ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 333 พวกเจ้าอยากปลูกด้วยกันหรือไม่?
บทที่ 333 พวกเจ้าอยากปลูกด้วยกันหรือไม่?
มีเสียงสนทนาระลอกหนึ่งเกิดขึ้น
“จริงหรือ?!”
“มันเทศฤดูหนาว ปลูกหลังช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงหรือ? ในโลกนี้มีเรื่องดี ๆ ขนาดนี้ด้วยหรือ?”
“จูต้าเหนียงเป็นคนใจกว้างเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ทำไมข้ารู้สึกอย่างกับฝันไปเลยเล่า?”
“ขนมเปี๊ยะตกลงมาจากฟ้า[1]?”
……
บ้างก็ประหลาดใจ บ้างก็ดีใจ มีทั้งคนที่เชื่อและคนที่สงสัย
เย่อวี๋หรานรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อนาง นางก็ไม่ได้รีบร้อนปล่อยให้พวกเขาพูดคุยกัน
รอจนพวกเขาคุยกันจบแล้วก็ถึงตานางบ้าง
จูจยากลับไม่ได้มีความสงสัย เขาคบค้าสมาคมกับคนอยู่ คิดว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยโวลอย ๆ
เขาถามขึ้นมาว่า “การเก็บเกี่ยวมันเทศในฤดูหนาวแย่กว่าการเก็บเกี่ยวมันเทศในฤดูใบไม้ผลิมากแค่ไหนหรือ?”
เย่อวี๋หรานไม่แปลกใจที่เขาถาม นางกล่าวว่า “ไม่แน่นอน ถ้าเป็นครอบครัวข้าปลูก ผลผลิตจะลดลงเกือบสามในสิบส่วน แต่กับคนอื่นข้าไม่กล้าประเมิน”
ครั้นนางพูดออกไป การสนทนาก็ค่อย ๆ เงียบลง และพวกเขาก็เริ่มฟังนาง
จูซื่อ จูอู่ หลิ่วซื่อ และหลิวซื่อที่กำลังทำงานเห็นเข้าก็ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อย
ในใจลึก ๆ พวกเขาก็ถึงขนาดรู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง ดูสิ นี่คือท่านแม่ของพวกข้า ร้ายกาจยิ่งนัก!
“สามในสิบหรือ?” จูจยาหันกลับไปมองการเก็บเกี่ยวของสกุลจู หนึ่งต้นมีห้าถึงหกหัว มีมากกว่าเก้าสิบต้น แม้จะลดลงสักสามในสิบก็ยังมีห้าถึงหกหัวโดยเฉลี่ยใช่หรือไม่?
การเก็บเกี่ยวเช่นนี้คุ้มค่ากว่าการปลูกข้าวเปลือกมากนัก
เขาแทบจะไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “ได้ ข้าจะปลูกกับเจ้า”
“เช่นนั้นก็ได้ อาจูจยาไปสมัครกับเจ้าหน้าที่ทางการ เจ้าหน้าที่จะจัดทำรายชื่อทีหลัง แล้วมาบอกข้า ถึงครานั้นครอบครัวข้าจะเตรียมต้นกล้าของมันเทศเอาไว้ให้”
หลังจากได้ยิน คนอื่น ๆ ก็รีบพากันพูดบ้าง “จูต้าเหนียง ข้าก็อยากปลูกด้วย”
“จูต้าเหนียง ข้าขอปลูกกับเจ้าด้วยได้หรือไม่?”
“ใช่แล้วจูต้าเหนียง พวกเราก็อยากปลูกด้วย”
……
เย่อวี๋หรานตอบรับพวกเขาทั้งหมด ให้พวกเขาไปสมัครกับเจ้าหน้าที่ทางการ จะเพาะปลูกอย่างไร หรือจัดการอย่างไร เจ้าหน้าที่ทางการจะแจ้งให้ทราบ แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่น่าฟังอยู่บ้าง ซึ่งนางต้องพูดเสียก่อน
ตัวอย่างเช่น พวกเขาลองปลูกมันเทศเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะมีกรณีที่ประสบความสำเร็จอยู่เบื้องหน้าพวกเขา แต่เรื่องการเพาะปลูกนี้ไม่ว่าใครก็พูดได้ยาก
ทุกคนล้วนแต่พึ่งสวรรค์เรื่องปากท้อง[2] บางคราหากสวรรค์ไม่เมตตานางก็จนปัญญา
ดังนั้นครั้งนี้นางจึงไม่ได้วางแผนที่จะนำมันเทศมาให้ทุกคนมากนัก หนึ่งเพราะไม่มีประสบการณ์ สองเพราะเกรงว่ามันเทศจะไม่พอ
“การรับสมัคร หลัก ๆ คือเพื่อดูว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่ ถึงคราที่ต้องคำนวณก็จะสามารถเตรียมต้นกล้าไว้ให้พอ โดยทุกคนจะได้ปลูกมันเท่า ๆ กัน”
“ปีแรกมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่สำหรับเตรียมการเพาะปลูกมันเทศช่วงฤดูใบไม้ผลิในปีที่สอง”
“ทุกคนฝึกฝนครั้งเดียว เหลือเมล็ดมันเทศมากพอสมควร เมื่อถึงเวลาก็สามารถปลูกได้มากเท่าที่ต้องการ แค่ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการก็เรียบร้อยแล้ว”
เย่อวี๋หรานไม่กล้าพูดออกไปทั้งหมด บอกว่าหากมีประสบการณ์และเมล็ดมันเทศเพียงพอก็สามารถปลูกได้อย่างเต็มที่
ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน มันเทศจัดอยู่ใน ‘ธัญพืช’ ซึ่งเป็นอาหารเสริม หากผู้คนในหมู่บ้านสกุลจูเห็นว่าการเก็บเกี่ยวมันเทศได้ผลลัพธ์ที่ดี พวกเขาจะเลิกปลูกข้าวเปลือกแล้วมาปลูกมันเทศกันแทน แล้วจะเกิดปัญหาหรือไม่?
ในจุดนี้นางก็ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสไปแล้ว “มันเทศเป็นเพียงอาหารเสริมของข้าวสาร จะปลูกมันเทศก็ย่อมได้ แต่ไม่สามารถเอามาแทนที่ข้าวได้ ไม่เช่นนั้นข้าเกรงว่าคงเกิดเรื่องขึ้น”
ไม่กี่วันต่อมา เรื่องการเก็บเกี่ยวมันเทศของบ้านจูเหล่าโถวก็แพร่กระจายไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เชิงเขาไท่ตัง
มาเยี่ยมญาติหรือแวะไปบ้านคนอื่น ก็จะได้ข่าวของคนไปทั่ว
“ตกลงว่ามันเทศนี่มันคืออะไร? ทำให้อิ่มท้องได้จริงหรือ?”
“จริงหรือ? ไม่ได้โกหกใช่หรือไม่?”
“ไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ ต้องเป็นการหลอกคนเป็นแน่”
……
มีทั้งคนที่เชื่อและคนที่ไม่เชื่อ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ และเย่อวี๋หรานก็หาได้ใส่ใจไม่
นางยุ่งอยู่กับการสั่งให้พวกลูกชายมาขุดห้องใต้ดินตลอดช่วงสองสามวันมานี้ แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่ถูกใช้จนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ร่วง แต่ช่วงนั้นจะต้องเก็บเกี่ยว นางเกรงว่าพวกเขาจะยุ่งเกินไปจึงเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า
ส่วนมันเทศที่เพิ่งขุดใหม่ ๆ นางก็ล้วนให้พวกเขาเอาไปที่เรือนใหม่
ถึงอย่างไรเรือนใหม่ก็อากาศถ่ายเทมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำความสะอาดสักหน่อยนางก็สามารถเข้าไปอยู่ที่นั่นได้แล้ว
นางที่เป็นหญิงเฒ่าคนหนึ่งถูกพาไปอยู่กับเด็กล้วนไม่ปลอดภัย จึงสร้างห้องสองห้องไว้เป็นพิเศษสำหรับจูเหล่าโถวและพวกลูกชาย โดยจะผลัดกันมาอาศัยที่นี่
เดิมทีจะใช้เรือนที่มีอยู่แล้วเป็นห้องเก็บของจะสะดวกกว่า แต่ในบ้านมีหลายคน เมื่อถึงคราที่อากาศเย็นลง แน่นอนว่าต้องมีคนมาอาศัยอยู่ จึงทำได้เพียงขุดห้องใต้ดิน
การขุดห้องใต้ดินนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ต้องเลือกสถานที่ที่ดินสูงสักหน่อยและดินแข็ง ขุดลงไปประมาณ 5-6 หมี่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 หมี่
รอจนหลังจากเริ่มต้นฤดูหนาวต้นเดือนสิบเอ็ด เมื่อความชื้นลดลงถึง 14-15 องศา ก็จะสามารถเก็บมันเทศไว้ในห้องใต้ดินได้ ก่อนเข้าห้องใต้ดิน ยังจำเป็นต้องทาผนังห้องใต้ดินด้วยปูนขาว โรยปูนขาวและกำมะถันเป็นเวลาสองวันก่อน
และการขุดห้องใต้ดินขนาดใหญ่นั้นไม่อาจเก็บของให้เต็มได้ ทำได้เพียงเก็บของเจ็ดในสิบของห้องใต้ดินเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้
ตอนนี้อุณหภูมิสูง เมื่อมันเทศได้รับความชื้นจะแตกกิ่งได้ง่าย หลังจากเก็บมาแล้ว เย่อวี๋หรานก็จะให้พวกเขาเอามันไปวางไว้ข้างนอกก่อนเพื่อตากแดดเกือบทั้งวัน
หลังตากแดดเรียบร้อยแล้วก็จะเอากลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
ห้องที่ใช้เก็บมันเทศโดยเฉพาะจะได้รับการจัดระเบียบสักหน่อย นำฟางข้าวมารองใต้เชิงกำแพง จากนั้นค่อยวางกระดานไม้ไว้
จัดวางมันเทศอย่างระมัดระวัง อย่าให้หัก วางมันเทศไว้บนกระดานไม้ทีละหัว
หลังจากเสร็จเรียบร้อยก็ต้องคลุมไว้เพื่อป้องกันความชื้น
ถ้ามันเทศได้รับความเสียหาย เช่นนั้นก็จะไม่เก็บเข้ามา จะเอาไปตากข้างนอกต่อ
โดยเฉพาะหัวมันเทศที่เสียหายตอนถูกจอบขุดขึ้นมาระหว่างเก็บเกี่ยว นอกจากกินทันทีไปจนถึงแจกให้คนอื่นแล้ว ส่วนที่เหลือก็หั่นเป็นชิ้นแล้วเอาไปตากแดดให้แห้ง
การตากมันเทศนั้น สำหรับหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ หลินซื่อ และคนอื่น ๆ พูดไปแล้วก็เป็นวิธีที่คุ้นเคย ทั้งหมดจึงไม่จำเป็นที่เย่อวี๋หรานจะต้องมาจับตามองว่าต้องทำอย่างไรบ้าง
เห็นพวกนางกระตือรือร้นในการทำงาน เย่อวี๋หรานจึงพูดอย่างตรงไปตรงมา “ทำงานในบ้านเสร็จแล้ว พวกเจ้าก็หิ้วตะกร้ามันเทศกลับไปเยี่ยมบ้านเก่าพวกเจ้าดู ลองถามบ้านเก่าพวกเจ้าว่าต้องการมันเทศฤดูหนาวหรือไม่ ถ้าต้องการก็ให้เจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเขามาหาเจ้าหน้าที่ทางการ และผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเราเพื่อพูดคุยกันเพื่อแจ้งเรื่องนี้ล่วงหน้า”
“บอกไปว่ามันเทศฤดูหนาว ที่จริงควรจะเรียกว่ามันเทศฤดูใบไม้ร่วงหรือมันเทศต้นฤดูหนาว เดือนสิงหาคมก็เริ่มเพาะปลูกต้นกล้าได้แล้ว”
“เมื่อการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลง ถึงครานั้นยังต้องพรวนดินอีกครั้ง หลังจากเสร็จงานนี้ก็จะปลูกมันเทศฤดูหนาวต่อ”
“ต้องตกลงกันล่วงหน้าให้ดีว่าปริมาณมีไม่มากนัก หนึ่งครอบครัวมีแค่เพียงเล็กน้อย แต่หลังจากปลูกแล้ว ปีหน้าจะมีการคัดเก็บเมล็ดพันธุ์ของบ้านตัวเองออกมา”
……
แม่หลินเสียชีวิตไปแล้ว พ่อหลินก็ยังอยู่ในคุก บ้านเก่าของนางจึงเหลือแค่แม่เฒ่าหลินเท่านั้น
หลินซื่อยังจำเรื่องที่แม่เฒ่าหลินต้องการขายน้องสาวทั้งสองคนของนางในยามนั้นได้ เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็พูดตามตรง “ท่านแม่ ทางข้าไม่ต้องการเจ้าค่ะ ข้าไม่มีบ้านเก่าแล้ว”
“ไม่คิดจะไปจริงหรือ?” เย่อวี๋หรานยังโน้มน้าวต่อ “ศัตรูสร้างง่ายแต่แก้ยาก ถึงอย่างไรก็ยังเป็นย่ากับหลาน ความสัมพันธ์ทางสายเลือดนี้ไม่ใช่คิดอยากตัดขาดก็ตัดขาดได้”
“ท่านแม่…” หลินซื่อพูด “ท่านมักจะบอกว่าข้าเป็นคนใจอ่อน ชอบช่วยเหลือพี่ใหญ่ของข้าไม่คิดว่าท่านแม่มีส่วนไหนผิด แต่ย่าของข้าเป็นคนเช่นไร ข้าจะไม่รู้เชียวหรือเจ้าคะ? ตอนนี้ท่านจะให้ข้าไปหานางในฐานะญาติ เช่นนั้นไม่ใช่ว่าข้าโง่หรือเจ้าคะ?”
นึกถึงเรื่องในปีนั้น ในใจของนางก็รู้สึกไม่ยินยอม
หากย่าของนางไม่ทำเกินไป กดดันให้พ่อแม่นางมีลูกชาย ต้องการลูกชาย พ่อของนางจะพลั้งมือหนักกับแม่ของนางถึงเพียงนั้นหรือ?
แม้ว่าพ่อของนางจะเสียใจในภายหลัง สารภาพผิดและเข้าคุกไปแล้ว ทั้งยังขอร้องแม่เฒ่าหลินไม่ให้เปิดเผยเรื่องนี้ ถือว่าให้ทางรอดสำหรับนางและน้องสาวทั้งสองคนของนาง แต่ทั้งชีวิตนี้นางก็ไม่อาจให้อภัยเรื่องที่พ่อของนางทำได้
[1] ขนมเปี๊ยะตกลงมาจากฟ้า หมายถึง ไม่ได้ลงแรงทำอะไรแต่กลับได้รับสิ่งดี ๆ
[2] พึ่งสวรรค์เรื่องปากท้อง หมายถึง ทำเกษตรโดยหวังพึ่งสวรรค์เมตตา หวังให้สภาพอากาศดี