ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 389 แม่ที่ดีเลิศที่สุดในปฐพี
บทที่ 389 แม่ที่ดีเลิศที่สุดในปฐพี
ถ้วยมาถึงมือแล้ว ซานเป่าและซื่อเป่ายังจะสนใจอีกหรือว่าเย่อวี๋หรานพูดอะไร เอาแต่พูดว่า ‘ลื่น ๆ’ ดีอกดีใจสุดแสน
พวกเขายึดถือหลักการ ‘ใช้แล้วทิ้ง’ กอดถ้วยไม้ขนาดเล็กที่ให้ช่างไม้ไฉทำให้โดยเฉพาะ แล้ววิ่งปร๋อออกไปจากห้องครัว
“แม่…ลื่น ๆ”
แม้ในเรือนจะมีคนเอ็นดูเด็กทั้งสองมากมาย แต่มารดาบังเกิดเกล้าก็ยังคงเป็นมารดาบังเกิดเกล้า ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม ผู้ที่ซานเป่าและซื่อเป่าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาก็ยังคงเป็นมารดาของพวกเขา
เมื่อเด็กน้อยทั้งสองได้ของอร่อยมาก็เผ่นไปหาหลี่ซื่อ
ขาสั้น ๆ นั้นวิ่งได้ไม่เร็วเท่าใดนัก
คนในลานเรือนเห็นทั้งคู่วิ่งเตาะแตะออกมาก็หัวเราะ เห็นได้ชัดว่าเด็กน้อยยังวิ่งได้ไม่มั่นคงนัก แต่ก็ไม่หกล้ม
“ฮ่า ๆๆๆ…เด็กน้อยหัดเดินก็น่ารักน่าชังแบบนี้แหละ น้องสะใภ้สี่ เห็นหรือยัง ท่าเดินของพวกเขาตลกเกินไปแล้ว” แม้หลิวซื่อจะไม่ชอบหลี่ซื่ออย่างไร แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าตัวเล็กสองคนนี้ก็อดที่จะใจอ่อนไม่ได้
ปกตินางขี้เหนียว ของกินของใช้อะไรก็อยากเก็บสะสมเอาไว้ให้บ้านมารดา
แต่เมื่อพบกับซานเป่าและซื่อเป่า ก็ยังนำของเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมาป้อนเด็กทั้งสองอย่างเบิกบานใจ
ทำอย่างไรได้ ตนเองไม่มีลูก นางเพียงคิดว่า ถ้าต่อไปนางมีลูกก็คงจะน่ารักเหมือนพวกเขาแน่นอน!
“เด็ก ๆ ก็เหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ?” หลี่ซื่อกล่อมให้ซานเป่าและซื่อเป่ากินเองเสร็จก็เอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ตอนที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเล็กเพิ่งหัดเดินก็เป็นแบบนี้เหมือนกันใช่ไหมเจ้าคะ?”
หลิ่วซื่อย้อนนึกถึงท่าทางต้าเป่าและเอ้อร์เป่าในวัยเด็กก็ยิ้มออกมา กล่าวอย่างอ่อนโยนยิ่งนักว่า “เด็ก ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ พอพวกเขาโตแล้ว เดินได้มั่นคงแล้วก็ไม่เป็นแบบนี้อีก”
“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ข้าถึงจะมีลูกได้อีกครั้ง” หลินซื่อทอดถอนใจอยู่ข้าง ๆ “เฮ้อ…ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ข้าแท้งไป ป่านนี้คงมีเด็กสักคนให้เล่นด้วยแล้ว”
“เจ้าจะร้อนใจไปทำไม? ข้ายังไม่คลอดเลย ถ้าเจ้าตั้งครรภ์ก่อน ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?” ไม่รู้ว่าหลิวซื่ออยากปลอบใจอีกฝ่ายจริง ๆ หรือเพียงกล่าวความทุกข์ลึก ๆ ในใจออกมา
ถึงอย่างไรสำหรับนางแล้ว ความจริงก็เป็นเช่นนี้
หลินซื่อยังไม่มีลูกก็ยังพอว่า ถ้ากระทั่งหลินซื่อก็มีลูกด้วยแล้ว เช่นนั้นในบรรดาสะใภ้สกุลจูก็เหลือแต่นางที่ยังไม่มีลูกน่ะสิ
ถ้านางยังไม่มีลูกอยู่แบบนั้นก็ต้องร้อนใจได้แล้ว
“ฮ่า ๆๆ…พี่สะใภ้รอง ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ความเป็นอยู่ของครอบครัวเราดีขึ้นแล้ว พอท่านสะสมเงินไว้มากพอ ค่อยไปหาหมอในตำบล ถึงตอนนั้นรับรองว่าสามปีได้อุ้มลูกสองคน ได้เสพสุขในคราวเดียว” หลี่ซื่อฟังออกถึงความอิจฉาในคำพูดของอีกฝ่าย ไม่รอให้หลินซื่อออกปาก ก็ชิงพูดปลอบหลิวซื่อ
นางไม่สนว่าหลิวซื่อจะตั้งครรภ์หรือไม่ กลัวก็แต่หลิวซื่อจะสร้างปัญหา
จวนจะเก็บเกี่ยวอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นจะต้องยุ่งกันมากแน่นอน ถ้าหลิวซื่อก่อเรื่องขึ้นมาระหว่างนั้น ทุกคนก็คงต้องพลอยลำบาก
“ขอให้เป็นจริงดังคำเจ้าเถอะ” หลิวซื่อไม่ได้พูดอะไรอีก
เรื่องแสลงใจตัวเองแบบนี้เป็นใครก็คงไม่อยากจะพูดถึง บางครั้งพูดออกมาก็เพียงเพื่อหยั่งเชิงดูเท่านั้น
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเช่นกันว่าตนเองจะทำเส้นมันเทศได้ราบรื่นปานนี้ ราวกับเบิกนิ้วทองคำอย่างไรอย่างนั้น
ที่จริงวิธี ‘ลวกเส้น’ แบบนี้ แทนที่จะบอกว่าเป็นการลวก ไม่สู้บอกว่าเป็นการต้มหรือนึ่งเอามากกว่า
เทน้ำลงในกระทะแล้ววางเข่งไม้ไผ่ลงไป จากนั้นวางถาดลงในเข่ง ตามด้วยเทแป้งมันเทศที่ผสมน้ำแล้วลงในถาด
ถ้าเทแป้งมันเทศลงไปในกระทะตรง ๆ เสียแต่แรกก็สามารถทำเส้นมันเทศออกมาได้เช่นกัน แต่จะติดกระทะได้ง่าย เอาขึ้นจากกระทะก็ยาก
ภายหลังนางจึงคิดวิธีการหนึ่งออกมาได้ นั่นก็คือวิธี ‘ลวกเส้น’
แต่ว่าการลวกเส้นแบบมาตรฐานต้องใช้ถาดที่มีลักษณะเฉพาะ รูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณลำแขน เป็นแอ่งลึกประมาณหนึ่งนิ้ว
ตอนจะลวกก็ต้องต้มน้ำให้เดือดเสียก่อน
ขณะเดียวกันให้ทาน้ำมันบนถาด จากนั้นเทแป้งมันเทศที่ผสมน้ำแล้วลงไปในถาด ลวกเป็นเวลาสองนาที
ใช้ซี่ไม้ไผ่ขูดรอบถาด แซะแป้งมันเทศออกมามุมหนึ่ง แล้วยกถาดขึ้นจากเข่งไปคว่ำใส่ราวไม้ไผ่ที่เตรียมเอาไว้ แป้งในถาดจะหลุดจากถาดลงไปพาดบนราวไม้ไผ่ได้พอดี
รอจนเย็นลงแล้ว ค่อยนำแป้งมันเทศลงมาหั่นเป็นเส้น ๆ
แป้งที่เป็นเส้น ๆ สามารถนำไปทำอาหารได้เลย แต่ก็สามารถตากทิ้งไว้บนราวไม้ไผ่จนกลายเป็นเส้นแห้งได้เช่นกัน
เส้นแห้งสะดวกต่อการเก็บรักษา
เย่อวี๋หรานไม่ได้คิดจะทำเส้นมันเทศเพื่อเก็บเอาไว้ แต่ทำวันนั้นกินวันนั้น จึงไม่ได้ต่อราวไม้ไผ่และไม่ได้คิดจะนำไปตากแห้ง
นางแซะแป้งมันเทศออกมาจากถาดทีละแผ่นเพื่อให้เย็นเร็วขึ้น ทั้งยังบอกให้จูปาเม่ยช่วยตักน้ำเย็นมาสองชาม ให้จูปาเม่ยนำไปแช่ไว้ในน้ำเย็นแล้วยกออกมาวางบนเขียง
จูปาเม่ยทำงานไปพลางน้ำลายสอ
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็อยากหัวเราะ “ต้องขนาดนั้นเลยหรือ? ใช่ว่าเจ้าไม่ได้กินมื้อเช้ามาเสียหน่อย อยากกินอะไรปานนั้น”
จูปาเม่ยถึงอย่างไรก็โตแล้ว หน้าบาง ค่อนข้างเขินอาย “ท่านแม่ มื้อเช้าผ่านไปนานแล้ว ข้าหิวมาตั้งนานแล้ว แป้งมันเทศที่ท่านทำก็อร่อยปานนั้น ไม่อยากกินสิแปลก…”
นางมองแป้งบนเขียงจนตาแป๋ว
เย่อวี๋หรานจนปัญญายิ่งนัก บอกให้อีกฝ่ายอุ่นหม้ออีกใบ “เอาล่ะ ข้าจะทำน้ำแกง ประเดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”
จูปาเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็ลิงโลดยินดี “ท่านแม่ ท่านดีจริง ๆ เจ้าค่ะ! ท่านเป็นแม่ที่ดีเลิศที่สุดในปฐพีนี้เลย!”
“เฮอะ ๆๆ…มีน้ำนมจึงเป็นแม่ ทำของอร่อยให้เจ้ากินถึงจะชมข้า ปกติไม่เห็นว่าเจ้าจะปากหวานปานนี้?” เย่อวี๋หรานหัวเราะเยาะ อีกฝ่ายเป็นสาวเป็นนางแล้วยังตะกละ
จูปาเม่ยแลบลิ้น “ที่ไหนกัน? ท่านแม่ ปกติข้าก็ชมท่านนี่นา ท่านแม่นอกจากจะทำอาหารอร่อยแล้ว ยังมีฝีมือด้านต่าง ๆ อีกมากมาย ทั้งปักผ้า สานสร้อยข้อมือ ย้อมสีผ้า ทำชาด…เห็นไหมเจ้าคะ ท่านแม่ ท่านมากความสามารถเกินไปแล้ว ใต้หล้านี้ไม่มีแม่ที่ไหนเก่งกาจกว่าท่านอีกแล้ว สามารถเกิดมาเป็นลูกท่านแม่ได้ ชาติที่แล้วข้าต้องสร้างคุณงามความดีมามากมายเป็นแน่แท้”
จูปาเม่ยเยินยอด้วยฝีปากคล่องแคล่ว พลางนั่งยอง ๆ อุ่นหม้ออีกใบไปด้วย
เนื่องจากเส้นมันเทศเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ยังคงร้อนอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องต้ม เย่อวี๋หรานจึงตั้งใจว่าจะทำน้ำแกงเสียเลย
นางเอาไข่ไก่มาสองฟอง ตอกไข่ใส่ถ้วยแล้วเติมเกลือเล็กน้อย
จากนั้นก็หยิบผักที่ลูกสะใภ้เตรียมไว้แล้วในตู้ออกมาหั่นฝอย
เทน้ำมันลงในหม้อ ตั้งไฟให้ร้อน เทไข่ไก่ลงไปผัดไฟแรง หลังจากผัดจนเละแล้วตักขึ้นมาพักไว้
เติมน้ำมัน เทขิงและกระเทียมที่หั่นไว้แล้วลงไปผัด เทผักลงไป ผัดจนกระทั่งสุกได้ครึ่งหนึ่งแล้วก็เทไข่ไก่ตามลงไป
สุดท้ายเติมซีอิ๊ว เกลือ น้ำพริกเนื้อลงไปผัดให้เข้ากัน
คลุกเคล้าจนเข้ากันดีแล้วก็เติมน้ำลงไปหนึ่งกระบวยใหญ่ แล้วให้จูปาเม่ยต้มต่อจนเดือด
“พอเดือดก็กินได้แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูปาเม่ยได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากในหม้อ คราวนี้กลับหิวจริง ๆ เสียแล้ว ได้แต่กลืนน้ำลายอึก ๆ “ท่านแม่ กลิ่นหอมมากเลยเจ้าค่ะ”
“ต้องหอมอยู่แล้ว ไม่หอมจะเรียกว่าน้ำแกงหรือ?” เย่อวี๋หรานดีใจยิ่งนัก โชคดีที่ทำซีอิ๊วได้แล้ว เวลาทำอาหารหากไม่มีซีอิ๊ว รสชาติก็จะด้อยลงอย่างมาก
มีซีอิ๊วแล้ว ไม่เพียงผัดผักได้หอมหวน กระทั่งน้ำพริกเนื้อและกากเต้าหู้รสเนื้อที่ครอบครัวทำเองก็จะหอมกว่าเดิม
เพียงแต่ปริมาณถั่วเหลืองมีจำกัด ฐานะครอบครัวก็ไม่เอื้ออำนวยนัก ยังไม่อาจผลิตคราวละมาก ๆ ได้ ไม่อย่างนั้น…