ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 51 กานอี้เซียน
บทที่ 51 กานอี้เซียน
“เฮอะ! เจ้าไม่ต้องมาพูดคำหวานพวกนี้กับข้า ครั้งนี้ให้เป็นครั้งแรก ถ้ามีครั้งหน้าอีกก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว กลับบ้านเดิมไปเถอะ”
หลี่ซื่อใจกระตุกวูบ “หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
“หมายความว่าสกุลจูไม่ขาดแคลนลูกสะใภ้ที่ถ่วงความเจริญก้าวหน้าแบบเจ้า”
“ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ครั้งหน้าไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ”
“คราวหน้าถ้าเจ้าจะทำอะไรก็มาเจรจากับข้าคล้อยหลังคนอื่นได้ บอกเหตุผลของเจ้ามาให้ชัดเจน หาวิธีมาโน้มน้าวข้า ทำอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาก็ไม่มีปัญหาแล้ว เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นเรื่องพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง กับน้องสะใภ้ห้า…” หลี่ซื่อลองถามหยั่งเชิง
นางถูกตำหนิอย่างรุนแรงมาแล้วยกหนึ่ง คงไม่อาจปล่อยให้คนอื่นรอดตัวไปได้ง่าย ๆ กระมัง?
เย่อวี๋หรานมองนาง “จับโจรต้องเห็นของกลาง จับชู้ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา เข้าใจหรือไม่?”
“เอ้อ…” หลี่ซื่อพลันรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบ ถ้าก่อนหน้านี้นางไม่ยอมรับ ท่านแม่ไม่มีหลักฐาน อย่างนั้นก็ทำอะไรนางไม่ได้แล้วน่ะสิ?
“เจ้าคิดว่าตัวเองเสียเปรียบอยู่ใช่ไหม?”
“เปล่าเจ้าค่ะ” หลี่ซื่อปฏิเสธทันที
นางคิดแบบนี้ได้ แต่ไม่อาจยอมรับ ล้อเล่นหรือเปล่า ถ้ายอมรับแล้วยังจะมีผลดีอะไรอยู่หรือ?
“เฮอะ เฮอะ!” เย่อวี๋หรานชำเลืองมองนาง กล่าวอย่างแฝงอันตรายว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่ข้าว่าเจ้าต้องไม่อยากรู้แน่ว่าถ้าเจ้าไม่ยอมรับ ข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร”
หลี่ซื่อสั่นสะท้าน ไม่กล้าจินตนาการต่อไปแม้แต่น้อย
นางเห็นแม่สามีจะจากไปแล้วก็รีบตามไป “ท่านแม่ ท่านจะไปไหนหรือเจ้าคะ?”
“ไปดูว่าเสี่ยวเม่ยกำลังทำอะไร”
“ข้ารู้เจ้าค่ะ นางอยู่ที่ป่าทางตะวันออกของหมู่บ้าน” หลี่ซื่อรีบกล่าว
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าตนเองประเมินหลี่ซื่อต่ำไปแล้ว “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางอยู่ที่ไหน?”
หลี่ซื่อหดคอ รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ยังพูดออกไปตามตรง “ข้าเดาเจ้าค่ะ ช่วงนี้มีคนที่เรียกกันว่าคุณชายหม่ามาที่หมู่บ้าน แม่นางน้อยรุ่นเยาว์ในหมู่บ้านล้วนไปชมดูความครึกครื้น ข้าคิดว่าด้วยนิสัยของเสี่ยวเม่ยไม่น่าจะยอมพลาดโอกาสนี้…”
เย่อวี๋หรานเห็นหลี่ซื่อไม่ได้คิดอะไรมากก็ให้นางอยู่เฝ้าเรือน จากนั้นก็ฝากฝังให้ดูแลจูชีที่ลุกขึ้นจากเตียงมาเคลื่อนไหวได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถไปไหนมาไหนได้
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะอยู่ที่เรือนรอท่านกลับมา”
เย่อวี๋หรานออกมาจากเรือนแล้วก็มุ่งหน้าไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางโชคดีหรือเปล่า ยังไปไม่ถึงป่าตะวันออก ก็เห็นบัณฑิตที่แต่งกายเช่นมนุษย์แต่นิสัยเหมือนสุนัขขวางทางแม่นางน้อยเยาว์วัยคนหนึ่ง เขากำลังถามอะไรบางอย่าง
แม่นางน้อยมีสีหน้าเขินอาย รับสิ่งของที่เขาส่งมาให้ และตอบกลับไปหนึ่งประโยค
ทั่วทั้งหมู่บ้านสกุลจูแห่งนี้ แม้กระทั่งผ้าฝ้ายเนื้อดีสักหน่อยยังไม่มีใครมีปัญญาใส่ แล้วจะยังมีใครที่สามารถสวมใส่ผ้าแพรไหมเนื้อดีแบบนั้นได้อีกหรือ?
เย่อวี๋หรานจะไม่ทราบว่าเขาเป็นใครได้อย่างไร ครั้นนึกถึงเรื่องที่จูปาเม่ยเป็นแม่นางน้อยที่ยังเด็กถึงเพียงนั้น แต่เขาก็ยังลงมือได้ลง ไฟโทสะของนางก็พลันสุมทรวงขึ้นมา
คราวหนึ่งมอบกำไลเงินปลอมให้จูปาเม่ย ส่วนอีกคราวหนึ่งก็มอบปิ่นเงินให้แม่นางน้อยที่ไหนก็ไม่รู้ เจ้าคนชั่วช้าผู้นี้ ถ้าไม่ให้บทเรียนกับเขาเสียบ้าง นางก็ไม่ขอใช้แซ่เย่แล้ว
เย่อวี๋หรานคว้าท่อนไม้ได้ท่อนหนึ่งก็ปราดเข้าไป “ข้าจะตีเจ้าคนไร้ยางอายที่รังแกแม่นางน้อยบ้านผู้อื่น! ข้าจะตีเจ้าให้ตาย บังอาจมาหลอกลวงเด็กสาวในหมู่บ้านสกุลจู ใครใช้ให้เจ้าหลอก…”
“โอ๊ย! สตรีคลั่งผู้นี้ ทำอะไรของเจ้า?!” กานอี้เซียนคิดไม่ถึงว่าเขาเพียงแค่ถามทาง แต่ด้านหลังพลันมีสตรีคลั่งผู้หนึ่งโผล่ออกมาใช้ท่อนไม้ฟาดเข้าที่ไหล่
เขาอุทานอย่างเจ็บปวดและชักเท้าเตรียมวิ่งหนี
แม่นางน้อยผู้นั้นจำเย่อวี๋หรานได้ในทันที นางตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง กอดสิ่งของในมือแล้วรีบวิ่งหนีไป
มารดามันเถอะ ถ้าถูกจูต้าเหนียงจับได้ นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
“ทำอะไรน่ะหรือ? ก็ตีเจ้าคนไร้ยางอาย แต่งกายเหมือนคนแต่ประพฤติตนเหมือนสุนัข รู้จักแต่จะหลอกลวงแม่นางน้อยบ้านคนอื่นอย่างไรเล่า!” เย่อวี๋หรานด่าพลางควงท่อนไม้ในมือ ท่าทางดูดุร้ายอย่างยิ่ง
กานอี้เซียนถูกไล่ตีจนถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่ว่าเขาสู้สตรีชนบทไม่ได้ แต่ความจริงเป็นเพราะเขาคือเซียนที่เพิ่งจะลงมาสู่โลกมนุษย์ คงไม่อาจต่อยตีกับผู้คนจริง ๆ ได้หรอกกระมัง?
ถ้าตีกันขึ้นมาแล้วเรื่องถูกรายงานขึ้นไปบนสวรรค์ เขายังจะมีจุดจบที่ดีได้อยู่หรือ?
“ท่านป้า ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าเปล่า…ข้าแค่ถามทางเท่านั้น…”
“เจ้ายังคิดจะหลอกข้า? เจ้าถึงกับเอาปิ่นเงินให้แม่นางน้อยผู้นั้นไป แล้วจะแค่ถามทางได้อย่างไร? เจ้าคิดว่าข้าไม่ทันโลก หลอกง่ายเหมือนพวกนางอย่างนั้นเรอะ?”
“ท่านป้า ท่านเข้าใจผิดแล้ว ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็ลองถามแม่นางน้อยผู้นั้นดูก็ได้ ข้าแค่ถามทางจริง ๆ” น้ำตาเขาแทบไหลอาบหน้า
“ยังกล้ามาหลอกข้าอีก? ข้าจะตีเจ้า คนไร้ยางอาย สู้ไม่ได้แม้แต่หมูหมา มีชีวิตอยู่ในโลกก็สิ้นเปลืองอากาศ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” เย่อวี๋หรานตวาดเสียงเฉียบขาด แรงจากท่อนไม้ในมือไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย หวดจนเกิดเสียงดังแหวกอากาศ
กานอี้เซียนหลบซ้ายหลบขวา กลัวว่าจะถูกสตรีป่าเถื่อนผู้นี้ตีจนไม่มีหน้าไปพบผู้คน ทั้งยังต้องอธิบายกับผู้อื่นว่าเขาแค่ถามทางจริง ๆ
ฮือ ๆๆๆ…ที่น่าเสียดายก็คือ ผู้อื่นไม่ฟังเขาเลยสักนิด
“ท่านจะไม่ยอมหยุดฟังข้าอธิบายก่อนใช่ไหม?”
“อธิบายกับผีน่ะสิ!”
“ท่านพูดจาให้ดี ๆ หน่อย”
“ข้าไม่พูดจาดี ๆ เจ้าจะทำไม? เจ้าอยากขึ้นสวรรค์นักรึ? ดูเถอะข้าจะตีเจ้าให้ตาย”
“ถ้าท่านยังทำแบบนี้ต่อไป ข้าจะตอบโต้แล้วนะ”
“ตอบโต้ก็ตอบโต้สิ ข้ายังต้องกลัวเจ้าอยู่รึ?”
……
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงว่าเขาจะตอบโต้ด้วยการใช้มือเดียวคว้าข้อมือของนางไว้ได้ ออกแรงเล็กน้อยก็บีบให้นางต้องคลายมือได้แล้ว
ไม้ท่อนนั้นไปอยู่ในมือของเขาในชั่วพริบตา
เย่อวี๋หรานตื่นตระหนก แย่แล้ว!
ในตอนที่นางคิดว่าตนเองจะเผชิญกับเคราะห์ร้าย คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะโยนท่อนไม้ทิ้งไป แล้วถอยออกไปยืนห่างจากนางหลายก้าว ค้อมกายประสานมือคารวะ “ล่วงเกินแล้ว ท่านป้า ท่านฟังข้าอธิบายก่อน นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันจริง ๆ ข้าแค่ถามทางเท่านั้น”
“เจ้าแค่ถามทางแล้วจะเอาปิ่นเงินให้ผู้อื่นทำไม?” เย่อวี๋หรานตระหนักได้ว่าตนเองอาจสู้คนเลวผู้นี้ไม่ได้
ชุดคลุมยาวโปร่งบางสีขาวดุจเมฆหมอก ปักลายกิ่งไผ่หลายก้านอย่างเรียบง่าย ทั้งสง่างามและมีสุนทรียะ นับว่าสอดรับกับใบหน้าดวงนั้นของเขายิ่งนัก
ก่อนหน้านี้มองจากด้านหลังจึงคิดว่าเขาเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง ตอนนี้เห็นใบหน้าของเขาจึงทราบว่า ที่แท้ในโลกใบนี้มีบัณฑิตรูปงามปานนี้อยู่ด้วย คิ้วเฉียงพาดยาว แววตาแจ่มจรัสแลดูซื่อสัตย์เที่ยงธรรม เปล่งประกายดุจดวงดารา จมูกโด่งเป็นสัน ริมปากบางมีมุมชัดเจน ตรงมุมปากยังมีลักยิ้มที่ดูคล้ายมีคล้ายไม่มีคู่หนึ่ง เป็นคุณชายหนุ่มน้อยที่มีรูปโฉมดุจเทพเซียนคนหนึ่งโดยแท้
เมื่อครู่นี้ที่แม่นางน้อยผู้นั้นหน้าแดงก็ไม่แน่ว่าเขาจะพูดอะไรไม่งาม แต่อาจเป็นเพราะได้พานพบคุณชายแปลกหน้าที่น่ามองปานนี้ จิตใจบังเกิดความเอียงอายจึงได้หน้าแดงขึ้นมา
“หา ไม่ใช่ว่าขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นแล้วก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนหรอกหรือ?” กานอี้เซียนถามอย่างอึ้ง ๆ
เย่อวี๋หรานคันเขี้ยว เวรกรรม คนปัญญาอ่อนที่ไหนแค่ถามทางก็ต้องมอบปิ่นปักผมให้ ไม่รู้ว่าการมอบปิ่นปักผมในยุคสมัยนี้ก็เท่ากับบอกว่า ‘ข้าต้องตาเจ้า’ หรือไร?
“เป็นอะไรไป ทำไมท่านมองข้าเช่นนี้?” กานอี้เซียนไม่ใคร่เข้าใจนัก
“ใครบอกเจ้าว่าถามทางก็ต้องมอบปิ่นปักผมให้?”
กานอี้เซียนกะพริบตา “ข้าถามนางว่าต้องการอะไร นางตอบว่าอยากได้ปิ่นปักผม ดังนั้นข้าจึงให้นางไป”
“หากนางต้องการภูเขาเงินภูเขาทอง เจ้าก็จะยกให้งั้นหรือ?”
“เอ่อ” กานอี้เซียนตะลึงงัน “นี่ไม่ค่อยดีกระมัง? ข้าก็แค่ถามทาง ค่าตอบแทนนี้ออกจะสูงเกินไปหรือไม่?”