ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 883 เกรงว่าข้าจะไม่อาจรอดพ้นการโดนทุบตี
ประโยคสุดท้ายลั่นดัง
หมอชาวบ้านเข้ามาถึงพอดีและชะงักอยู่อย่างนั้น จูต้าเหนียงคิดเช่นนี้หรอกหรือ!
“ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตคน!” เย่อวี๋หรานเอ่ยสำทับ “เจ้ารอง ฟังข้าให้ดี คนอื่น ๆ ก็ด้วย ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตคน โดยเฉพาะจูปาเม่ย เจ้าจงจำคำแม่เอาไว้ให้ดี ต่อไปเมื่อแต่งเข้าตระกูลอื่นแล้วเจอเรื่องวุ่นวายเช่นนี้แต่ผู้อื่นต้องการให้เจ้าแลกชีวิตกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การแบ่งแยกสำคัญระหว่างชายหญิง’ และ ‘ซุ้มประกาศพรหมจรรย์*[1]’ เจ้าจะต้องสู้ตามคำของแม่ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่!” จูปาเม่ยรีบขานรับเมื่อถูกกล่าวถึง
แม้นางไม่รู้ว่าจะเผชิญกับเรื่องทำนองนี้ในภายภาคหน้าหรือไม่ ทว่าดังเช่นที่มารดากล่าว คนเรากำลังจะตาย ไฉนเลยจะต้องใส่ใจการแบ่งแยกระหว่างชายหญิง การมีชีวิตรอดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หากมีคนโง่เง่าคนใดกล้าบีบให้นางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในเรื่องพรรค์นี้ นางคงไม่โง่อย่างพี่สะใภ้รอง แต่จะ ‘สู้’ กลับอย่างที่มารดาบอก
จูเอ้อร์ก้มหน้างุดโดยไม่พูดไม่จา
เย่อวี๋หรานเห็นหมอชาวบ้านมาถึงแล้วจึงเลิกดุด่าทันที แล้วให้หมอชาวบ้านเข้ามารักษาหลิวซื่อ
เคราะห์ดีที่อาการไม่หนัก หลิวซื่อไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงต้องรอฟื้นตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องแผลเป็นบนหน้าผากนั้น ขี้ผึ้งที่ต้าเป่าเคยใช้แล้วเห็นผลดีถูกนำมาให้หลิวซื่อ
เย่อวี๋หรานกล่าวขอบคุณหมอชาวบ้านด้วยตนเองและขอให้เขาเก็บเรื่องในวันนี้ไว้เป็น ‘ความลับ’
ไม่มีหนทางอื่น ถึงอย่างไรจูเอ้อร์กระทำการเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เหมาะสม
หากข่าวนี้หลุดออกไป ไม่เพียงแต่เจ้าตัวจะเสียหน้า ยังอาจยิ่งทำลายชื่อเสียงของหลิวซื่อ อีกทั้งไม่เป็นผลดีกับหมอชาวบ้านด้วย
“จูต้าเหนียง ฝ่ายที่ควรขอบคุณคือข้า ขอบคุณที่ไม่ถือโทษข้าเรื่องนั้น หากเป็นครอบครัวอื่นเกรงว่าข้าคงไม่อาจรอดพ้นจากการโดนทุบตีได้” หมอชาวบ้านกล่าวพลางยกยิ้มเจื่อน
ตอนรักษาหลิวซื่อเขาก็เห็นเพียงชีวิตคนในสายตา ไม่ได้คิดเป็นอื่นยามเร่งรีบ ทว่าเมื่อกลับมาทบทวนดูในภายหลัง เหงื่อบนหลังก็แตกซ่ก
กลัวว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะกลับมาหาเรื่อง
นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ ‘หาเรื่อง’ เขากลับไม่ใช่นาง แต่เป็นลูกชายต่างหาก เป็นนางที่ออกหน้า ‘ปกป้อง’ เขาเอาไว้
เมื่อคิดว่าตนเองเคย ‘เชื่อตามคำคนอื่น’ หลงคิดว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ดี ตอนนี้ได้พบปะเพียงไม่กี่ครั้งก็ได้รู้ซึ้งว่านางอาจขาดเขลาในเรื่องเล็ก ๆ ไปบ้าง แต่เรื่องสำคัญนั้นไม่ขาดเขลาแต่อย่างใด
เย่อวี๋หรานปัดมือ “ในเมื่อท่านบอกว่าหากเป็นครอบครัวอื่นก็เป็นเรื่องของครอบครัวอื่น ครอบครัวเราต่างออกไป บุญคุณต้องตอบแทนแค้นต้องชำระ เราไม่เคยขาดเขลาเรื่องนี้ ท่านรักษาหลิวซื่อให้เป็นเรื่องจริง หากท่านไม่ทำเช่นนั้นไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ สิ่งใดจะสำคัญไปกว่าชีวิตนาง หากนางตายไปก็ไม่มีหลงเหลือ”
หลังจากไปส่งหมอชาวบ้าน นางก็เรียกจูเอ้อร์เข้ามาต่อว่าอีกครั้ง
“หลิวซื่อเจ็บตัวก็เพราะเจ้า เจ้าต้องดูแลเมียและลูกคนนี้” นางส่งสายตาบอกให้จูซื่อส่งอู๋เป่าที่หลับอยู่คืนให้จูเอ้อร์อุ้มพลางเอ่ยว่า “จนกว่าหลิวซื่อจะอาการดีขึ้น เจ้าต้องเลี้ยงเขาเอง”
จูเอ้อร์ลนลาน “ท่านแม่ ดูแลหลิวซื่อไม่มีปัญหา แต่อู๋เป่ายังเล็กอยู่อย่างนี้และข้าก็ไร้ประสบการณ์ จะเลี้ยงเขาได้อย่างไร”
สิ่งอ่อนนุ่มในอ้อมแขนเขาดูคล้ายจะแตกหักด้วยแรงเพียงเล็กน้อย เข้าไม่คิดว่าตนเองจะมีปัญญาเลี้ยงเจ้าตัวเล็กแสนบอบบางได้
เย่อวี๋หรานปั้นหน้าดุ “หากเจ้าไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกชายตนเองแล้วจะหวังให้ใครมาเลี้ยงให้ หากข้าไม่ปล่อยให้เจ้าลิ้มรสความยากลำบากของการเลี้ยงลูก เจ้าจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างเด็กที่มีแม่และไม่มีแม่ได้อย่างไร เจ้าจะได้ไม่อยู่ว่างทั้งวันไม่ดีหรือ จะได้ไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อยเรื่องที่หลิวซื่อถูกแตะเนื้อต้องตัวเพราะคลอดลูกยาก เรื่องหยุมหยิมเช่นนี้เจ้าก็ยังเก็บมาคิดได้…”
จูเอ้อร์คิด ‘ท่านแม่ มันกลายเป็นเรื่องหยุมหยิมไปได้อย่างไร?’
ทว่าดูจากท่าทีของมารดาแล้วเขาก็ไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใด
หากเอ่ยปากออกมาอีกคงได้ถูกนางกล่าวตำหนิอีกเป็นแน่
“ช่างเถิด” เย่อวี๋หรานถอนหายใจและเอ่ยว่า “คืนนี้ให้ครอบครัวเหล่าซื่อช่วยดูแลเมียเจ้า ส่วนเจ้าอยู่เก็บของแล้วไปกับข้า”
“หา?”
“หาอะไร? ใครใช้ให้เจ้าเป็นลูกชายข้าเล่า ต่อให้โกรธเคืองเพียงไหนก็ทอดทิ้งเจ้าไว้คนเดียวไม่ได้” นางไม่ได้กล่าวว่าแท้จริงแล้วนางกลัวว่าจูเอ้อร์จะเลี้ยงอู๋เป่าไม่ได้ดี แล้วอู๋เป่าจะร้องงอแงจนหลิวซื่อวิตกได้
พวกนางต่างก็เป็นแม่คน ไฉนเลยจะไม่เข้าใจหัวอกกันและกัน
นาง ‘ลงโทษ’ จูเอ้อร์แต่หลิวซื่อไม่ต้องการให้อู๋เป่าถูก ‘ลงโทษ’ ไปด้วย ทว่าหากต้องการ ‘ลงโทษ’ จูเอ้อร์ก็ต้องยอมให้อู๋เป่าทรมานสักหน่อย
เย่อวี๋หรานทำใจทำร้ายเด็กเล็กไม่ลงเช่นกัน แต่บางครั้งการได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง นางต้องการ ‘คลี่คลาย’ ปัญหาของครอบครัวรองก็ต้องเริ่มจากอู๋เป่า
ปกติหลิวซื่อคอยเลี้ยงอู๋เป่าให้กินอิ่มนอนหลับ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงบัดนี้ร้องไห้งอแงน้อยครั้ง จูเอ้อร์อย่าว่าแต่จะเลี้ยงดู แม้แต่อุ้มยังนับครั้งได้ มีหรือที่เขาจะรู้วิธีป้อนนมลูก?
เมื่ออู๋เป่าหิวจนตื่นขึ้นมากลางดึกและร้องไห้จ้า จูเอ้อร์ก็สติแตกเพราะหานมไม่เจอและกล่อมลูกไม่เป็น “เด็กดี ๆ ไม่ร้องไห้นะ…”
“โธ่ ร้องไห้ทำไมกัน?”
“นอนหลับเสีย ร้องไห้ทำไมกัน”
……
เขาไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ปกติยามอยู่ในความดูแลของหลิวซื่อ ลูกไม่ร้องไห้กลางดึกสักคำ เหตุใดเมื่อมาอยู่ในมือเขากลับเป็นค่ำคืนที่ทรมานเช่นนี้
“แง!…” อู๋เป่าร้องไห้เสียงดังลั่น
ท่านพ่อ ท่านนอนกรนเสียขนาดนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่าข้าตื่นมาหรือไม่
เมื่อข้าตื่นมาท่านแม่ก็คอย ‘กล่อม’ ให้สงบลงได้ก่อนเสียงร้องจะเข้าหูท่านอย่างไรเล่า ท่านเข้าใจหรือยัง?
เย่อวี๋หรานให้จูเอ้อร์และลูกชาย ‘ยืม’ ห้อง นางจึงมานอนที่ห้องจูปาเม่ย
เดิมทีนางไม่ชอบให้ผู้อื่น ‘นอน’ ในห้องนาง ทว่าไม่มีหนทางอื่น จูปาเม่ยยังเป็นสาวรุ่น ไม่เหมาะจะให้พี่ชายและลูกมานอนในห้อง เย่อวี๋หรานจึงต้องเสียสละตนเอง
จูปาเม่ยสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงโหวกเหวก นางสะกิดเย่อวี๋หรานที่นอนอยู่ข้างตัว “ท่านแม่ ได้ยินเสียงหรือไม่? พี่รองกล่อมอู๋เป่าไม่ได้จนเขาร้องไห้ใหญ่แล้ว”
คนแก่นอนหลับได้ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว เย่อวี๋หรานไม่ได้ยินแต่ยังบอกทั้งที่หลับตาอยู่ “ได้ยินแล้ว เด็กโตขนาดนี้ได้เวลากินนมแล้ว ต้องให้เขาดื่มนมกลางดึกหลายครั้ง พี่รองของเจ้าไร้ประสบการณ์และไม่รู้จะหานมมาป้อนลูกได้อย่างไร อู๋เป่าไม่ร้องงอแงสิน่าแปลก”
“พี่รองไม่มีนมแล้วจะเอาอะไรมาป้อนลูก ท่านแม่ ให้ข้าไปบอกให้พี่รองอุ้มเขาไปให้พี่สะใภ้รองป้อนนมที่เรือนหลังเก่าแล้วค่อยอุ้มกลับมาดีไหม?” จูปาเม่ยเสนอแต่ยังไม่ลุกจากเตียงในทันที
นางสังเกตท่าทีของมารดาตลอดคืน หากอีกฝ่ายเห็นด้วย นางก็ยินดีจะทำตามทันที แต่หากไม่เห็นด้วยก็ไม่ใช่ความผิดของนาง เพียงแค่ ‘เห็นแก่’ ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพี่รองและหลานชายเท่านั้น
“ไม่ต้อง เดี๋ยวพ่อเจ้าก็มา”
“แต่ท่านพ่อก็ไม่มีน้ำนมเช่นกัน”
[1] ซุ้มประกาศพรหมจรรย์ ในสมัยราชวงศ์ชิง ผู้หญิงคนใดครองพรหมจรรย์ได้ตามระยะเวลาที่ทางการกำหนด จะได้รับพระราชทานซุ้มประกาศเกียรติคุณพรหมจรรย์จากพระจักรพรรดิ เงินรางวัล และสิทธิพิเศษอื่น ๆ