ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 330 ยืมเสบียง
บทที่ 330 ยืมเสบียง
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันได้เก็บเกี่ยวมันเทศ คนที่ต้องการจะยืมเสบียงของครอบครัวก็ทยอยเข้ามาหาก่อนเสียแล้ว
นอกจากหลิวซื่อแล้ว หลี่ซื่อและหลิ่วซื่อก็มาหานางทีละคน
แต่เมื่อเทียบกับหลี่ซื่อที่ช่างพูดช่างเจรจา หลิ่วซื่อแสดงออกได้เก้งก้างมากนัก อึก ๆ อัก ๆ อยู่เป็นนานก็ยังพูดไม่ออกว่าเป็นเรื่องราวใดกันแน่
สุดท้ายเย่อวี๋หรานเป็นฝ่ายโมโห จึงถามไปตรง ๆ ว่า “มายืมเสบียงใช่ไหม?”
“เจ้าค่ะ!” หลิ่วซื่อตอบรับเสียงแผ่ว ไม่กล้าสบตา
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งโมโห
ไม่ได้ทำเรื่องที่ไม่อาจพบผู้คนได้เสียหน่อย ต้องเป็นขนาดนี้เลยหรือ?
เห็นตนเป็นแม่เสือเฒ่า จะกินอีกฝ่ายลงท้องหรืออย่างไร?
“เรื่องนี้ค่อยเจรจากันทีหลัง ยืมเสบียงได้ แต่ยืมได้เพียงหน่อยเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังต้องเก็บเอาไว้สำหรับเพาะปลูกปีหน้า” เย่อวี๋หรานค่อนข้างตรงไปตรงมา ไม่ได้อ้อมค้อมมากนัก กลัวว่าอีกฝ่ายจะฟังไม่เข้าใจ นางจึงกล่าวว่า “ถ้าบ้านเจ้าอยากปลูกด้วยกันในปีหน้าก็ยืมให้น้อยหน่อย อดทนจนถึงปีหน้า บ้านพวกเจ้าอยากกินเท่าไหร่ก็ปลูกกันเอง ไม่มีใครห้าม”
หลิ่วซื่อสัมผัสได้ว่าแม่สามีโมโห แต่กลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่สามีจึงมีโทสะ นางได้แต่ขานรับอย่างทื่อ ๆ เสร็จแล้วก็จากไปไวราวกับวิ่งหนี
นางคิดว่าสาเหตุที่แม่สามีมีโทสะคงเป็นเพราะนาง ‘ยืมเสบียง’
เย่อวี๋หราน “…”
ถ้าเจ้ามีความมั่นใจสักหน่อย กล่าวออกมาอย่างชัดเจน ข้ายังจะต้องโมโหแบบนี้หรือ?
หลี่ซื่อไม่ได้กลัวเย่อวี๋หรานถึงเพียงนั้น ตอนที่นางเข้ามา ในมือยังประคองถ้วยใส่ผลไม้ป่ามาด้วยใบหนึ่ง ฟังว่าเป็นของที่แม่เฒ่าสักคนที่มาแลกของด้วยนำมายัดใส่มือนาง
“ท่านแม่ ท่านลองชิมดูสิเจ้าคะ ผลไม้นี่หวานมากเลย ข้าวางทิ้งไว้ในบ่อน้ำให้เย็นฉ่ำ เหมาะจะกินในวันอากาศร้อนแบบนี้ยิ่งนัก”
เย่อวี๋หรานมองท่าทางประจบเอาใจอย่างกระตือรือร้นของอีกฝ่ายแล้วก็เลิกคิ้ว “มาทำดีด้วยโดยไร้สาเหตุ หากไม่ใช่คนชั่วก็ต้องเป็นโจรร้าย ว่ามาเถอะ เรื่องอะไร?”
“แหะ ๆ…ท่านแม่ก็ยังเป็นท่านแม่ ข้าคิดจะทำอะไรท่านแม่ก็รู้ทันไปเสียหมด” หลี่ซื่อประจบไปเล็กน้อย จากนั้นจึงบอกสาเหตุที่ตนเองมาหา “ท่านแม่ ตอนนี้ยังห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวอีกสักพัก บ้านเดิมข้าไม่มีเสบียงแล้ว ได้แต่กินโจ๊กเปล่า ข้าเห็นว่าที่เรือนใกล้จะเก็บเกี่ยวมันเทศกันแล้ว จะต้องเก็บได้มากแน่นอน จึงคิดว่าท่านแม่จะสามารถปันมันเทศให้บ้านเดิมของข้าสักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”
“เจ้าก็อยากยืมเสบียง?”
“อยากสิเจ้าคะ ถ้าสามารถกินอิ่มได้ ใครจะอยากหิวโหย?” หลี่ซื่อกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ปกติเจ้าก็ช่วยบ้านเดิมบ่อย ๆ นี่นา?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ปกติข้าลืมตาข้าหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง ตอนนี้มันเทศยังอยู่ในแปลง ยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยว เจ้าก็เริ่มหมายตามันเทศเสียแล้ว นี่จะเร็วไปหน่อยไหม?”
“ข้าถึงได้มาบอกท่านแม่ล่วงหน้าอย่างไรเจ้าคะ กลัวว่าท่านแม่จะลืมบ้านเดิมของข้านี่นา ท่านแม่ ปกติถึงข้าจะช่วยเหลือบ้านเดิม แต่ช่วงเวลานี้ทุกคนล้วนลำบากกันทั้งนั้น การค้าไม่ง่าย ทำเงินได้ไม่เท่าไหร่ จะเอาของที่ไหนมาจุนเจือครอบครัว? ข้าเองก็จนใจจริง ๆ ถึงได้มาพูดกับท่านแม่ ไม่อย่างนั้น ข้าจะกล้าพูดเรื่องนี้กับท่านแม่หรือเจ้าคะ?”
“หยุดเลย ข้ายังจะไม่รู้ทันความคิดเจ้าเล่ห์ของเจ้าอีกรึ? คงเห็นว่ามีผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า กอบโกยหน่อยก็ไม่เสียหายละสิ” เย่อวี๋หรานไม่เชื่อเด็ดขาดว่าบ้านเดิมของหลี่ซื่อจะขาดแคลนเสบียงถึงขั้นนั้น
ในบรรดาลูกสะใภ้ นอกจากจางเยียนที่ถูกปลดไป ครอบครัวหลี่ซื่อมีฐานะดีที่สุดแล้ว
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อเพิ่งมาพูดเรื่องนี้ จะมาถึงรอบหลี่ซื่อเร็วปานนั้นได้อย่างไร?
แต่หลี่ซื่อผู้นี้มีสายตาเฉียบแหลม ครั้นเห็นสะใภ้สองคนมาหาแม่สามี หลี่ซื่อใคร่ครวญเล็กน้อยก็พอจะเดาออกว่าเป็นเรื่องใด
สุดท้าย นางจึงมาปรากฏกายตรงนี้
“แหะแหะ! ท่านแม่ ไม่ใช่สักหน่อย” หลี่ซื่อยิ้มแย้ม ไม่อยากยอมรับ
เย่อวี๋หรานไม่ได้คาดคั้น ระหว่างมื้อค่ำวันเดียวกัน นางประกาศเรื่องการเก็บเกี่ยวมันเทศในแปลงเพาะปลูกให้ทุกคนทราบ
เดิมทีนางตั้งใจว่าจะรออีกสักพักค่อยเก็บเกี่ยว มันเทศจะได้โตกว่านี้ มีขนาดใหญ่กว่าเดิม สามารถเก็บเกี่ยวได้มากขึ้น แต่ได้ยินว่าสถานการณ์ในหมู่บ้านไม่ใคร่ดีเท่าใดนัก คนมากมายเริ่มกินโจ๊กกันแล้ว ถ้าเก็บเกี่ยวช้า เกรงว่าจะมีคนคิดตุกติกกับมันเทศของครอบครัว
“เรื่องนั้นแน่นอนทีเดียว” จูซื่อได้ยินเช่นนั้นก็พูดขึ้น “ปกติในช่วงเวลานี้ ทุกคนก็เริ่มประหยัดเสบียงอาหารกันแล้ว ยังห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวอีกสักพัก ต้องเหลืออาหารไว้สำหรับช่วงเก็บเกี่ยว ถึงตอนนั้นถ้ากินไม่อิ่ม จะเอาแรงที่ไหนมาทำงาน? ไม่มีแรงเกี่ยวข้าว แล้วคนในครอบครัวจะเอาอะไรกิน?”
“ท่านแม่ ไม่อย่างนั้น พวกเราไปเฝ้าที่แปลงเพาะปลูกดีไหมขอรับ?” จูต้าเสนอ “ในเมื่อยังโตได้อีก ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วแบบนี้ก็น่าเสียดายแย่?”
“ข้าคิดว่าไม่ได้” จูอู่ส่ายหน้า “แปลงปลูกมันเทศของครอบครัวเราค่อนข้างกว้าง ต่อให้แบ่งกันเฝ้าคราวละสองคน คนละฝั่ง พอฟ้ามืดก็ไม่เห็นอะไรแล้ว ไม่แน่ว่าจะเฝ้าได้ตลอดเวลา คนหิวจนหน้ามืดแล้วก็สามารถทำได้ทุกอย่าง”
“ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง? ยังห่างจากช่วงเก็บเกี่ยวอีกสักพัก ในมือทุกคนจะต้องมีเสบียงอยู่แน่นอน” จูต้าคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้
คนในหมู่บ้านมีคนโง่ด้วยหรือ?
ทุกครัวเรือนล้วนกินโจ๊กเปล่า แต่พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวก็ยังได้กินข้าวสารอาหารแห้งนี่นา?
อีกอย่าง ด้วยชื่อเสียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ของมารดา ผู้ใดยังจะกล้ามาขโมยมันเทศของครอบครัวเขา?
“พี่ใหญ่ ท่านลืมเรื่องข้าวสาลีฤดูหนาวคราวก่อนไปแล้วหรือ?” จูอู่เตือนความจำ “โชคดีที่พวกเราจับเจี่ยงโหย่วเซิงเอาไว้ได้ ถ้าจับไม่ได้ ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นอย่างไร? ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิจนถึงตอนนี้ มีคนตั้งมากที่อิจฉาพวกเรา เดี๋ยวก็ข้าวสาลีฤดูหนาว เดี๋ยวก็สร้างเรือนใหม่ ตอนนี้ยังจะมาเก็บเกี่ยวมันเทศ…เรื่องนี้ พูดยาก!”
ขณะที่ลูกชายกับลูกสะใภ้กำลังถกเถียงกัน จูเหล่าโถวกลับไม่ส่งเสียงสักคำ
เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวมันเทศได้เร็วขนาดนี้
ตอนเริ่มปลูกกันช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ เย่อวี๋หรานเคยพูดไว้ก็จริง บอกว่ามันเทศจะได้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูใบไม้ร่วง แต่ตอนนั้นเขานึกว่านางคุยโวจึงไม่เก็บมาใส่ใจ
แต่วันนี้พอทำงานเสร็จกลับเรือนมา บนโต๊ะตรงหน้าทุกคนก็คือมันเทศที่นึ่งสุกแล้ว
หัวใหญ่หน่อยก็ได้คนละหัว หัวเล็กหน่อยก็ได้คนละสองหัว
ถ้าไม่พอดีก็หั่นเป็นชิ้น ๆ หรือเอาส่วนที่ใหญ่ที่สุดให้จูเหล่าโถวและเย่อวี๋หราน
ประกอบกับน้ำแกงผัก ผัดผัก น้ำพริกกากเต้าหู้ ทุกคนได้ปลาแห้งคนละชิ้น อาหารมื้อนี้ในเชิงเขาไท่ตังนับว่าดีมากแล้ว
เขากินอาหารเหล่านั้นก็นึกถึงโจ๊กที่ใสจนเห็นก้นถ้วยที่ได้กินจากเรือนแม่ม่ายฉิน ฟังว่าเหลือให้เขาโดยเฉพาะ เขาพลันรู้สึกแย่ขึ้นมา
ผู้อื่นได้กินโจ๊กใสขนาดนั้น ครอบครัวพวกเขากลับได้กินดีขนาดนี้ จะเกินไปหน่อยหรือไม่?
เขาควรปรึกษาเย่อวี๋หรานเรื่องแบ่งเสบียงให้แม่ม่ายฉินยืมสักหน่อยดีไหมนะ?
แต่จูเหล่าโถวไม่ทราบว่าควรเอ่ยปากอย่างไรดี
เขาคิดว่าตนเองบริสุทธิ์ใจ เขากับแม่ม่ายฉินไม่มีอะไรทั้งนั้น ก็แค่นั่งสนทนาด้วยกัน ช่วยนางทำงาน
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งกับแม่ม่ายผู้หนึ่ง เขากลัวว่าพอตนเองออกปาก ปัญหาก็อาจตามมา
“ท่านพ่อ ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
เมื่อจูต้าพบว่าตนเองจับมือกับจูเอ้อร์แล้วก็ยังพูดสู้คนอื่นไม่ได้ ปฏิกิริยาแรกก็คือหันไปหาจูเหล่าโถว ให้ผู้เป็นพ่อมาเป็นพันธมิตรด้วย
ทำอย่างไรได้ ใครให้พวกเขามีคนน้อย แค่เขากับจูเอ้อร์สองคน คนอื่น ๆ กลับมีความเห็นตรงข้ามกับพวกเขา ต้องการจะเก็บเกี่ยวมันเทศทั้งหมดในคราวเดียว
“หา?” จูเหล่าโถวได้สติคืนมา ไม่รู้เลยว่าคนอื่นพูดอะไรกันอยู่ ออกจะสับสนงงงวย
“ท่านพ่อ ท่านใจลอยอะไรตอนนี้ พวกเรากำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่นะ” จูต้าไม่ใคร่จะพอใจ “ท่านว่ามาเถอะ ตกลงท่านจะอยู่ฝ่ายข้ากับน้องรอง หรืออยู่ฝ่ายน้องสี่กับน้องห้า?”