ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 387 อยู่ดีกินดี
บทที่ 387 อยู่ดีกินดี
ครั้นนึกถึงแม่ม่ายฉิน จูเหล่าโถวก็ทราบว่าเขาไม่ได้ไปหานางมาสักพักแล้ว
ทำอย่างไรได้ คนในเรือนจับตามองอย่างเข้มงวด เขาอยากไปช่วยก็จนปัญญา
แม่ม่ายฉินยังเคยมาหาเขา แต่เห็นว่าข้างกายเขามีคนอยู่ด้วยก็ไม่พูดอะไร เพียงทักทายถามไถ่เรื่องทั่วไปแล้วก็จากไป
นางจากไปแล้ว แต่ลูกชายของเขายังอยู่ สายตาของจูซื่อและจูอู่ที่มองมายังเขานั้นกล่าวได้ว่าเชือดเฉือนจิตใจยิ่งนัก
มารดามันเถอะ เขาดูเหมือนคนกินไม่เลือก ลุ่มหลงมัวเมานารีนักหรือ?
จูซื่อและจูอู่คิดในใจ ‘ท่านพ่อ ท่านยังพูดว่าไม่มีอะไรอีก คนเขามาหาถึงเรือนแล้ว’
จูเหล่าโถวไม่รู้ว่าจะตอบกลับคนข้างกายอย่างไร ได้แต่ตอบรับส่ง ๆ ไปไม่กี่คำ กล่าวอำลาทุกคน แล้วจากไปพร้อมกับจูอู่
จูหย่งหนิงมองเงาหลังของสองพ่อลูก ความรู้สึกในจิตใจนั้นสุดจะพรรณนาได้
เฮ้อ…ล้วนมีเมียเหมือนกัน เหตุใดจึงต่างกันปานนี้?
เมื่อครั้งยังสาว หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์และภรรยาเขาแต่งเข้าหมู่บ้านสกุลจูมาพร้อมกัน ทั้งคู่ยังกลายเป็น ‘สหายสนิท’ ทำอะไรก็มักจะทำด้วยกัน
ตอนนั้นความแตกต่างยังไม่มากนัก ทั้งคู่งดงามเยาว์วัยดุจเดียวกัน แต่เพราะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีนิสัยดุดันกว่า สายตาของทุกคนจึงไปตกอยู่บนร่างหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ไม่ว่าใครต่างก็เห็นใจจูเหล่าโถว
พูดกันว่าเขาไม่รู้จักเสพสุขที่มี ดันไปคว้า ‘ภรรยาต่างถิ่น’ มาเสียได้ แถมยังดุร้ายปานนี้ ตอนนี้ถูกรังแกแล้วเห็นหรือไม่?
แน่นอนว่าย่อมมีคนเห็นว่าภรรยาที่เขาหามาได้นั้นรูปโฉมงดงาม ในใจลอบอิจฉาก็ยิ่งนึกยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น
จูหย่งหนิงเคยคิดเช่นนี้มาก่อนหรือไม่?
ย่อมเคยอยู่แล้ว
แต่งงานพร้อมกันย่อมมีการนำมาเปรียบเทียบเป็นธรรมดา ทว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ดุร้ายเกินไปจึงโดดเด่นล้ำหน้าหญิงปากสว่าง ยังมีคนมาตบบ่าเขา ปลอบใจว่า “หย่งหนิงเอ๊ย โชคดีที่เจ้าแต่งหญิงปากสว่าง ถ้าเปลี่ยนเป็นเมียของจูฮ่าวชี่คงต้องหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด”
ใช่สิ เมียจูฮ่าวชี่ดุร้ายปานนั้น เป็นใครก็คงรับมือไม่ไหว
เขาเองก็คิดเช่นนี้
แต่ว่าหลายปีที่ผ่านมา…
เฮ้อ…จูหย่งหนิงมองเรือนที่เพิ่งสร้างใหม่ของผู้อื่น แล้วมองภรรยาที่ถูกตนเองส่งเข้าห้องเก็บฟืน ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่า ตอนนั้นไม่สู้แต่งกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ ดุร้ายก็จริง แต่นางทำให้ครอบครัวรุ่งเรืองนี่นา ไม่เหมือนหญิงปากสว่าง ดื้อรั้นผิดที่ผิดทางก็ช่างเถอะ ยังจะมาล้างผลาญครอบครัวอีก
อีกด้านหนึ่ง ชีวิตของจูเหล่าโถวนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ดีงามอย่างที่ใคร ๆ คิด
ท่ามกลางแสงราตรี เขาตีหน้าเย็นชา เห็นจูอู่ขัดหูขัดตามากขึ้นทุกที
เขาคิดว่ามีลูกชายหลายคนก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องดีตรงไหน โดยเฉพาะลูกชายพวกนี้ จะคนไหนก็มีจิตใจฝักใฝ่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
“เจ้ามาทำไม?” จูเหล่าโถวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
แม้ตอนกลางคืนจะมองเห็นได้ไม่ค่อยชัด แต่จูอู่เงยหน้าขึ้นมา จะมากน้อยก็พอมองเห็นสีหน้าของบิดาตนเอง
ครั้นเห็นท่าทางไม่พอใจของเขา จูอู่ก็พอจะรู้สาเหตุ เขากล่าวว่า “เห็นว่าฟ้ามืดแล้ว กลัวว่าท่านพ่อกลับเรือนคนเดียวจะไม่ปลอดภัยจึงมารับท่านขอรับ ท่านพ่อ เมื่อครู่นี้คนอื่นยังอิจฉาท่านพ่ออยู่เลยไม่ใช่หรือ? พวกเขายังชมว่าข้ากตัญญู ข้าได้ยินอยู่นะ แหะ ๆๆๆ…”
เขาหัวเราะน้อย ๆ แสดงออกว่าการที่เขามาไม่ได้ทำให้บิดาขายหน้า แต่ทำให้บิดาเขามีหน้ามีตาต่างหาก
ดังนั้น คนบางคนไม่จำเป็นต้องขุ่นเคืองเช่นนี้ก็ได้
“สาเหตุเบื้องหลังคืออะไร คิดว่าพ่อเจ้าไม่รู้งั้นหรือ?” จูเหล่าโถวกล่าวอย่างกรุ่นโกรธ “เจ้าก็ฟังแต่แม่เจ้านั่นแหละ ข้าเป็นพ่อเจ้านะ ทำไมเจ้าไม่เชื่อฟังข้าบ้าง?”
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า จูเหล่าโถวรู้สึกว่าจูต้าและจูเอ้อร์ก็หาได้เรียกใช้งานง่ายเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
บอกให้ทำอะไร พวกเขาก็มักจะตอบกลับมาว่า “ท่านพ่อ ท่านบอกท่านแม่หรือยังขอรับ?”
ถุย! เขาเป็นผู้ชายนะ เป็นหัวหน้าครอบครัว ยังต้องมาปรึกษาเรื่องการเพาะปลูกกับผู้หญิงคนหนึ่งอีกหรือ?
“ข้าเคยไม่เชื่อฟังท่านพ่อด้วยหรือ?” จูอู่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องด้วยสีหน้างุนงง “ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป อยู่ดี ๆ ก็โมโหเช่นนี้ ใครทำให้ท่านโกรธหรือ?”
“นอกจากเจ้าเด็กหน้าเหม็นอย่างเจ้าแล้วยังจะมีใครอีก?”
“ข้าไปทำให้ท่านโกรธได้อย่างไร?”
“เจ้ารู้อยู่แก่ใจ”
“ข้าไม่รู้”
……
จูเหล่าโถวข่มโทสะมาตลอดทาง แทบอยากทุบตีลูกคนนี้สักหลายยก
หากน่าเสียดาย ลงมือไหวหรือไม่คือเรื่องหนึ่ง ตีถูกตัวคนหรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหา
จูอู่มีไหวพริบตั้งแต่เล็ก ต่างจากจูต้าและจูเอ้อร์ที่ถูกตีแล้วก็ยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ไหนแต่ไรมาเพียงได้ยินเสียงลมพัดก็หนีไปอย่างคล่องแคล่วว่องไว “ช่วยด้วย ท่านพ่อตีคนแล้ว!”
จูเหล่าโถวยังตีไม่ถูกคน คนทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดแล้วว่าเขาตีลูกชายคนที่ห้าของตัวเอง
จูเหล่าโถว “…”
ยังตีไม่โดนตัวก็ต้องถูกคนประณามเช่นนี้ เขาจะเสียเปรียบเกินไปแล้วกระมัง?
เมื่อกลับถึงเรือน เขาก็ชักสีหน้าใส่เย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว ทว่าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ยังนึกว่าตาเฒ่าผู้นี้ไม่พอใจที่นางปรับเงินจูหย่งหนิงเสียอีก
ตาเฒ่าก็แค่อึดอัดใจ เขารักหน้าตาเป็นชีวิตจิตใจแต่ไร้ความสามารถ ไม่พอใจก็ไม่กล้าพูด
จูอู่เดินเข้ามาหา กระซิบกระซาบเล่าความให้เย่อวี๋หรานฟัง
เย่อวี๋หรานพยักหน้า บอกให้เขาไปพักผ่อนเสียตั้งแต่หัวค่ำ
วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่มีงานยุ่งอีกวัน
รับประทานอาหารเช้าเสร็จ เย่อวี๋หรานก็สั่งการให้พวกลูกชายขนโม่หินออกมา แล้วพาเหล่าลูกสะใภ้โม่แป้งมันเทศ
ก่อนหน้านี้อากาศดี นำมันเทศออกมาตากแห้งได้ไม่น้อย วันนี้มีเวลาว่างพอดีจึงนำมันเทศตากแห้งออกมาบดเป็นผง
งานชิ้นนี้สำหรับลูกสะใภ้สกุลจูไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ปีที่ผ่านมา พวกนางก็เคยทำมาแล้ว
เนื่องจากผลผลิตไม่มาก แป้งมันเทศที่โม่ออกมาได้จึงยังมีไม่มากนัก แม่สามีสอนให้พวกนางเติมแป้งมันเทศลงไปเล็กน้อยระหว่างทำแป้งกรอบหรือผัดผักเพื่อปรุงแต่งรสชาติ
โม่หินยังเป็นโม่หินอันเก่า ใช้งานยากยิ่งนัก พวกผู้หญิงหมุนเวียนกันทำ โม่แป้งจนเหงื่อท่วมศีรษะ แต่ก็ยังนำมันเทศตากแห้งมาโม่แป้งได้ไม่หมด
แต่เมื่อเห็นว่าในถุงมีแป้งสีขาวเพิ่มมากขึ้นทุกที พวกนางก็พอใจยิ่งแล้ว
ถุงกระสอบเต็มมากขึ้นทุกทีหมายความว่าอย่างไร?
ก็หมายความว่ามีแป้งมันเทศปริมาณมากอย่างไรเล่า
แม้ว่าแป้งมันเทศจะทำแป้งกรอบออกมาได้ไม่ค่อยเหมือนกับการใช้แป้งข้าวเจ้า แต่ก็สามารถนำมาทำแป้งกรอบได้ดุจเดียวกัน ทำให้ท้องอิ่มได้เหมือนกัน
“ท่านแม่ ท่านดูสิเจ้าคะ แป้งมันเทศเยอะแยะเช่นนี้ จะเก็บไว้กินได้นานเท่าไหร่กันนะ” หลี่ซื่อปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางมองไปยังถุงกระสอบแล้วกล่าวขึ้นด้วยความยินดี
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็มีสีหน้าเบิกบานเช่นกัน “กินได้นานเท่าไหร่ก็เท่านั้น ปีที่แล้วมีแป้งมันเทศน้อย ไม่กล้าเอาออกมาทำอาหารเท่าไหร่ ปีนี้มีมากเช่นนี้ ตอนเย็นข้าจะสอนพวกเจ้าทำอย่างอื่น รับประกันได้ว่าพวกเจ้าชิมแล้ววันหน้าก็ยังอยากกินอีกแน่นอน”
“จริงหรือเจ้าคะ?!” เพียงกล่าวถึงของกิน หลี่ซื่อก็น้ำลายสอรอแล้ว “ท่านแม่ ท่านคงไม่ได้เก็บงำเคล็ดลับทำอาหารอันใดไว้อีกแล้วหรอกนะ? ฮ่า ๆๆๆ…ข้าคิดว่าข้าได้แต่งเข้าสกุลจูนับว่ามีวาสนามากจริง ๆ ได้กินของแปลกใหม่อยู่ตลอด คนอื่นทั้งชีวิตยังไม่แน่ว่าจะได้กินมากเท่าข้า”
“ท่านแม่ เป็นของอร่อยอะไรหรือเจ้าคะ? มีรสเปรี้ยวหรือรสหวาน?” หลินซื่อเองก็ถูกกระตุ้นความอยากขึ้นมาแล้ว จึงถามขึ้นมา
อาหารการกินในครอบครัวนับว่าอู้ฟู่ที่สุดแล้วในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้ มีทั้งเต้าหู้ ลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อ น้ำพริกเนื้อ ปลาเค็มตากแห้ง เนื้อรมควัน…เพียงเลือกส่ง ๆ ออกมาสักอย่างสองอย่างก็สามารถทำให้คนในหมู่บ้านยกนิ้วโป้งให้ได้แล้ว
หลิวซื่อกล่าวว่า “ไม่ว่าจะรสเปรี้ยวหรือรสหวาน ต้องอร่อยแน่นอนเจ้าค่ะ”
เห็นเหล่าลูกสะใภ้เพียงได้ยินว่าเป็นของกินก็เผยสีหน้าตะกละ เย่อวี๋หรานก็ยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่
“ข้าให้พวกเจ้านำพริกแดงของเมื่อวานมาทำน้ำพริกเก็บเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ? ประเดี๋ยวพวกเจ้าโม่แป้งมันเทศเสร็จแล้ว เย็นนี้จะทำของอร่อยให้กิน”