ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 386 ผู้มีคุณูปการของหมู่บ้าน
บทที่ 386 ผู้มีคุณูปการของหมู่บ้าน
ครั้นกล่าวถึงตอนท้ายกลับถกเถียงกันขึ้นมาอย่างจริงจังว่า คงเป็นบรรพบุรุษสักรุ่นของตระกูลจูที่สำแดงอิทธิฤทธิ์ ทำให้คนรุ่นหลังได้รับอานิสงส์ดีงามเช่นนี้
เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้ให้พวกเขากลับไปมือเปล่า ไม่เพียงรายงานสถานการณ์ในภาพรวมของกล้ามันเทศเท่านั้น แต่ยังแสดงท่าทีชัดเจนว่า ถ้าในอนาคตประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะปลูกพริก สามารถผลักดันให้ปลูกคราวละมาก ๆ ได้แล้ว นางย่อมไม่ลืมญาติพี่น้องในหมู่บ้านสกุลจูแน่นอน
สิ่งที่นางทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อครอบครัวตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางแผนเพื่ออนาคตของตระกูลจูด้วยเช่นกัน
คำสัญญานี้ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูวางใจได้ในที่สุด ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็รับประกันต่อเย่อวี๋หรานว่า ต่อไปไม่ว่านางจะทำอะไร ขอเพียงมาแจ้งพวกเขาเอาไว้สักคำก็สามารถวางใจเรื่องความปลอดภัยได้เลย
พวกเขาจะต้องสนับสนุนการทดลองเพาะปลูกของนางแน่นอน
เรื่องที่หญิงปากสว่างขโมยพริกกลายเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญของหมู่บ้านสกุลจู ถูกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสยกขึ้นมาปาฐกถาระหว่างการประชุมใหญ่ของหมู่บ้าน
จูต้าเหนียงเป็นใครกัน?
นางเป็นผู้มีคุณูปการของหมู่บ้านสกุลจูเชียวนะ กล้ามันเทศหน้าหนาวก็เพาะเอาไว้แล้ว หลังช่วงเก็บเกี่ยวก็จะพาคนในหมู่บ้านปลูกไปด้วยกัน
“พวกเราทราบดีว่าจูต้าเหนียงเป็นคนทดลองปลูกมันเทศจนสำเร็จ นี่หมายความว่าอย่างไร? แต่พวกเจ้าคิดว่าการทดลองเพาะปลูกเป็นเรื่องง่ายงั้นรึ?”
“ต้องไม่ง่ายอยู่แล้ว ต้องล้มเหลวเป็นร้อยครั้งพันครั้งกว่าจะประสบความสำเร็จสักครั้ง สุดท้ายถึงได้ค้นพบวิธีการปลูก”
“พวกเราไม่รู้ว่าจูต้าเหนียงต้องทดลองปลูกไปกี่ครั้งกว่าจะพบวิธีปลูกมันเทศ แต่สิ่งที่สามารถมั่นใจได้เลยก็คือ ถ้าปราศจากจูต้าเหนียง ก็คงไม่มีมันเทศหน้าหนาวหลังช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของพวกเราแล้ว พวกเราควรขอบคุณจูต้าเหนียง รวมถึงสนับสนุนงานทดลองปลูกของจูต้าเหนียงอีกด้วย”
“เรื่องที่หญิงปากสว่างทำลงไปครั้งนี้ร้ายแรงยิ่งนัก มองเพียงผิวเผินก็แค่เด็ดพริกไม่กี่เม็ด แต่นี่คือพริกที่จะเก็บไว้ขยายพันธุ์ เป็นของที่เตรียมไว้สำหรับการทดลองเพาะปลูก เช่นนั้นก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว”
“พวกเจ้าลองคิดดู ถ้าตอนแรกที่จูต้าเหนียงทดลองปลูกมันเทศ แล้วของที่เก็บไว้สำหรับเพาะพันธุ์ถูกใครในหมู่พวกเจ้าทำเสียหาย ยังจะมีมันเทศหน้าหนาวให้พวกเราปลูกกันตอนนี้อีกงั้นหรือ?”
……
หมู่บ้านสกุลจูค่อนข้างอนุรักษ์นิยม การประชุมใหญ่ประจำหมู่บ้านเพียงอนุญาตให้แต่ละครอบครัวส่งผู้ชายหนึ่งคนมาร่วมการประชุมได้เท่านั้น ทั้งยังเป็น ‘หัวหน้าครอบครัว’ ของครอบครัวนั้น ๆ
หลังจากจูเหล่าโถวแยกเรือนออกมาในปีนั้น เขาก็เป็นตัวแทนครอบครัวมาเข้าร่วมการประชุม
อย่าเห็นว่าเย่อวี๋หรานมีชื่อเสียงโด่งดัง ช่วงนี้ยังสร้าง ‘ผลงาน’ หลายครั้งหลายครา แต่เมื่อเวียนมาถึงวาระที่เป็นทางการเช่นนี้ คนที่ออกหน้ายังคงเป็นจูเหล่าโถว
ตอนที่เริ่มการประชุม จูหย่งหนิงกระอักกระอ่วนใจเป็นที่สุด
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดใช้ให้หญิงปากสว่างเป็นภรรยาของเขาเล่า
ถึงแม้เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะไม่ได้เอ่ยชื่อเขา เพียงกล่าวถึงหญิงปากสว่าง แต่เขาก็ยังรู้สึกอับอายอย่างมาก
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าคนรอบข้างลอบชำเลืองมองมาที่ตนเอง แววตาเปี่ยมความสงสาร
ชั่วขณะนั้น จูหย่งหนิงนึกเสียใจที่มาด้วยตนเอง เขาน่าจะให้ลูกชายเป็นคนมาแทน
อย่างไรเสีย ช่วงเวลาที่น่าอับอายเช่นนี้ บุตรชายมารับโทษทัณฑ์แทนบิดาก็ถูกต้องตามครรลองฟ้าดินอยู่แล้ว
ลูกชายของจูหย่งหนิง “…”
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง จูหย่งหนิงก็ถูกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเรียกไปสนทนาเป็นการส่วนตัว
สรุปได้ว่าบอกให้เขาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัววางตัวให้สมกับที่เป็นหัวหน้าครอบครัว อย่าเอาแต่ปล่อยให้สตรีผู้หนึ่งจูงจมูกอยู่เรื่อยไป
ถ้ายังปล่อยไว้แบบนี้ ครอบครัวจูหย่งหนิงคงต้องขายขี้หน้าไม่เหลือชิ้นดีเสียแล้ว
แน่นอนว่าต้องปลอบใจเขาด้วยเช่นกัน บอกให้เขาวางใจเรื่องมันเทศหน้าหนาว เขายังมีสิทธิ์เหมือนเดิมทุกประการ ให้เขากลับไปเตรียมการให้ดี เก็บเกี่ยวนาข้าวให้เรียบร้อย
เมื่อออกมาจากเรือนเจ้าหน้าที่ จูหย่งหนิงเห็นว่ามีคนยืนออกันอยู่หน้าประตูเรือน ในจำนวนนั้นก็คือจูเหล่าโถว
ตอนนั้นเขาแทบจะเลี้ยวกลับไปเลยทีเดียว แต่ไม่รอให้เขาชักเท้าหนีก็มีคนเรียกเขาขึ้นมาเสียก่อน “อาหย่งหนิง เจ้าออกมาแล้ว? มานี่เร็วเข้า พวกข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
การประชุมสิ้นสุดตอนพลบค่ำ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเรียกเขาไปคุยเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว
บนท้องฟ้ามีดวงดาวกระจัดกระจายอยู่บางตา
“มีอะไรต้องพูดกันอีกหรือ? ฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ” จูหย่งหนิงเพียงอยากไปจากที่นี่โดยไว
“โอ๊ย อาหย่งหนิง จะรีบร้อนไปไหน” มีหลายคนตามมาแล้วเอ่ยว่า “พวกข้าก็แค่เป็นห่วงเจ้า คราวนี้เจ้าต้องสั่งสอนหญิงปากสว่างให้หลาบจำเลยเชียว ถ้าเจ้ายังปล่อยไปอีก นางคงเหิมเกริมกว่านี้แน่”
“ใช่แล้ว อาหย่งหนิง คราวนี้แค่เกือบ ๆ สามร้อยเหรียญ กัดฟันชดใช้ไปสองสามปีก็หมดแล้ว แต่ถ้าคราวหน้าติดหนี้มากกว่าเดิมเล่า?”
“อาหย่งหนิง พวกข้าช่วยเจ้ารั้งจูเหล่าโถวเอาไว้แล้ว เจ้าลองคุยกับเขาดี ๆ ขอให้เขาช่วยผ่อนผันให้ แรงกดดันจะได้ลดลงบ้าง”
……
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นห่วงจูหย่งหนิงจริง ๆ หรือเพียงแค่อยากมาร่วมความครึกครื้น จึงหาข้ออ้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
แต่พูดกันตามความจริงแล้วก็ยังเห็นใจอยู่ดี ใครได้หญิงปากสว่างมาเป็นภรรยาก็คงต้องกระอักเลือดทั้งนั้น
“คือว่า…” เมื่อจูเหล่าโถวได้ยินชื่อตนเองก็อึก ๆ อัก ๆ “พวกเจ้ามาหาข้าก็ไม่มีประโยชน์หรอก ต้องไปหาเมียข้า นิสัยของนาง พวกเจ้าก็รู้อยู่ ถ้าข้าควบคุมนางได้ก็คงทำไปตั้งนานแล้ว อย่าว่าแต่สองร้อยแปดสิบสี่เหรียญ ต่อให้มากกว่านี้ ข้าก็ไม่มีทางเรียกร้องจากอาหย่งหนิงหรอก”
เขาได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากเย่อวี๋หรานบนโต๊ะกินข้าวหลังจากกลับเรือนมาวันนั้น
ตอนนั้นเขายังตกตะลึงพรึงเพริดอยู่เลย
สวรรค์! เมล็ดพันธุ์ที่ภรรยาเขาวุ่นวายอยู่เป็นนานแพงขนาดนี้เชียว?!
จูเหล่าโถวได้ช่วยเหลือตอนเพาะชำและตอนปลูกก็จริง แต่เขาไม่รู้ว่าเจ้าสิ่งนี้ใช้สำหรับทำอะไร ตอนที่ทำก็ไม่ได้ใส่ใจถึงเพียงนั้น
เขาเป็นคนดูแลเรื่องการเพาะปลูก เขาไม่สนใจหรอกว่าภรรยาจะพูดอะไร อยากทำอย่างไรก็ทำเช่นนั้น เว้นเสียแต่ว่าภรรยาเขาจะจับตามองอย่างเข้มงวด
แต่เย่อวี๋หรานจะมาจับตามองทุกวันได้อย่างไร?
ชีวิตที่แล้วก็ไม่เคยเพาะปลูกมาก่อน มีเพียง ‘ความรู้ภาคทฤษฎี’ แต่ละครั้งที่นางจะทำอะไรก็มักใช้ให้ลูกชายและลูกสะใภ้ไปทำไม่ใช่หรือ?
ถ้านางไปทำด้วยตัวเองก็ไม่แน่ว่าจะทำได้ดีเหมือนพวกเขา
ดังนั้นขอเพียงเป็นลูกชายและลูกสะใภ้ทำ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาดีหรือไม่ดี โดยทั่วไปแล้วนางจะไม่ตำหนิพวกเขา
“เฮ้อ…จูเหล่าโถว เจ้าต้องพยายามเข้านะ เจ้าดูอาหย่งหนิงสิ ก็เพราะควบคุมเมียไม่ได้ สุดท้ายจึงมาถึงขั้นนี้” มีคนทอดถอนใจ แล้วเกลี้ยกล่อมจูเหล่าโถว “เจ้าก็ต้องระวังเอาไว้ด้วย ตอนนี้เมียเจ้าอาจไม่มีเรื่องราวใด แต่วันหน้าก็ไม่แน่ ตอนที่หญิงปากสว่างยังสาวก็ไม่ได้เป็นเหมือนตอนนี้ แต่เพิ่งมาเลอะเลือนคอยสร้างแต่ปัญหาเอาปีสองปีหลังมานี่เอง”
จูเหล่าโถวใจเต้นระทึก หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ได้ก่อเรื่องที่ไหนกัน? นางแค่ไม่ได้ไร้สมองเหมือนหญิงปากสว่างที่สร้างเรื่องทีก็ชักนำแต่ความเดือดร้อนเข้ามาก็เท่านั้นเอง
เพียงนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นปีสองปีมานี้ ที่จริงแล้วเขาก็วุ่นวายใจอย่างมาก
เรื่องแล้วเรื่องเล่า เรื่องใดบ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่? แต่ภรรยาเขานึกจะทำอะไรก็ไม่เคยจะฟังคนอื่น อยากทำสิ่งใดก็ทำ เขาก็จนปัญญาที่จะไปขัดขวาง
“เฮ้อ…ไม่ต้องพูดแล้ว ตอนนี้ในบ้านข้าไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจหรอก” จูเหล่าโถวทอดถอนใจ
เขาออกจากเรือนทีก็มีลูกชายคอยตาม เขายังจะทำอย่างไรได้อีก?
ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งนี้เป็นการประชุมประจำหมู่บ้าน ลูกชายตามมาจะดูไม่ดี เขาพูดอยู่เป็นนาน คิดว่าจูซื่อกับจูอู่จะไม่ตามมาจริง ๆ หรือ?
เพิ่งพูดได้ไม่ทันไรก็มีคนสะกิดเขา “เอ๊ะ จูเหล่าโถว ทางนั้นคงเป็นเจ้าห้าลูกเจ้ากระมัง?”
“หา?!” จูเหล่าโถวเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นจูอู่ดังคาด
“ไม่เลวเลยนี่ ลูกชายเจ้ากตัญญูจริง ๆ มาประชุมแล้วก็ยังมารับเจ้า ไม่เหมือนลูกข้า ข้าไม่กลับไปทั้งวันก็ยังไม่รู้จักเป็นห่วง…”
คำพูดหลังจากนั้น จูเหล่าโถวไม่ได้ฟังเข้าหูแล้ว เขารู้สึกทุกข์ใจยิ่งนัก กตัญญูอะไรกัน คงได้ข่าวว่าเลิกประชุมแล้วถึงมาดักรอเขาน่ะสิ
มารดามันเถอะ ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้ เขาไม่กลับเรือนแล้วยังจะไปที่ไหนได้?
คิดว่าเขาจะโง่ถึงขนาดไปหาแม่ม่ายฉินหรือไร?