ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 848 ตอบกลับด้วยเหตุผล
บทที่ 848 ตอบกลับด้วยเหตุผล
“จริงหรือ?” จูปาเม่ยกล่าว “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่เคยผ่านความยากลำบากจริง ๆ ยามที่เจ้ามาที่บ้านของพวกเรา ครอบครัวพวกเราก็ร่ำรวยขึ้นแล้ว พอจะมีเงินอยู่บ้างจนสามารถกินอิ่มและมีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ หากเป็นเมื่อก่อนยามที่ครอบครัวพวกเรายากจน เมื่อเจ้ามาถึงคงอยู่ได้ไม่กี่วันก็วิ่งหนีไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเนื้อเลย แม้แต่จะมีข้าวต้มกินทุกวันยังไม่มี กินแบบอดมื้อกินมื้อ ต่อให้หิวทั้งวันก็ยังต้องไปทำงาน…”
จูปาเม่ยหวนนึกถึง ‘ชีวิตที่ยากจนข้นแค้น’ ทั้งหมดต่อหน้าเปี้ยนชิวอิ่ง
ชีวิตยากลำบากถึงเพียงนั้น พวกพี่ชายของนางก็รูปร่างบึกบึนไม่เท่าในยามนี้ ผอมแห้งไม่เป็นผู้เป็นคน ดูน่าเกลียดชนิดที่กินข้าวทั้งที่ยังไม่ล้างมือ ยามนอนก็ไม่ล้างเท้า เสื้อผ้าสกปรกก็ไม่เปลี่ยน นอนลงไปบนเตียงทั้งอย่างนั้น…
“เจ้ายังไม่เห็นพี่รองของข้าในยามนั้น สวรรค์! เจ้าต้องได้เห็น เดาว่าแม้แต่จะมองเจ้ายังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ” จูปาเม่ยกล่าว “เจ้าลองนึกถึงขอทานตามถนนดู นั่นคือภาพลักษณ์ของพี่รองข้า สกปรกเสียยิ่งกว่าสกปรก สิ่งสกปรกบนร่างกายเพียงถูครั้งเดียวก็หลุดออกมาแล้ว…”
จูปาเม่ยก็เป็นคนที่หลักแหลมผู้หนึ่ง ยามที่พูดก็ยังสังเกตท่าทีของเปี้ยนชิวอิ่งไปด้วย จึงพบว่าอีกฝ่ายยิ่งรับไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และนางก็ยิ่งพูดอย่างกระตือรือร้น
หลังจากพูดเรื่องนี้ทั้งยังได้ยินเรื่องทั้งหมดของร่างกายพี่รองของนาง ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึก ‘รังเกียจ’ ได้แล้ว
เปี้ยนชิวอิ่งรู้สึกรังเกียจจริง ๆ จึงรีบหาข้ออย่างอย่างหนึ่งและวิ่งหนีไป
นางยืนอยู่มุมกำแพงของเรือน ยันกำแพงพยุงตัวไว้ สูดหายใจเฮือกใหญ่เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ท่าทีเช่นนี้ราวกับจะสามารถคลายความรู้สึกอึดอัดในอกได้
ทว่าไม่เลย ยามที่นึกถึงกลิ่นของร่างจูเอ้อร์ และนางยังต้องนอนลงบนเตียงเดียวกับเขาแล้ว…
“อึก…”
เปี้ยนชิวอิ่งรู้สึกคลื่นไส้อยากจะอาเจียน
จูปาเม่ยหลบอยู่อย่างเงียบ ๆ พลางแอบมอง ‘เหอเหอ ยังจะพูดอย่างไม่อายว่าชอบพี่รองของนางได้อีกหรือ?’
เผยพิรุธออกมาแล้ว ทั้งหมดนี้ยังรับไม่ได้แล้วจะยังเรียกว่า ‘ชอบ’ ได้หรือ?
นางแน่ใจแล้วว่าเปี้ยนชิวอิ่งผู้นี้ไม่ได้ ‘จริงใจ’ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องการอยู่เคียงข้างพี่รองของนาง
จูปาเม่ยถึงขั้นสงสัยว่าเปี้ยนชิวอิ่งเป็นผู้ที่คนอื่นส่งมาสอดแนมหรือไม่ เหมือนที่สกุลอวี๋เคยมา ‘ปล้น’ สูตรชาดก่อนหน้านี้ รวมถึงที่เจ้าของร้านผู้นั้น ‘ใส่ร้าย’ มารดาของนางว่าเป็นฆาตกรฆ่าคน
หลังจากนั้น จูปาเม่ยก็บอกเรื่องนี้กับจูซื่อและจูอู่ ทั้งยังรู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง “พวกท่านลงมือช้าเกินไป นานขนาดนี้ยังไม่พบสิ่งใด ข้ายังลงมือเร็วกว่า ผู้มีความสามารถผู้เดียวย่อมทำงานได้ดีกว่าคนสองคนเสียอีกจึงจัดการเรียบร้อยแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่จริง ๆ ข้ายืนยันได้ว่านางหาได้ชอบพอพี่รองจริง ๆ นางมีจุดประสงค์บางอย่าง…”
การคาดเดาของนางถูกพรรณนาออกมา
“เจ้าห้า คงไม่ใช่ว่าเป็นอย่างที่ปาเม่ยพูดกระมัง?” จูซื่อตกใจ “หากมาที่นี่เพราะสูตรของครอบครัวจริง เช่นนั้นก็เป็นปัญหาแล้ว ยามนี้นางตั้งท้องลูกของพี่รองแล้ว แม้พวกเราอยากจะขับไล่นางออกไปแต่ก็ไม่อาจไล่ไปได้”
ทั้งยังตำหนิจูเอ้อร์ขึ้นมา “จริง ๆ เลยเชียว พี่รองก็อีกคน ถึงพี่สะใภ้รองจะน่ารำคาญไปบ้างแต่เขาก็มีภรรยาอยู่แล้ว เขาไม่รักภรรยาตัวเองก็แล้วไปเถอะ แต่เหตุใดต้องไปทำเช่นนั้นกับหญิงอื่นด้วย? เป็นเช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรเล่า?”
“หากเป็นเช่นนี้จริง ๆ พวกเราก็มีปัญหาแล้ว!” จูอู่ก็ปวดหัวเช่นกัน
ที่สำคัญคือพวกเขาไม่รู้ว่าผู้ใดส่งเปี้ยนชิวอิ่งมา และควรต้องระวังผู้ใด เกรงว่ายามที่ไป ‘สอบถาม’ จะบังเอิญเจอผู้ลงมือแล้วตกหลุมพรางของคนเข้าพอดี
“ขอเพียงพวกเราซ่อนสูตรไว้ให้ดี นางก็ไม่อาจขโมยไปได้กระมัง?” จูปาเม่ยกล่าว “หากสร้างปัญหาไม่ได้แล้วจะไปใส่ร้ายผู้ใดได้? กลอุบายเช่นนี้พวกเราก็ล้วนเคยชินกันแล้ว”
“ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องระวังไว้ก่อนค่อยว่ากัน ทางฝั่งข้าก็จะไปหาคนถามไถ่ดูสักหน่อย” จูอู่กล่าว
“ก่อนหน้านี้ยังคิดจะรอให้ท่านแม่กลับมาก่อน จะได้รู้ว่านางจริงใจหรือไม่ มายามนี้ดูท่าแล้วพวกเราควรต้องไปตรวจสอบกันก่อน ไม่ว่าท่านแม่จะอยู่ที่นี่หรือไม่ ขอเพียงตรวจสอบเบื้องหลังของนางได้อย่างชัดเจน เรื่องทั้งหมดก็จะกระจ่าง”
“จะไปหาพี่เป้าหรือ?”
“อืม”
……
หลังจากวันนั้น เปี้ยนชิวอิ่งก็ไม่คิดจะมาหาจูปาเม่ยอีก เพราะนางไม่อยากได้ ‘พิธีรับภรรยา’ ดังเช่นก่อนหน้านี้แล้ว
หากเกิดขึ้นอีกในยามที่นางจะนอนกับจูเอ้อร์ นางคงพูดได้ว่ายากจะรับได้แล้ว
จูปาเม่ยไม่พูดก็แล้วไปเถอะ นางก็ยังสามารถยิ้มให้จูเอ้อร์ได้อย่างอ่อนโยน แต่หลังจากรู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้เหล่านั้นแล้ว นางก็ไร้หนทางจะเผชิญกับความรู้สึกของเขา
แม้ว่าจูเอ้อร์จะมาหานางเอง ส่งอาหารให้นาง เอาเครื่องมือมาให้นางอย่างมีความสุข ทว่าหลังจากเขายื่นมือเข้ามา นางก็จะนึกถึงภาพเขา ‘แคะขี้หูขี้ตา ถูขี้ไคล จับหนูจับแมลงสาบ…’
“อึก…”
พลันรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา
“เจ้าเป็นอันใด? เด็กคนนี้สร้างปัญหาให้เจ้าอีกแล้วหรือ?” จูเอ้อร์ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ เห็นนางมีท่าทียากลำบากก็คิดเพียงจะปลอบประโลมนาง
แต่จูเอ้อร์ยิ่งเข้าใกล้เปี้ยนชิวอิ่งมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งนึกขึ้นมาว่า…ยามนั้นร่างของเขาเหม็นมากราวกับตกลงไปในส้วมหลุม
“อึก…” นางรีบยื่นมือไปขวางจูเอ้อร์ และกล่าวอย่างร้อนรน “ท่านอย่าเข้ามา!”
อย่าให้ข้าได้กลิ่นจากร่างเจ้า!
อึก น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!
“ทำไม เกิดอันใดขึ้น?” จูเอ้อร์ยืนอยู่ที่เดิมด้วยความสับสน ทั้งยังกลัวว่านางจะโกรธจึงไม่กล้าขยับทำได้เพียงมองนาง
เปี้ยนชิวอิ่งแม้แต่มองก็ยังไม่อยากมอง จึงปิดจมูกแล้วกล่าวว่า “เหม็นเกินไปแล้ว..”
จูเอ้อร์คิดว่านางพูดถึงเรื่องที่นาง ‘คลื่นไส้’ จึงยิ้มออกมา “ข้าคิดอันใดเสียที่ไหน ไม่เป็นไร ไม่เหม็นเลยแม้แต่น้อย”
เขายังเกรงว่าเปี้ยนชิวอิ่งจะไม่เชื่อ จึงจงใจสูดอากาศเข้าไป บอกนางให้มั่นใจว่าไม่เหม็นแม้แต่น้อย แต่กลับมีกลิ่นหอมเหมือนปกติราวกับกลิ่นของดอกไม้
“อึก…” เปี้ยนชิวอิ่งคาดไม่ถึงว่าเขาจะทำเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะคลื่นไส้ขึ้นมา หายใจอย่างกระหืดกระหอบ “ออกห่างจากข้าหน่อย ไม่ได้ยินหรือ ออกห่างจากข้าไปหน่อย…ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือ…”
จูเอ้อร์เห็นนางน้ำตาไหลออกมาทั้งยังพูดจารุนแรงเช่นนี้ก็ยืนห่างออกไปจริง ๆ
อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ‘เหตุใดสตรีในตำบลจึงอ่อนแอเช่นนี้?’
…คราแรกก็พี่สะใภ้ใหญ่ น้องสะใภ้สี่ ทั้งยังมีภรรยาของเขายามที่ตั้งท้องอีก ทุกคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้ เหตุใดแม่นางเปี้ยนท้องแล้วจึงคลื่นไส้เช่นนี้เล่า?
ทันใดนั้นก็รู้สึกขึ้นมาว่าหญิงสาวจากตำบลไม่ได้ดีอย่างที่เขาคิด เรื่องสวยก็สวยอยู่ แต่ใช้ชีวิตด้วยไม่ง่ายเลย
เขาแต่งภรรยากลับมาไม่ใช่ว่าพากลับมามองเฉย ๆ แต่ยังพากลับมาคลอดลูกด้วย หากใช้ชีวิตด้วยไม่ง่ายแล้วยังจะแต่งกลับมาทำไม?
จูเอ้อร์โชคดีอยู่บ้าง ยังดีที่เขาแต่งกับหลิวซื่อไปก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้น…
คิดไปคิดมาเรื่องที่ต้องใส่ใจก็ยังใส่ใจ จะพูดอย่างไรในท้องคนก็เป็นลูกของเขา จูเอ้อร์มองนางที่ไม่ได้มีท่าทีจะอาเจียนรุนแรงมากแล้วจึงเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นแล้วหรือ?”
“ดีขึ้นแล้ว” เปี้ยนชิวอิ่งค่อย ๆ หายใจเข้า ในสมองเริ่มตอบกลับด้วยเหตุผล ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดมุมปากแสดงท่าทีอ่อนแอ “ขออภัย เมื่อครู่ข้ารุนแรงกับท่านเกินไป ข้าไม่ได้ตั้งใจแต่รู้สึกอึดอัดเกินไป…จึง ‘ไร้เหตุผล’ ถึงเพียงนี้ ปกติข้าเป็นคนอย่างไรพี่จูเอ้อร์ย่อมรู้อย่างชัดแจ้งไม่ใช่หรือ?”