ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 388 เด็กน้อยที่เห็นแก่กิน
บทที่ 388 เด็กน้อยที่เห็นแก่กิน
คนทั้งกลุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ยินดียิ่งนัก
เย่อวี๋หรานเฝ้าอยู่หน้าโม่หิน รอจนโม่แป้งไปได้เกือบครึ่งถุงแล้วค่อยไปเตรียมตัวทำก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ[1]
คนอื่น ๆ ยังโม่แป้งอยู่ นางจึงเรียกจูปาเม่ยมาช่วยติดไฟ
เย่อวี๋หรานล้างหม้อใบใหญ่ หาชามใบหนึ่งมาใส่แป้งมันเทศ เติมน้ำลงไป 1.5 เท่าของปริมาณแป้งแล้วเริ่มคลุกเคล้า
เมื่อคลุกเคล้าเข้ากันดีแล้วก็เทลงหม้อ อุ่นด้วยไฟอ่อน
ขั้นตอนนี้ต้องระวังให้ดี อย่าเทลงหม้อมากเกินไป เพียงเทลงเป็นชั้นบาง ๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องคน เพียงผ่านไปราวสองนาที แป้งก็จะค่อย ๆ แข็งตัวขึ้นมา
เมื่อแป้งแข็งตัวดีแล้วก็ยกขึ้นจากเตาทันที พักไว้บนเขียงให้เย็นลง จากนั้นก็ทำแผ่นต่อไป
จูปาเม่ยเห็นแล้วก็ประหลาดใจสุดแสน “ท่านแม่ นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ? ดูไม่เหมือนแป้งกรอบที่พวกเราเคยกินกันเลยเจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางเอ่ยว่า “นี่ไม่ใช่แป้งกรอบ แต่เป็นเส้น เรียกว่าเส้นมันเทศ กินแบบเดียวกับบะหมี่ แต่ก็เป็นอาหารที่ไม่เหมือนกันเลย”
จูปาเม่ยกล่าวถามอย่างสงสัยว่า “แล้วมันอิ่มท้องเหมือนบะหมี่ไหมเจ้าคะ?”
นางรู้จักบะหมี่ แต่เจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่?
“ได้สิ มันทำให้อิ่มท้องได้เหมือนบะหมี่นั่นแหละ แต่วิธีทำบะหมี่และเส้นมันเทศไม่ค่อยเหมือนกันก็เท่านั้น” เย่อวี๋หรานสัมผัสดูเล็กน้อย พบว่าเส้นมันเทศแผ่นแรกเย็นลงแล้วก็ฉีกชิ้นเล็ก ๆ ออกมาส่งให้จูปาเม่ยลองชิมดู
จูปาเม่ยโยนเข้าปากแล้วก็ต้องตกใจกับความลื่นของเส้นมันเทศ
“ท่านแม่ นี่จะลื่นเกินไปหรือเปล่า?! ไม่เหมือนบะหมี่เลยสักนิด ลื่นยิ่งนัก…”
นางอมไว้ในปาก ตัดใจกลืนลงไปไม่ได้อยู่เป็นนาน
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้าถึงได้บอกว่าไม่เหมือนบะหมี่อย่างไรเล่า มันลื่นแบบนี้แหละ ตอนนี้ยังไม่ได้ปรุงรสก็จะมีรสชาติแบบนี้ ไม่อร่อยเท่าไหร่ รอจนข้าลวกเส้นมันเทศเสร็จแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยทำน้ำแกงมาราด ไม่แน่ว่าอาจไม่ต้องรอถึงตอนเย็น ตอนเที่ยงก็กินได้แล้ว”
จูปาเม่ยตั้งตารอคอย “เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าช่วยท่านติดไฟนะเจ้าคะ เจ้านี่ต้องอร่อยแน่นอน!”
เพียงได้ชิมรส รสสัมผัสที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนก็ทำให้จูปาเม่ยติดใจเสียแล้ว
แม้ตอนนี้จะยังไม่ได้ใส่เครื่องปรุงรส เส้นมันเทศยังไม่มีรสชาติอะไรมากนัก แต่ในสายตานาง เท่านั้นก็อร่อยมากแล้ว
เย่อวี๋หรานยังหั่นอีกหลายชิ้น ให้จูปาเม่ยเอาไปส่งให้บรรดาพี่สะใภ้ หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย รวมถึงซานเป่าและซื่อเป่า เพื่อให้ทุกคนได้ลองชิมดู
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” จูปาเม่ยในตอนนี้ไม่ได้เอาแต่ใจเหมือนในอดีตอีกแล้ว เมื่อติดไฟเสร็จก็ยกออกไปนอกห้องครัว
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อกำลังทำงานอยู่หน้าโม่หินในลานเรือน
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยช่วยดูแลซานเป่าและซื่อเป่าที่ยังเล็ก ขณะเดียวกันก็คอยช่วยงานอยู่ข้าง ๆ
พวกนางผลักโม่หินไม่ไหว แต่สามารถช่วยงานอย่างอื่นได้ เป็นต้นว่าส่งมันเทศตากแห้งหรือถุงกระสอบให้คนอื่น ๆ
สาวน้อยชาวไร่ชาวนา หากสามารถช่วยงานด้วยก็จะช่วย ไม่เคยปล่อยให้ตนเองต้องอยู่ว่าง
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สี่ พี่สะใภ้ห้า ท่านแม่ทำของอร่อยเจ้าค่ะ…” จูปาเม่ยยิ้มสดใส “ฮิฮิ ข้าได้ชิมแล้ว อร่อยมากเลย”
“จริงหรือ?! ของที่ท่านแม่ทำต้องอร่อยอยู่แล้ว ปาเม่ย เอามาให้ข้าชิมหน่อยเร็วเข้า” หลี่ซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินเข้ามาหา
มือนางเพิ่งหยิบมันเทศตากแห้งมาและยังสะอาดอยู่ จึงยื่นมือไปหยิบของกินจากในถ้วยที่จูปาเม่ยถือมาแล้วส่งเข้าปากทั้งอย่างนั้น
“พี่สะใภ้สี่ ให้กินคนละชิ้น ท่านหยิบไปแล้วจะหยิบอีกไม่ได้นะเจ้าคะ ส่วนที่เหลือต้องรอมื้อเที่ยงถึงจะกินได้” จูปาเม่ยกล่าว “ท่านแม่บอกว่าถ้านางทำได้เร็วหน่อยก็จะทันให้ทุกคนได้กินตอนมื้อเที่ยง”
“ซู้ด…ลื่นมาก?!” หลี่ซื่อฉงนใจอยู่ครามครัน เร่งให้คนอื่น ๆ รีบลองชิม บอกว่าของสิ่งนี้พวกนางไม่เคยกินมาก่อน ลื่นดียิ่งนัก
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลินซื่อ หลินซานเม่ย หลินซื่อเม่ย แม้แต่ซานเป่าและซื่อเป่าก็ได้มาคนละชิ้น
ทุกคนล้วนอุทานด้วยความประหลาดใจ “อะไรกัน?! ทำไมลื่นขนาดนี้?!”
จูปาเม่ยโอ้อวดทันที “ท่านแม่บอกว่าเจ้านี่คือเส้น เพราะทำมาจากแป้งมันเทศจึงเรียกว่าเส้นมันเทศ ฮิ ๆๆๆ…อร่อยมากเลยใช่ไหมเจ้าคะ”
ผู้ใหญ่ยังดีอยู่ แม้จะอยากกินแต่ก็รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่ซานเป่าและซื่อเป่าทำไม่ได้ เอาแต่ร่ำร้องอยากกิน “ลื่น ๆ”
พวกเขายังพูดไม่ชัด แต่คำว่า ‘ลื่น ๆ’ สองคำนี้เกี่ยวข้องกับอาหาร เรียนรู้ได้ไวยิ่งนัก
“อุ๊บ…” หลี่ซื่อหลุดหัวเราะออกมา ชี้ขม่อมเล็ก ๆ ของเด็กน้อยทั้งสองพลางกล่าวว่า “เจ้าเด็กสองคนนี้ สอนพวกเจ้าพูดคำอื่นตั้งนานก็ไม่เห็นว่าจะพูดได้ คำนี้ฟังรอบเดียวกลับพูดได้แล้ว คงไม่ได้เป็นพวกเห็นแก่กินเหมือนพ่อของพวกเจ้าหรอกนะ?”
ซานเป่าและซื่อเป่ามีสีหน้าไร้เดียงสา “แม่ ลื่น ๆ…กิน”
“อยากกินก็ไปหาย่าของพวกเจ้าโน่น ที่ข้าไม่มีหรอกนะ” เนื่องจากอยู่ในเรือนตนเอง หลี่ซื่อจึงไม่กังวลแม้แต่น้อย ปล่อยให้พวกเขาเดินไปเดินมาได้ตามใจ
อย่าเห็นว่าซานเป่าและซื่อเป่ายังเล็ก ยังเดินได้ไม่คล่อง แต่พวกเขาฉลาดทีเดียว อ้อ หาท่านย่าหรือ!
ทั้งคู่บ่ายหน้าไปทางห้องครัวทันที
“ย่า ลื่น ๆ…”
“ลื่น ๆ…”
จูปาเม่ยกลับไปห้องครัวพร้อมกับพวกเขา
“ลื่น ๆ อะไรกัน?” แม้เย่อวี๋หรานจะพอเดาออกว่าเด็กสองคนนี้หมายถึงอะไร แต่ก็ยังแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ทำงานไปพลางหยอกล้อพวกเขาไปด้วย
จูปาเม่ยตรวจสอบไฟในเตาแล้วยิ้มออกมา “รู้ด้วยหรือว่าอะไรเรียกว่าลื่น ๆ? ฮ่า ๆๆๆ…นั่นไม่ใช่ลื่น ๆ นั่นคือเส้นมันเทศ พวกเจ้าต้องบอกว่าเส้นมันเทศ ไม่อย่างนั้นท่านย่าก็จะไม่ให้กินนะ”
ปกติเด็กสองคนนี้ค่อนข้างเกียจคร้าน ไม่ยอมหัดพูด
ด้วยเหตุนี้ การใช้ของกินมาล่อให้พวกเขาหัดพูดจึงแทบกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้ว
ซานเป่าและซื่อเป่าน้อยใจ ร่ำร้องว่า “อา…แย่…”
“ลื่น ๆ กิน”
“ย่า ลื่น ๆ”
……
ครั้นต่อว่าจูปาเม่ยเสร็จแล้ว เด็กน้อยทั้งสองที่โหยหา ‘ลื่น ๆ’ ก็กอดขาเย่อวี๋หรานเพื่อออดอ้อนนาง
เย่อวี๋หรานอดใจไม่ไหว จึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าพูดตามข้า มันเทศ…”
“มัน…” ซานเป่าและซื่อเป่าเดิมทีไม่ใคร่จะเต็มใจ แต่เมื่อนึกถึงของกินก็ได้แต่อดกลั้นเอาไว้
“ใช่แล้ว มันเทศ มันเทศ”
“มัน…มัน…เท…”
“ใช่แล้ว ออกเสียงแบบนี้ มันเทศ”
“มันเท”
“เส้นมันเทศ”
“เซน…มันเท?”
“เส้น”
“เส้น”
“เส้นมันเทศ”
“มันเทศ…”
“ช่างเถอะ พวกเจ้าพูดว่าเส้นดีกว่า อยากกินเส้นใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานพูดซ้ำ ๆ หลายครั้ง พบว่าแค่สองคำยังพอว่า แต่เมื่อมีเพิ่มมาอีกคำ ก็ทำให้พวกเขาต้องลำบากเสียแล้ว
พวกเขาสามารถเรียนรู้คำว่ามันเทศได้ไวปานนี้ก็เพราะคนในเรือนมักพูดถึงมันเทศอยู่บ่อย ๆ ส่วนคำว่า ‘เส้น’ เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะยังพูดไม่ได้ในทันที
“กิน…ลื่น ๆ” เพียงเอ่ยถึงของกิน ซานเป่าและซื่อเป่าก็ตื่นเต้นคึกคักขึ้นมาทันใด ร้องอย่างกระตือรือร้นว่า “ลื่น ๆ…ย่า ลื่น ๆ…”
เย่อวี๋หรานมองเด็กน้อยสองคนที่เรียนรู้คำซ้อนได้ไวปานนี้แล้วก็อับจนปัญญา ได้แต่แบ่งให้พวกเขาหนึ่งถ้วยเล็ก
ตอนส่งให้พวกเขายังไม่ลืมกำชับว่า “นี่คือมื้อเที่ยง เข้าใจไหม? ตอนนี้กินได้นิดหน่อย ถ้ายังอยากกินอีกต้องรอกินพร้อมทุกคนตอนเที่ยง เข้าใจหรือไม่?”
[1] ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ 红薯粉
Source : https://baike.baidu.com/item/%E7%BA%A2%E8%96%AF%E7%B2%89/702099