ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 849 ‘กระต่ายตื่นตูม’ เกินไปแล้ว
บทที่ 849 ‘กระต่ายตื่นตูม’ เกินไปแล้ว
เดิมทีจูเอ้อร์ยังไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่คาดไม่ถึงว่าเปี้ยนชิวอิ่งจะ ‘ขอโทษ’ อย่างระมัดระวังเช่นนี้ ความไม่สบายใจจึงสลายหายไปในทันใด
เขายิ้มขึ้นมาพลางกล่าวว่า “โธ่เอ๊ย เจ้าก็ระวังหน่อยอิ่งเอ๋อร์ ข้าเป็นผู้ชายที่โตแล้วผู้หนึ่งยังจะคิดเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้แล้วโกรธเจ้าได้อย่างไร? เจ้าวางใจแล้วใส่ใจเรื่องตั้งท้องให้ดี มีอันใดที่อยากกินอยากดื่มก็บอกข้าได้ ข้าจะวิ่งราวกับติดปีกบิน หรือต่อให้ต้องว่ายฝ่าน้ำ ขอเพียงข้าสามารถทำได้ รับรองว่าจะทำให้เจ้าเลี้ยงเด็กในท้องเจ้าได้อย่างอ้วนท้วนสมบูรณ์”
“พี่จูเอ้อร์ ท่านช่างดีจริง ๆ!” เปี้ยนชิวอิ่งพูดแต่เท้ากลับไม่ขยับสักก้าวเดียว ทั้งยังไม่ยอมให้จูเอ๋อร์เข้าใกล้
จูเอ้อร์ใจกว้างจึงไม่คิดมาก ไม่เช่นนั้น…
จูปาเม่ย จูซื่อ และจูอู่ยังกังวลว่าเปี้ยนชิวอิ่งจะมาเร่งเร้าให้พวกเขาจัดพิธีรับอนุ แต่ผลคือผ่านไปหลายวันก็ล้วนไม่เห็นคนยกเรื่องนี้ขึ้นมา
ในใจพวกเขาก็กลัดกลุ้ม
นางรีบร้อนจะ ‘อยู่ร่วม’ กับจูเอ้อร์เช่นนั้น ย่อมต้องการจะเป็นภรรยาจริง ๆ แล้วเหตุใดจึงดูไม่รีบร้อนเลยเล่า?
มีลับลมคมในบางอย่างจริง ๆ ด้วย แม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่รีบร้อน เช่นนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นคนของสกุลจู
วันนี้ไม่มีเมฆ อีกทั้งดวงอาทิตย์ยังเจิดจ้า
เมื่อครู่เพิ่งกินอาหารกลางวันไป สตรีในสกุลจูยุ่งอยู่กับการจัดการโต๊ะจานชาม และพวกผู้ชายก็ย้ายไปอยู่ใต้เงาต้นไม้ในลานบ้านเพื่อพูดคุยกัน
หลังผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาแต่ละคนก็กลับห้องไปพักผ่อนตามปกติ และออกไปทำงานอีกครายามที่ดวงอาทิตย์ไม่เจิดจ้ามากนัก
“วันนี้ร้อนมาก รู้สึกว่าร้อนกว่าปีก่อนเสียอีก” จูซื่อกล่าวขณะใช้พัด
“ใช่หรือ?” จูอู่กล่าว “สิ่งที่ประสบอยู่ตอนนี้ก็เป็นเหมือนปีก่อน ท่านย่อมรู้สึกว่าสิ่งที่ประสบพบเจอในปัจจุบันหนักหนาที่สุด”
ขณะที่กำลังพูด ๆ อยู่ ประตูก็มีการเคลื่อนไหว
“นี่บ้านเจ้าหรือ?”
“ใช่ขอรับ เป็นที่นี่”
……
ครั้นได้ยินเสียงนี้ จูซื่อก็ยังไม่อยากจะเชื่อ “ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเสียงนี้เป็นเสียงของพี่สาม? ข้าฟังไม่ผิดใช่หรือไม่ พี่สามไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนจูชีที่เรียนหนังสือที่เมืองผู่โซ่วหรือ?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” จูอู่ยืนขึ้นเป็นคนแรกและไปดูสถานการณ์ที่หน้าประตู
ยามที่มาถึงประตูเรือนก็เห็นจูซานและเย่อวี๋หรานลงมาจากรถม้าพอดี และวางรถเข็นลง
เขามีสีหน้าเหลือเชื่อ “พี่สาม! ท่านแม่! เหตุใดพวกท่านจึงกลับมาแล้วเล่า? ท่านแม่เป็นอันใด เหตุใดจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นขอรับ?”
คนอื่นได้ยินว่าจูซานและเย่อวี๋หรานกลับมาแล้วยังจะนั่งอยู่ได้อย่างไร ต่างพากันวิ่งออกมา
“พวกเจ้าอยู่บ้านกันหมดเลยหรือ? พอดีเลย มาช่วยกันสักหน่อย” เย่อวี๋หรานมองพวกเขา นางยิ้มและเรียกให้มาช่วยขนของ
“ท่านแม่ เหตุใดจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นขอรับ?” จูต้าก็ถามอย่างแปลกใจ
“เรื่องนี้อีกเดี๋ยวค่อยว่ากันเถอะ พวกเจ้าช่วยขนของก่อน” เย่อวี๋หรานไม่รีบร้อนอธิบาย
นางไม่พูดพวกเขาก็ไม่ได้คิดมาก รู้สึกว่าแม่ของพวกเขาคงเหนื่อยแล้วจึงเข้าไปช่วย
บนรถม้าสองคันมีคนจำนวนไม่น้อยลงมา และยังถือของลงมาด้วยไม่น้อยเช่นกัน ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะไม่ช่วย
อู๋เจียงเห็นคนมากมายเช่นนี้ก็ยังตกตะลึง “จูต้าเหนียง คนพวกนี้ไม่ใช่ลูกชายท่านทั้งหมดใช่หรือไม่? ท่านช่างเก่งกาจจริง ๆ มีลูกชายมากมายถึงเพียงนี้”
“เหอเหอเหอ…” เย่อวี๋หรานหัวเราะ “คนที่เรียนหนังสืออยู่ที่โจวเสวียคือเจ้าเจ็ด ได้ยินลำดับก็รู้แล้วกระมังว่าครอบครัวพวกเรามีคนเยอะ”
อู๋เจียงกล่าวว่า “ข้าคิดว่าท่านจัดอันดับจากสกุลใหญ่ ไม่ใช่แค่ครอบครัวท่านครอบครัวเดียว เหมือนครอบครัวข้าที่ยามจัดลำดับลูกชายข้าก็จะไปหารือกับพวกพี่ชายน้องชายของข้าก่อน”
“สกุลของพวกเราแยกกันอยู่ ลุงสองคนของพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วย”
……
การเคลื่อนไหวเสียงดังเช่นนี้เป็นธรรมดาที่ผู้หญิงที่ทำงานในครัวจะได้ยิน แม้แต่จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยที่เล่นกับเด็กอยู่ข้างบ้านก็ยังพากันวิ่งออกมาเช่นกัน
เห็นร่างเงาของเย่อวี๋หรานและจูซาน พวกเขาก็ล้วนมีความสุขยิ่ง เข้ามารวมตัวกันอย่างเปี่ยมสุข
“ท่านแม่ไปเที่ยวที่เมืองผู่โซ่วสนุกหรือไม่เจ้าคะ?”
“ท่านแม่ ยามที่ท่านกลับมา เหตุใดจึงไม่ส่งข่าวมาเลยเจ้าคะ พวกเราจะได้ไปรับท่านแม่ที่ตำบล”
……
คนหนึ่งรับคนหนึ่งถาม ความกระตือรือร้นเช่นนั้นแทบเขียนไว้บนใบหน้าของพวกเขา
ครั้นเห็นว่าทุกคนล้วนสบายดี เย่อวี๋หรานก็มีความสุขเช่นกัน ใจที่รู้สึกไม่สงบมาตลอดก็ถูกวางลง
ยามนี้นางจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าแม้โลกภายนอกจะดี แต่สิ่งที่นางคิดคะนึงถึงมากที่สุดก็ยังเป็นครอบครัวนี้
“ดีดีดี ทุกอย่างเรียบร้อยดี พวกเจ้าก็อย่ารีบร้อน หลังจากนี้ยังมีโอกาสพูด วันนี้บ้านเรามีแขก ไปเตรียมชามาต้อนรับแขกเถอะ”
เย่อวี๋หรานพูดจบ พวกหลิ่วซื่อก็เขินอายขึ้นมา จึงรีบวิ่งไปยกชาทันที
ใช่แล้ว ยังมีของว่างในบ้านอย่างมันเทศตากแห้งอยู่
สิ่งนี้อู๋เจียงเคยกินมาก่อนแล้ว จึงดูมีความสุขยิ่ง “ข้าดูมาตลอดทาง ของสิ่งนี้มีแต่พวกท่านที่มี อยากหาซื้อที่อื่นย่อมไม่อาจหาซื้อได้ ออกหวานอีกทั้งยังเคี้ยวเพลิน ไม่ว่าเด็กหรือผู้หญิงก็ล้วนชอบเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ข้าที่เป็นผู้ชายไม่ชอบกินของหวานก็ยังอดไม่ได้ที่จะกินไปหลายชิ้น”
“หากเจ้าชอบ รออีกเดี๋ยวข้าจะให้บ้านเจ้าสี่จัดไว้ให้เจ้าสักหน่อย ให้เจ้าเอากลับไปด้วย” เย่อวี๋หรานกล่าว
“พอเสียที่ไหน? จูต้าเหนียง ข้ามาที่นี่ก็เพื่อคุยเรื่องกิจการ จะกี่มากน้อยก็จะได้เอากลับไปได้”
“เช่นนั้นเจ้าค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลังเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวข้าเพียงครอบครัวเดียว ถึงเวลาข้าจะให้เจ้าสามพาเจ้าไปหาผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการที่หมู่บ้านของพวกเรา ลูกหลานสกุลจูไม่ทำการค้าขาย นี่เป็นกฎของครอบครัวเรา เจ้าไปตกลงกับผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการก่อน หากคุยกับทางนั้นเรียบร้อยแล้วเจ้าค่อยมาพูดคุยกับพวกผู้หญิงสกุลจู”
“ไม่มีปัญหา ก่อนหน้านี้เจ้าสามเคยบอกข้าแล้ว” อู๋เจียงยังหันกลับมามอง แสดงท่าทีว่าเมื่อถึงเวลาคงต้องขอรบกวนจูซานให้ช่วยเหลือแล้ว
จูซานยิ้ม “พี่อู๋ ท่านล้วนช่วยพวกเรามาตลอดทาง เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ท่านโปรดวางใจ ข้าจะช่วยเหลือท่านแน่นอน แม้ว่ากฎของครอบครัวข้าจะไม่ให้ลูกหลานสกุลจูทำการค้า แต่ผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการก็หาใช่คนที่ยอมหักไม่ยอมงอ พวกเขายอมรับให้พวกผู้หญิงในสกุลเราหาเงินจากชาดเพื่อหารายได้เสริม เรื่องนี้ท่านก็สามารถวางใจได้”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…เช่นนั้นก็ดี ข้าก็กลัวว่าการมาครั้งนี้จะเสียเที่ยว”
……
สวรรค์! ที่แท้พี่อู๋คนนี้ก็มา ‘หารือเรื่องการค้า’ หรือ?!
เหล่าลูกสะใภ้สกุลจูต่างตื่นเต้นระคนดีใจ
เพราะพวกนางรู้ว่าขอเพียงมีคนมา ‘พูดคุยเรื่องการค้า’ เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกนางจะสามารถมีรายได้เข้ามาอีกทาง
ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้ก็หาได้กลัวความยากลำบาก มาจากเมืองผู่โซ่วเช่นนั้น…
พวกนางสบตากัน ในใจเต็มไปด้วยความสุข
การค้าในครอบครัวล้วนเป็นพวกนางดูแล ผู้ชายหาได้สอดมือเข้ามายุ่ง หากเขามีสิ่งใดต้องการถามก็มาถามพวกนางโดยตรงได้ ‘เงินจากชาด’ นั้นไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าพวกนางแล้ว
ไม่มีปัญหากับความเห็นของเย่อวี๋หราน พวกผู้หญิงพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันโดยตรงกับอู๋เจียง อู๋เจียงยังไม่ค่อยคุ้นชิน จึงมองพวกนางกับเหล่าสามีของพวกนางอยู่หลายครา
หืม?
ผู้หญิงในชนบท ‘ไร้กฎเกณฑ์’ ถึงเพียงนี้เลยหรือ?
เป็นธรรมดาที่จะกล่าวว่าแม้จะเป็นคนไร้กฎเกณฑ์ แต่หากในบ้านมีแขกมา พวกผู้หญิงก็จำต้อง
‘หลีกเลี่ยง’ ออกไปเสียหน่อย ไม่มาพบชายแปลกหน้า ไม่มาพูดคุยกับชายแปลกหน้าตามใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่พูดแทรกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นของเขาเช่นนี้
ทว่าไม่เพียงแต่ผู้ชายในสกุลจูจะไม่มีความเห็น แต่จูต้าเหนียงยังไม่ขัดขวาง ยิ้มมองฟังสิ่งที่พวกนางพูดทั้งยัง ‘หารือ’ กับพวกนางด้วย
อู๋เจียง “…”
บางทีเขาอาจมีความรู้เพียงผิวเผิน และทำตัวเป็น ‘กระต่ายตื่นตูม’ เกินไป
…ฝ่ายสามีและแม่สามียังไม่มีความเห็นอันใดต่อพวกนาง แล้วเขาจะไปมีความเห็นอันใดได้?