ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 745 กฎเกณฑ์มายาแห่งห้วงเวลาพุ่งทะยาน กับผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ขอความช่วยเหลือ!
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 745 กฎเกณฑ์มายาแห่งห้วงเวลาพุ่งทะยาน กับผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ขอความช่วยเหลือ!
บทที่ 745 กฎเกณฑ์มายาแห่งห้วงเวลาพุ่งทะยาน กับผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ขอความช่วยเหลือ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศิลาโชคชะตานั้นคือของดีอย่างแน่นอน!
แต่ทองคำกาลเวลานั้น พื้นฐานของมันยิ่งใหญ่กว่าเสียอีก!
สิ่งที่เรียกว่าทองนี้นั้นเป็นเหมือนดอกบัวแห่งกาลเวลา ซึ่งเป็นสมบัติที่หายากอย่างถึงที่สุดในทุกยุคสมัย!
และเมื่อพูดเรื่องการก่อกำเนิด มันก็น่าตกตะลึงยิ่งกว่าดอกบัวแห่งกาลเวลาเสียอีก!
แน่นอนว่า…
ผลของมันก็จะมากยิ่งขึ้นด้วย!
ทองคำกาลเวลาเช่นนี้มีแก่นพลังห้วงเวลาที่บริสุทธิ์มาก ซึ่งเพียงพอจะทำให้ผู้ปลุกพลังศึกษาความหมายที่แท้จริงของกฎเกณฑ์ได้ หากใช้มันบ่มเพาะอาวุธ แค่เพียงปริมาณเล็กน้อยก็สามารถทำให้อาวุธเต็มไปด้วยพลังได้แล้ว
เรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่ล้ำค่าถึงขีดสุด!
ตอนที่ฉู่โม่วเดินทางไปยังเผ่าพันธุ์นารี เขาได้ยินบทสนทนาของผู้ปลุกพลังจากหลายเผ่าพันธุ์ที่มาเข้าร่วมการประลองเทพเจ้า พวกเขาว่ากันว่าเมื่อหลายแสนปีก่อน ใกล้กลุ่มดาวกันย์มีทองคำกาลเวลาก่อกำเนิดขึ้น
ทองคำกาลเวลาชิ้นนี้มีขนาดเท่ากับไข่นกพิราบเท่านั้น แต่มันก็ทำให้มหาเทวะยุทธ์นับไม่ถ้วนขวนขวายอยากจะได้มาครอบครอง แม้แต่ตัวตนระดับเทพเจ้าจากกลุ่มกาแล็กซีอื่น ๆ ก็มาที่นี่เพื่อก่อสงคราม ทำให้ระบบสุริยะมากกว่าสิบแห่งถูกถล่มทำลาย!
เทวะยุทธ์มากกว่าห้าคนถูกสังหารหรือได้รับบาดเจ็บ!
ท้ายที่สุด มันก็ตกเป็นของตัวตนผู้ทรงพลังและหายวับไป
แต่ตอนนี้ ทองคำกาลเวลาตรงหน้าฉู่โม่วนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากับกำปั้น!
มูลค่าของมันมากกว่าทองคำกาลเวลาชิ้นนั้นถึงหลายเท่า!
หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ผู้ปลุกพลังมากมายก็จะต้องเสียสติอย่างแน่นอน ในตอนนั้น นอกจากทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว แม้แต่กลุ่มดาวกันย์ก็คงจะพังทลายลงในทันที
“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเจอสมบัติแบบนี้ที่นี่!”
“จะให้เรื่องนี้หลุดออกไปไม่ได้!”
“ไม่งั้น… ทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์คงจบเห่แน่!”
ฉู่โม่วพึมพำพลางสูดหายใจลึกด้วยสีหน้าจริงจัง
ทองคำกาลเวลามีกลิ่นอายความเก่าแก่นานนับศตวรรษ
หากเก็บมันเอาไว้ในถุงเก็บของหรือสถานที่เปิด รัศมีของมันก็จะยังอบอวลอยู่ ฉู่โม่วจึงเก็บมันเข้าไปในโลกบนฝ่ามือและฝังเอาไว้ในตำแหน่งที่ลึกที่สุดทันที
ด้วยวิธีนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครค้นพบมัน
หลังจากที่พัฒนากฎเกณฑ์มายาแห่งห้วงเวลาจนสมบูรณ์ หรือกระทั่งก้าวเข้าสู่ระดับกฎเกณฑ์ เขาก็สามารถนำมันออกมาใช้ได้ ไม่ว่าจะเพื่อดูดซับแก่นพลังงานหรือใช้มันบ่มเพาะสมบัติก็ตาม
หลังจากที่จัดการกับทองคำกาลเวลาเรียบร้อย ฉู่โม่วก็หันไปสนใจศิลาโชคชะตาบ้าง
เขาเก็บมันมาและลอยกลับขึ้นไปยังผิวน้ำ
ระหว่างช่วงเวลานี้ สิ่งมีชีวิตในน้ำจำนวนหนึ่งบุกเข้ามาโจมตีเป็นครั้งคราว แต่พวกมันก็ถูกฉู่โม่วสังหารจนหมด
หลังจากที่ขึ้นมาถึงพื้นดิน ชายหนุ่มก็หาที่ปลอดภัย เปิดถ้ำขึ้น และนั่งขัดสมาธิลง
“ดูดซับ!”
ฉู่โม่วเริ่มดูดซับพวกมันทันทีโดยไม่ลังเล
ศิลาโชคชะตาสองก้อนนี้เพียงพอที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งกฎเกณฑ์มายาและพรสวรรค์ของเขาได้มหาศาล
ครืน!
เมื่อหินศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย พลังแห่งแก่นเวลามหาศาลก็หลั่งไหลออกมา
เขาดูดซับมันเข้าไปในทันที พลังงานปริมาณมากหลั่งไหลเข้าไปในร่างเพื่อพัฒนายีนและร่างกาย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การควบคุมเหนือห้วงเวลาของฉู่โม่วก็ค่อย ๆ สูงขึ้น
ในพริบตาเดียว
เวลาก็ผ่านไปหลายวัน ฉู่โม่วดูดซับศิลาโชคชะตาเข้าไปหนึ่งก้อนแล้ว
และในตอนนี้ พรสวรรค์ของเขาก็ทะยานสูงขึ้นอีกมากกว่า 10% และกฎเกณฑ์มายาแห่งห้วงเวลาก็เพิ่มขึ้นเป็น 56%
หลังจากนั้น
ฉู่โม่วยังไม่หยุดและดูดซับแก่นพลังของศิลาโชคชะตาก้อนที่สองเข้าไป
เมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งศิลาก็กลายเป็นผุยผง กฎเกณฑ์มายาแห่งห้วงเวลาของเขามาถึง 68% แล้ว
ในที่สุดระยะห่างจากขั้นสมบูรณ์ของกฎเกณฑ์มายาก็เหลือเพียงแค่ 30% เท่านั้น!
และพรสวรรค์แห่งห้วงเวลาก็พัฒนาขึ้นถึง 10% ด้วย
ตามการคาดการณ์ของฉู่โม่ว
ตราบใดที่เขามีศิลาโชคชะตาสักก้อน พรสวรรค์แห่งห้วงเวลาระดับเทวะของเขาก็สามารถพัฒนาเข้าสู่ระดับขั้นใหม่ได้
อัตราการเติบโตนี้ทำให้ฉู่โม่วมีความสุขเป็นอย่างมาก
“เขตแดนลับนี้เป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่ดีจริง ๆ!”
“มันมีสมบัติแห่งห้วงเวลาเต็มไปหมด ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป การพัฒนาพรสวรรค์แห่งห้วงเวลาและกฎเกณฑ์มายาคงไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน!”
ฉู่โม่วพึมพำกับตัวเอง
หลังจากที่สูดหายใจลึก เขาก็เดินออกมาจากถ้ำ
ชายหนุ่มปล่อยเจ้านกซื่อบื้อออกมาและออกตามหาสมบัติอีกครั้ง
ช่วงเวลาต่อจากนั้น
ด้วยการนำทางของนกล่าสมบัติ ชายหนุ่มก็ค้นพบสมบัติที่มีแก่นพลังห้วงเวลาเป็นจำนวนมาก แต่เขาก็ไม่พบศิลาโชคชะตาอีกเลย เมื่อเวลากว่าครึ่งเดือนผ่านพ้นไป กฎเกณฑ์มายาของเขาจึงไปถึงได้แค่ 69% และไม่ถึง 70% เสียด้วยซ้ำ
และพัฒนาการของพรสวรรค์ก็ไม่น่าพึงพอใจนัก
แต่ฉู่โม่วก็ยังไม่ท้อถอย
แม้ว่าความเร็วในการพัฒนาจะช้าลงมากเพราะไม่สามารถตามหาศิลาโชคชะตามาเพิ่มได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มันก็ยังรวดเร็วกว่าการฝึกฝนในโลกภายนอกมาก
ในวันนี้
ฉู่โม่วยังคงค้นหาสมบัติเช่นเคย เขาเพิ่งจะสังหารสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งและได้รับสมบัติที่มันปกป้องเอาไว้มา เขากำลังจะดูดซับมันเข้าไป แต่แล้วก็สัมผัสได้ถึงความร้อนจาง ๆ จากกำไลบนข้อมือ
“นี่มัน…”
“ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ขอความช่วยเหลือเหรอ?”
เขาตะลึงงัน
กำไลนี้คือสมบัติที่ตำหนักบรรพชนมอบให้กับเขาก่อนที่จะเข้ามาในเขตแดนลับ แค่ใส่อณูแห่งชีวิตเข้าไปเล็กน้อยก็จะเชื่อมต่อกับกำไลอื่น ๆ และในขณะเดียวกันก็สามารถระบุตำแหน่งและระยะห่างคร่าว ๆ ได้อีกด้วย
ด้วยวิธีนี้ ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ในเขตแดนลับก็สามารถขอความช่วยเหลือจากกันและกันในยามอันตรายได้
“ทิศใต้!”
“ไกลจากที่นี่หน่อย แต่ถ้าใช้ความเร็วสูงสุดก็จะไปถึงภายในครึ่งชั่วโมง!”
ฉู่โม่วพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพุ่งตัวออกไปทันที
อย่างไรแล้ว เขาก็คือผู้ปลุกพลังจากเผ่าพันธุ์มนุษย์
และก่อนที่เขาจะเข้ามาข้างใน บรรพชนหมัวก็บอกว่าจะทิ้งคนอื่น ๆ ไม่ได้เด็ดขาด
…
ระหว่างที่ฉู่โม่วเดินทาง
ในตอนนี้ ท่ามกลางป่าไม้ ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์สามคนกำลังวิ่งหนีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
พวกเขาหันกลับไปมองด้านหลังเป็นครั้งคราว เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น แต่พวกเขาก็ยังคงตื่นกลัวราวกับว่ามีอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวไล่ตามหลังมา
ฟุ่บ!
ทันใดนั้น
เสียงหนึ่งพลันดังลั่นออกมาจากร่างกายของผู้ปลุกพลังมนุษย์ที่กำลังหลบหนี แล้วใบหน้าของเขาก็เริ่มแห้งเหี่ยวลงราวกับว่าอายุขัยหายไปจนหมดสิ้น
“แย่แล้ว!”
“มันจะตามทันแล้ว วิ่งเร็ว!”
เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้ปลุกพลังอีกคนหนึ่งก็ตะโกนด้วยความหวาดผวา
เมื่อพูดจบ เขาก็กัดฟันแน่น ดูเหมือนกระบวนท่าลับบางอย่างจะถูกใช้งาน จนความเร็วของชายผู้นั้นทะยานสูงขึ้นในชั่วพริบตา
ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์อีกสองคนก็เช่นกัน พวกเขาได้แต่วิ่งต่อไปด้วยความขวัญผวายิ่งกว่าเก่า
แต่… ไม่ว่าพวกเขาจะรวดเร็วเท่าไร
ผู้ปลุกพลังทั้งสามก็ต้องสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างกายชักกระตุก เส้นผมและใบหน้าของพวกเขาแห้งเหี่ยวลง และอายุขัยก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง!
นั่นหมายความว่า
สัตว์ประหลาดข้างหลังนั้นยังคงไล่ตามพวกเขามาติด ๆ
“เวรเอ๊ย!”
“สัตว์ประหลาดนี่มันบ้าอะไรกัน? ทำไมถึงไล่ตามเราอยู่ได้!”
ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์คนหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก