเอ็นดูหลานชายหลานสาวจริง ๆ ดูสิ หนังกระต่ายของดีขนาดนี้ก็เอามาใช้กับพวกเด็ก ๆ หมดเลย” หลี่ซื่อยิ้มพลางพูดชมเย่อวี๋หราน แล้วรับปากว่านางจะต้องเย็บออกมาให้สวย ๆ ไม่สิ้นเปลืองหนังกระต่ายแน่นอน
พูดจบยังมองหลินซื่อเป็นเชิงท้าทาย เอาสิ มาประลองกันหน่อย จะแย่งหนังกระต่ายกับข้าก็ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถนั้นหรือไม่
หลินซื่อถลึงตาใส่นาง เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฟอกหนังกระต่ายเป็นแล้ววิเศษวิโสนักหรือไร? หนังกระต่ายนั่นเป็นของส่วนกลางหรอก ของส่วนกลางน่ะเข้าใจหรือไม่?
เย่อวี๋หรานไม่ปล่อยให้พวกนางพูดไร้สาระ สมาชิกในครอบครัวมีกันมากมาย แต่ละคนต้องใช้ผ้าเท่าไหร่จำเป็นต้องวัดขนาดกันก่อน จึงไล่พวกนางออกไปวัดขนาดตัว เสร็จแล้วค่อยกลับมารายงานนาง
จูปาเม่ยได้ยินว่าปีนี้จะตัดชุดใหม่ก็วิ่งมาหาอย่างดีอกดีใจ บอกเย่อวี๋หรานว่านางอยากได้ชุดสวย ๆ
“ท่านแม่ ปีนี้ข้าขอซื้อผ้าฝ้ายคุณภาพดีหน่อยได้ไหมเจ้าคะ? ของที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ล้วนเป็นผ้าเก่าของที่ร้าน ข้าอยากได้รูปแบบใหม่ ๆ บ้าง ท่านว่าได้ไหมเจ้าคะ?”
สาวน้อยรักสวยรักงาม เย่อวี๋หรานเข้าใจได้ แต่ถ้าข้อเรียกร้องนั้นเกินกว่าความสามารถทางการเงินของครอบครัว นางก็ไม่อาจอนุญาตได้ เย่อวี๋หรานกล่าว “ไม่ต้องมาถามข้า ถามเงินในกระเป๋าเจ้าเถอะ เจ้าออกเงินค่าเสื้อผ้าของตัวเองเหมือนพวกพี่สะใภ้ของเจ้า ถ้าไม่พอก็เบิกเงินจากส่วนกลาง เงินนี่ไม่ได้ให้เปล่า ๆ ถ้าเบิกมาแล้ว ปีหน้าก็ต้องคืนด้วย”
“หา ข้าก็ต้องใช้เงินตัวเองซื้อหรือเจ้าคะ?” จูปาเม่ยได้ยินอย่างนั้นก็ไม่พอใจ “ท่านแม่ ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร? ท่านออกเงินให้พวกพี่ชายได้ เหตุใดจึงออกเงินให้ข้าบ้างไม่ได้?”
เย่อวี๋หรานกล่าวนิ่ง ๆ “ใครบอกว่าข้าออกเงินให้พวกพี่ชายของเจ้า? พวกพี่ชายของเจ้าใช้เงินข้าไปเท่าไหร่ ข้าลงบัญชีเอาไว้ทั้งหมด แต่ว่าพี่เจ็ดของเจ้ายังไม่แต่งงาน ทั้งยังไม่มีรายได้ ข้าจึงให้เขา ‘ยืม’ ไปก่อนชั่วคราว รอจนหลายปีผ่านไป เขามีรายได้แล้วค่อยทยอยคืน”
จูปาเม่ยตกใจ “อะไรนะ พี่เจ็ดก็ต้องคืน?! ท่านแม่ ท่านล้อเล่นหรือเจ้าคะ พี่เจ็ดเป็นแค่คนสมองทึ่มนะ…”
ไม่รอให้นางพูดจบก็ถูกเย่อวี๋หรานมองมาตาขวาง
จูปาเม่ยหยุดปากทันที “ท่านแม่ ข้าไม่มีเจตนาอื่น แต่ท่านต้องพิจารณาจากความเป็นจริง สถานการณ์ของพี่เจ็ดจะแต่งงานก็ยังยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะหาเลี้ยงครอบครัว ท่านอย่าหลอกตัวเองไปเลย”
“เฮอะ เฮอะ!” เย่อวี๋หรานหัวเราะเสียงเย็นแล้วเอ่ยว่า “เจ้ากล้าเดิมพันกับข้าหรือไม่? ถ้าพี่เจ็ดของเจ้าสามารถหาเงินให้ครอบครัวและพึ่งพาตัวเองได้ภายในสามปี เจ้าจะว่าอย่างไร?”
“ข้า ข้าจะตัดหัวตัวเองลงมานั่งแทนตั่งเลย” จูปาเม่ยยื่นคำขาด
“เจ้าทำใจตัดได้ แต่ข้าทำใจนั่งไม่ได้หรอกนะ คำพูดแบบนี้อย่าพูดอีก ถ้าพี่เจ็ดของเจ้าทำได้ถึงขั้นนั้นจริง ๆ ขอเพียงหลังจากนั้นเจ้ารับปากข้าเรื่องหนึ่งก็พอ” ระหว่างที่พูดเย่อวี๋หรานก็พลันคิดขึ้นได้ว่านางจำเป็นต้องเหลือ ‘จุดอ่อน’ ของจูปาเม่ยเอาไว้
“ตกลงเจ้าค่ะ” จูปาเม่ยรับปากโดยไม่ลังเล
แต่นางยังปวดใจเรื่องที่ต้องใช้เงินตัวเองซื้อผ้าอยู่เลย
ถ้ามารดาของนางซื้อให้ จะซื้อแพงสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่พอเป็นเงินตัวเอง…
จูปาเม่ยคำนวณแล้วก็ปวดใจสุดแสน แม้แต่เสื้อผ้าชุดใหม่ก็ไม่อยากได้แล้ว
“ท่านแม่ ถ้าอย่างนั้นส่วนของข้าก็ช่างมันเถอะเจ้าค่ะ ข้าตัดชุดใหม่ทุกปี จะเว้นไปสักปีก็ไม่เป็นไร” นางคิดไว้ว่าถ้ามารดาเห็นนางใส่ชุดเก่าแล้วใจอ่อน ไม่แน่ว่าจะออกเงินซื้อชุดใหม่ให้นางก็ได้
“ทุกคนได้ชุดใหม่กันหมด มีแต่เจ้าที่ไม่ได้ เจ้าแน่ใจนะ?” เย่อวี๋หรานแคลงใจ
“ข้า…ข้าแน่ใจ” เพื่อไม่ต้องใช้เงินตัวเองแล้ว จูปาเม่ยบังคับให้ตัวเองพยักหน้า
เย่อวี๋หรานมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า “วันนี้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว ทุกคนตัดชุดใหม่กันหมด แต่เจ้ากลับไม่อยากได้ชุดใหม่หรือเนี่ย…เจ้าคิดให้ดี พวกเราออกไปซื้อของข้างนอกแค่ครั้งสองครั้ง หลังจากนั้นก็ต้องเตรียมของรับปีใหม่แล้ว อาจไม่ได้ออกไปอีก พลาดโอกาสนี้ไป ถ้าอยากตัดชุดใหม่ก็ต้องรอปีถัดไปแล้วนะ”
จูปาเม่ยกัดฟันกล่าวว่า “เจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานไม่สนใจนาง ไม่ได้จะออกไปซื้อของวันนี้เสียหน่อย ถึงตอนนั้นค่อยพาจูปาเม่ยออกไปด้วยก็ได้
ถ้าไปถึงร้านแล้ว จูปาเม่ยยังไม่อยากซื้อ เช่นนั้นปีหน้าไม่มีชุดใหม่ใส่ก็โทษนางไม่ได้แล้ว
ลูกสาวคนนี้ บางครั้งก็จำเป็นต้องให้คน ‘ดึงสติ’
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าห้องนี้เหมือนห้องรับแขกอย่างไรอย่างนั้น คนนั้นไป คนใหม่มา หลังจูปาเม่ยออกไปแล้ว สักพักจูเหล่าโถวก็เข้ามาด้วยสีหน้าสองจิตสองใจ
เขาสำรวจสีหน้านางอย่างระมัดระวัง พยายามหาเรื่องคุยด้วยการถามว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง ทำไมถึงอยากซื้อชุดใหม่ให้ทุกคนเสียได้
ด้วยฐานะครอบครัวของพวกเขา ไม่รู้ว่าไม่ได้ซื้อชุดใหม่มากี่ปีแล้ว