ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 331 เรื่องน่ายินดี
บทที่ 331 เรื่องน่ายินดี
จูต้าไม่ใคร่จะพอใจนัก ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว
ระยะนี้ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร แม้ว่าทุกคนจะทำงานร่วมกัน แต่มีหลายครั้งที่เขาไม่เห็นจูเหล่าโถว
พูดไปก็แปลก แรกเริ่มยังเห็นคน แต่ทำไปทำมา… พ่อของเขาหายไปไหน?
ทั้งที่แต่ไหนแต่ไรไม่เคยขี้เกียจ ทั้งขึ้นชื่อว่าเป็นคน ‘ซื่อสัตย์และมีความสามารถ’ แล้วจูต้าที่ได้รับการชื่นชมมาตลอดว่าเหมือนจูเหล่าโถวมากที่สุดจะพอใจหรือ?
ในขณะที่ข้ากำลังทำงานอย่างยากลำบาก แต่พ่อข้ากลับหนีไปซ่อนตัว?
ไม่ใช่ว่าจูต้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าบางทีจูเหล่าโถวอาจจะแก่เกินไปแล้ว จึงทำงานไม่ไหวและต้องการพักผ่อน
แต่จะไม่มีปัญหาเลยหากว่าอีกฝ่ายบอกกันสักคำ แต่จูเหล่าโถวไม่อธิบายอะไรแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้มาจัดแจงงาน แต่ตัวเองกลับ ‘หายตัว’ ไปเสียอย่างนั้น
จูต้าได้แต่นิ่งงัน “…”
ด้วยเหตุนี้ งานจึงตกมาเป็นหน้าที่ของข้า น้องรอง น้องสี่ และน้องห้าไม่ใช่หรือ?
แรกเริ่มตอนที่จูเหล่าโถวและเย่อวี๋หรานพนันกัน เย่อวี๋หรานก็สั่งงานจูต้า จูอู่ และจูชี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แท้จริงแล้วปีนี้จูเหล่าโถวควรรับผิดชอบสั่งงานจูเอ้อร์ จูซาน และจูซื่อ
จูซานเข้าเมืองเช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ งานส่วนของอีกฝ่ายนั้นจูต้ายังช่วยอุดช่องว่างไว้ได้
ในฐานะพี่ใหญ่ จูต้ารู้สึกว่าหากตัวเองจะทำงานมากหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องที่ตัวจูเหล่าโถวขี้เกียจทำงานนั้นทำให้เขาค่อนข้างรับไม่ได้
“ยืนฝ่ายเจ้า หรือข้างเจ้าสี่กับเจ้าห้าคืออะไรกัน?” จูเหล่าโถวได้ยินน้ำเสียงของจูต้าก็ไม่พอใจขึ้นมา พูดด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “เรื่องนี้แม่พวกเจ้าเป็นคนรับผิดชอบ เช่นนั้นก็ฟังแม่เจ้าเถอะ”
เย่อวี๋หราน “…”
นั่นเป็นข้อแก้ตัวที่ดีทีเดียว
จูต้า “…”
ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เจ้าเป็นคนรับผิดชอบนี่
จูต้ายอมแพ้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทำได้เพียงมองไปยังเย่อวี๋หราน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ท่านแม่ ท่านเป็นคนตัดสินใจเถอะขอรับ”
ถึงอย่างไรท่านแม่ก็ต้องอยู่ฝ่ายน้องสี่และน้องห้าแน่นอน
โธ่…
ยามที่ทุกคนคิดว่าเรื่องนี้ตัดสินเช่นนี้แล้วจึงไม่มีอะไรจะพูดอีก เย่อวี๋หรานก็เปิดปากกล่าวว่า “ที่จริงความกังวลของเจ้าใหญ่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเสียทีเดียว”
“ท่านแม่!” จูซื่อและจูอู่ตกใจ
“ฟังข้าก่อน” เย่อวี๋หรานอธิบายว่า “ความกังวลของพวกเจ้า ข้าก็เข้าใจดี ก่อนหน้านี้ข้าได้หารือเรื่องนี้กับบ้านเจ้าสี่ ตกลงว่าจะรวบรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วค่อยแบ่งกันให้เรียบร้อย ต่อมาข้าคิดว่าในความเป็นจริงแล้ว ถ้าคิดอยากจะเก็บไว้ส่วนหนึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเสียทีเดียว”
“ท่านแม่มีวิธีอะไรหรือขอรับ?” จูต้ารีบถาม
“ถึงอย่างไรก็มีมันเทศส่วนหนึ่งที่ต้องเก็บไว้ให้ชาวบ้านใช้ในการเพาะปลูก ไม่สู้เผยแพร่ไปตรง ๆ แล้วให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโสจัดการเรื่องนี้” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “สุดท้ายไม่ว่าจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ พวกเราก็ไม่ต้องกังวลแล้ว ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโส รวมถึงคนในหมู่บ้านกังวลเรื่องนี้แทน”
“ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก!” หลี่ซื่อได้ยินก็ประหลาดใจ “ทำไมข้าคิดไม่ถึงมาก่อนนะ? ท่านแม่ ความคิดของท่านช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ เจ้าค่ะ!”
“ใช่ ท่านแม่ขอรับ พวกเราสามารถให้เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสช่วยได้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ล้วนรู้ว่าบ้านพวกเราปลูกมันเทศ ก็วางแผนนำไปให้คนในหมู่บ้านปลูกในปีหน้าเสียเลย” จูซื่อพูดด้วยรอยยิ้ม “ถึงอย่างไรเรื่องนี้ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องไปถึงหูเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโส เช่นนั้นไม่สู้ให้พวกเขามาช่วยเหลือสักหน่อย เช่นนี้พวกเราก็ประหยัดแรงไปได้แล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราต้องเก็บไว้เท่าไหร่หรือ?” จูอู่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาถาม “ปีหน้าตกลงแล้วจะมีคนมาปลูกกับพวกเรามากแค่ไหน ความจริงพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะมีคนปลูกเท่าไหร่ จึงไม่รู้ว่าจะต้องเก็บไว้มากแค่ไหน”
“ไม่ว่าจะเก็บไว้เท่าไหร่ ทุกบ้านก็ล้วนได้มันเทศไปเพาะพันธุ์ไม่กี่ต้น ไม่สามารถเก็บไว้มากเกินไปได้” เย่อวี๋หรานไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก นางกล่าวว่า “ตามพื้นที่เพาะปลูกของบ้านพวกเราในปีนี้ เมื่อถึงครานั้นก็ให้พวกเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสเปิดรับสมัคร โดยแต่ละครอบครัวจะได้จองที่ดินครึ่งหมู่ถึงหนึ่งหมู่เพื่อปลูกมันเทศกับพวกเรา”
“ในหมู่บ้านพวกเรามีอยู่หลายครอบครัว คิดออกมาทั้งหมดเช่นนี้ก็รู้แล้วว่าต้องปลูกกี่หมู่”
“และไม่ใช่ว่าจะต้องแบ่งให้พอทั้งหมดในครั้งเดียว แบ่งเป็นรอบ ครั้งแรกให้เท่าไหร่ ครั้งที่สองให้เท่าไหร่ ครั้งที่สามให้เท่าไหร่ ค่อย ๆ ให้…”
เย่อวี๋หรานเริ่มนึกไปถึงแผนการที่จะให้เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสช่วยเหลือขึ้นมา
นางกล่าวต่อไปว่า “ที่จริงไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงปีหน้า ถ้ามีคนยินยอม หลังการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ก็สามารถมาปลูกด้วยกันได้ ในเดือนสิงหาคมเริ่มเพาะปลูกต้นกล้า เมื่อถึงเดือนกันยายนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เมื่อต้นกล้างอกออกมาก็สามารถย้ายต้นกล้าได้”
เมื่อคิดถึงแผนการในการเพาะปลูก คนทั้งโต๊ะก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความหวังและสามารถทำได้
ถึงครานั้นเมื่อทุกคนได้เห็นว่าครอบครัวพวกเขาเก็บเกี่ยวมันเทศในฤดูใบไม้ผลิอย่างไร ก็จะได้ไม่ต้องเร่งพวกเขาอีก คนก็จะต้องการมาปลูกมันเทศ
แม้ว่าการเก็บเกี่ยวมันเทศในฤดูหนาวจะไม่ดีเท่าการเก็บเกี่ยวมันเทศในฤดูใบไม้ผลิ แต่การเก็บเกี่ยวบางอย่างก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้เก็บเกี่ยวเลย ทุกคนจะต้องพอใจแน่นอน
ทุกคนล้วนมีความหวังผูกมัดไว้กับเชือกเส้นหนึ่ง ใครจะไม่คาดหวังว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวมันเทศที่ปลูกไว้ได้เล่า?
ถึงครานั้นยังต้องกลัวว่าจะมีคนมาขโมยมันเทศอีกหรือ?
ในขณะเดียวกัน จูเหล่าโถวก็แอบคิดในใจว่ายามนี้ แน่นอนว่าต้องโน้มน้าวให้แม่ม่ายฉินมาปลูกมันเทศกับครอบครัวพวกเขา นี่เป็นเรื่องใหญ่ในการเพิ่มส่วนแบ่ง
เขายังคิดไปถึงขั้นว่าถึงครานั้นควรจะ ‘เห็นแก่ตัว’ สักหน่อย หาวิธีให้แม่ม่ายฉินได้เพาะพันธุ์มันเทศเพิ่มอีกสักนิดดีหรือไม่?
แม้ว่าจะไม่เป็นธรรม แต่ถ้าเขาแอบให้มากอีกสักหน่อยคงได้กระมัง?
ในไม่ช้าเรื่องนี้ก็ปรึกษาหารือกันเสร็จเรียบร้อย
หลังมื้อเย็นก็ปล่อยให้พวกลูกสะใภ้ทำความสะอาดในบ้าน เย่อวี๋หรานพาจูเหล่าโถวไปที่บ้านของเจ้าหน้าที่ทางการ
ถ้าเป็นคนอื่นมาบ้านตัวเองตอนกลางคืนเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ทางการคงยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่เพราะเย่อวี๋หรานมาพร้อมกับข่าวดี ในใจจึงยินดีเป็นอย่างมาก
“มันเทศบ้านเจ้าสามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!” เจ้าหน้าที่จูแปลกใจระคนดีใจ
แม้ว่าเขาจะเคยไปที่ไร่มันเทศอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็เห็นเพียงพวกลูกสะใภ้สกุลจูกำลังตัดหญ้าไปเป็นอาหารหมูเท่านั้น
ยามนั้นภรรยาของเขายังพูดกับเขาว่า “เจ้าว่าจูต้าเหนียงกำลังคิดอะไรอยู่? ใบมันเทศก็สามารถกินได้ แต่ถ้าปลูกจนโตถึงเพียงนั้นแล้วไม่สามารถเติมท้องให้อิ่มได้ ไม่ใช่ว่าเป็นการเสียของหรือ?”
เห็นพื้นที่เขียวชอุ่มขนาดใหญ่ ในใจของเจ้าหน้าที่จูก็ไม่แน่ใจ “จูต้าเหนียงไม่ใช่ว่าให้พวกเรารอหรือ เช่นนั้นก็รอก่อน ใช่ว่านางจะผิดคำพูดเสียเมื่อไหร่?”
“นั่นก็ใช่” ภรรยาของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ซักไซ้อีก ถึงอย่างไรคนจะอยากปลูกพืชอย่างไรนางก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่าย
เย่อวี๋หรานยิ้มและพยักหน้า ทั้งยังหยิบมันเทศขนาดกลาง ๆ ออกมาหัวหนึ่ง “นี่เพิ่งเก็บเกี่ยวมาจากในไร่ ท่านเจ้าหน้าที่ลองชิมดูสักหน่อยเถอะ”
เจ้าหน้าที่จูเห็นว่าทำความสะอาดมาค่อนข้างดี จึงแบ่งเป็นสองส่วนให้ภรรยากินด้วย
“อืม กรอบมาก อร่อย” ภรรยาของเจ้าหน้าที่จูกัดคำหนึ่งแล้วเอ่ยชมทันที “อาหารนี่อร่อย กินได้ทั้งแบบสุกและดิบ สะดวกยิ่งนัก”
เย่อวี๋หรานยิ้มและกล่าวว่า “หั่นเป็นชิ้น ๆ หั่นแล้วเอาไปทอด แล้วนำขึ้นโต๊ะอาหารก็ได้ หรือจะใส่ลงหม้อแล้วนึ่ง หรือทำเป็นโจ๊กกินกับข้าว ทำเป็นอาหารจานหลักก็ได้ ส่วนตัวข้าคิดว่าในกรณีที่อาหารไม่เพียงพอ การที่มีมันเทศก็สามารถบรรเทาความหิวได้ไม่เลว”
“ไม่ใช่แค่ไม่เลว แต่ดีมากเลยต่างหาก” ภรรยาของเจ้าหน้าที่ยกนิ้วโป้งขึ้นมา “จูต้าเหนียง ครั้งนี้เป็นผลงานครั้งใหญ่ของเจ้าจริง ๆ ถ้าคนในหมู่บ้านสกุลจูรู้จะต้องรู้สึกขอบคุณเจ้าอย่างแน่นอน”
ครานี้ต่างออกไปจากปกติ ก่อนหน้านี้สกุลจูยินดีที่จะร่วมทำธุรกิจกับทุกคน นั่นก็คือได้เงินทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครเอาเปรียบใคร
อย่างมากสกุลจูก็หารายได้ได้น้อยลงนิดหน่อย เพื่อให้ชาวบ้านได้รายได้มากขึ้นสักอีแปะ
แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็คิดว่า สกุลจูจะได้รับเงินมากมายแน่นอนหากยอมให้เงินสักหนึ่งอีแปะ