ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 641 วิหารว่านหยวน (3)
วิหารที่โล่งว่างแห่งนี้ มีพื้นที่ไม่น้อย ทั้งยังไม่ได้มีแค่ห้องฝึกวิชาจริงๆ มีห้องนั่งเล่น ห้องนอนและห้องที่เหมือนจะเป็นห้องหนังสือ พื้นที่ค่อนข้างกว้าง อย่างน้อยก็เกินสามร้อยตารางเมตร
แค่วิหารสามร้อยสิบแปดแห่งก็ครองพื้นที่เกือบหนึ่งแสนตารางเมตรแล้ว
ทั้งวิหารเล็กพวกนั้น ยังไม่ใช่ทั้งหมดของวิหารใหญ่
ทุกคนผ่านลานฝึกวิชามาก็เห็นสิ่งก่อสร้างบางส่วนถูกทำลายลงแล้ว บางทีเวลานั้นอาจจะเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยสลักสำคัญ
วิหารว่านหยวน อย่างน้อยมีพื้นที่เกินกว่าสองแสนตารางเมตร!
วิหารปิดที่ขนาดกว่าสามร้อยหมู่แห่งหนึ่ง!
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้!
แต่…ตอนที่มองจากข้างนอก ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น!
พวกฟางผิงไม่อาจมองผิดแน่ วิหารว่านหยวนตั้งอยู่กลางหุบเขา หุบเขาไม่ได้ใหญ่เช่นกัน ทั่วทั้งหุบเขา อย่างมากก็ขนาดร้อนหมู่ นี่ถือว่าประเมินไว้คาดการณ์ไว้สูงแล้ว
“เหมือนเก็บเขาพระสุเมรุไว้ในเมล็ด!”
ตอนที่เห็นวิหารที่โล่งว่างแห่งนั้น ทุกคนก็รู้แล้วว่าพื้นที่ใหญ่ขนาดไหน!
“เกี่ยวพันไปถึงเทคนิคหลอมอาวุธในมิติ!”
“ขั้นสุดยอดยังทำไม่ได้!”
“อีกทั้งวิหารใหญ่ขนาดนี้ สามารถสร้างออกมาเป็นแบบนี้ได้ ถ้าเป็นพลังจิตใจจริงๆ พันปีไม่เปลี่ยนแปลง…”
ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นทุกคนก็ทยอยมองไปทางเหยาเฉิงจวิน
ตอนนี้หลี่หานซงเผยท่าทีเคร่งขรึมอย่างยิ่ง เอ่ยอย่างจริงจังว่า “ไม่ต้องหาแล้ว ที่นี่ต้องไม่มีต้นกำเนิดของพวกเราแน่! เกรงว่าเหล่าเหยาจะอยู่เหนือขั้นสุดยอดขึ้นไปเช่นกัน เทคนิคหลอมอาวุธที่เกี่ยวพันกับมิติแบบนี้ บางทีขั้นสุดยอดอาจทำไม่ได้เสมอไป ตอนนี้ขั้นสุดยอดให้ความสำคัญกับพลังต่อสู้เป็นหลัก เรื่องอื่นๆ ไม่ได้สนใจ ทั้งในยุคสมัยของพวกเรา น่าจะเป็นการพัฒนาแต่ละแขนงแตกต่างกันออกไป อย่างน้อยที่สุดเหล่าเหยาก็คือขั้นสุดยอด เขาเป็นขั้นสุดยอด งั้นพวกเราก็ต้องใช่เช่นกัน อย่างน้อยคงไม่อ่อนแอไปกว่าขั้นสุดยอด ในเมื่อเป็นแบบนี้ มีต้นกำเนิดของพวกเราอยู่ที่นี่ก็มีโอกาสน้อยแล้ว ทั้งพวกเราและเหล่าเหยาอยู่ในตำแหน่งทัดเทียมกัน สถานการณ์แบบนี้ แม้ฉันจะเก็บต้นกำเนิดไว้ก็ไม่อาจเก็บไว้ในวิหารที่เป็นบ้านของเหล่าเหยาได้ มีโอกาสที่จะเก็บไว้บ้านตัวเองมากกว่า อีกอย่าง เหล่าเหยา บ้านเก่าของนาย…บางทีอาจจะถูกคนบุกทะลวงแล้ว”
หลี่หานซงเอ่ยอย่างเห็นใจ “ฉันสงสัยว่าวิหารใหญ่หลังนี้จะถูกย้ายมาจากพื้นที่ระหว่างเขตแดน บ้านเก่านายไม่ถูกบุกทะลวง วิหารใหญ่จะถูกเมืองเจิ้นซิงย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? เหล่าเหยา นายไม่มีบ้านแล้ว!”
เหยาเฉิงจวินหน้าดำหน้าแดงขึ้นมา ไม่รู้ว่าโมโหที่บ้านตัวเองถูกรุกราน หรือว่าโมโหคำพูดของหัวเหล็ก
ฟางผิงเดาว่าอย่างหลังมีโอกาสมากกว่า
เรื่องจริงก็เป็นแบบนั้น เหยาเฉิงจวินได้ยินเขายังบ่นพึมพำก็อดไม่ไหว เอ่ยอย่างโมโหว่า “นายหุบปากได้หรือเปล่า! เอาแต่พูดบ้านฉันบ้านนายอยู่นั่นแหละ หาบ้านนายให้เจอก่อนเถอะ! อย่างน้อยฉันก็ยังหาวิหารเจอ พิสูจน์ว่าความสามารถในชาติก่อนแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด นายมองจากจุดไหนถึงรู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าฉัน?”
หลี่หานซงแค่นหัวเราะ เผยสีหน้าดูแคลน ไร้สาระ!
เพิ่งคิดจะเอ่ยปาก ข้างนั้น จู่ๆ ฉินเฟิ่งชิงก็ตะโกนว่า “หยุดทะเลาะกันได้แล้ว เข้ามา! เจอความลับสุดยอดแล้ว!”
ทุกคนรีบเข้าไปทันที
ตอนนี้ฉินเฟิ่งชิงเข้ามาอยู่ข้างในสุดของวิหารใหญ่
วิหารตรงนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกัน แต่เป็นวิหารเล็กที่แยกตัวแห่งหนึ่ง ไม่ใช่หลังเดียว ทั้งหมดแยกออกมาสามหลัง
สองหลังอื่นๆ ปิดผนึกประตูไว้ บนประตูไม่ได้เขียนแนะนำอะไร
หลังที่สามจากทางซ้ายก็คือตรงที่ฉินเฟิ่งชิงยืนอยู่ หน้าประตูกลับมีแท่นศิลาอยู่
“ราชาปีศาจโม่เวิ่นเจี้ยน!”
ฉินเฟิ่งชิงรอทุกคนมาถึงแล้วก็พึมพำออกมา ไม่นานก็มองไปทางฟางผิงว่า “หลุมศพของพี่ชายนาย นายเป็นราชาสวรรค์ เขาเป็นราชาปีศาจ จุๆ…”
“นายลองพูดไร้สาระอีกสิ?”
ฟางผิงเผยแววตาไม่สบอารมณ์ ฉินเฟิ่งชิงหัวเราะออกมา เอ่ยต่อว่า “ศิษย์ที่ถูกทอดทิ้งของเขาจื่อไก้ แม่ทัพผู้พ่ายแพ้ ทหารผู้หลบหนี…โอ้โฮ นี่เขาเป็นคนเขียนเองหรือว่าคนรุ่นหลังเป็นคนเขียน? ทั้งหมดแทบจะเป็นความหมายเชิงลบ! อีกอย่าง…ภรรยาเขาถูกคนฆ่า หมดอาลัยตายอยาก ไม่อาจหาทางล้างแค้นได้…สงครามใหญ่ในเวลานั้นไม่กล้าทุ่มเทสุดกำลัง ดำเนินชีวิตอย่างไร้ความหมายวนเวียนนับพันปี…เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย?”
ฉินเฟิ่งชิงพึมพำพลางพูดกับตัวเองไปด้วย เอ่ยอย่างตกตะลึงอยู่บ้าง “มีชีวิตนับพันปี? ไม่ถูกสิ ใช้ชีวิตอย่างไร้ความหมายนับพันปี ราชาปีศาจคนนี้มีชีวิตนานเท่าไหร่กัน? สงครามใหญ่…สงครามใหญ่อะไร? เจ้าพวกนี้ล้วนแบ่งแยกจากขั้นเก้าพวกนั้น น่าจะขั้นสุดยอดสินะ! ขั้นสุดยอดสามคน? ฝีมือคงไม่อ่อนแอแน่ ตกลงคนพวกนี้ไปทำอะไรกัน ไม่ได้กลับมากันสักคน? หรือเวลานั้นเหล่าเหยาควบคุมขั้นสุดยอดสามคน? ราชาปีศาจครั้งนี้จะทำการใหญ่ เอ๋…เหมือนยังจะเป็นหนึ่งในผู้นำครั้งนี้ด้วย”
ฉินเฟิ่งชิงพึมพำอยู่พักใหญ่ ด้านข้างนั้น หลี่หานซงตัดบทไปตรงๆ “ฉันรู้แล้วว่าแผนการของพวกเขาคืออะไร!”
สิ้นเสียงก็เอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “พลิกฟ้าเปลี่ยนดิน!”
“หืม?”
พวกฟางผิงเผยสีหน้างุนงง ทยอยมองไปทางเขา
หลี่หานซงเอ่ยต่อว่า “พลิกฟ้าเปลี่ยนดิน...อืม ไม่มีต่อแล้ว”
“…”
ทุกคนเผยแววตาคมกริบ ด้านข้างนั้น ฉินเฟิ่งชิงเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ดูป้ายศิลาสิ ถูกลบออกไปส่วนหนึ่ง โม้อะไรกัน พลิกฟ้าเปลี่ยนดินเห็นแล้ว ข้างหลังกลับไม่มี ตรงนี้น่าจะพูดถึงแผนการใหญ่อะไรนั่น ข้างหลังถูกลบออกไปไม่น้อย ฮ่าๆๆ ไม่ต้องถามแล้ว เป็นฝีมือขั้นสุดยอดของเมืองเจิ้นซิงแน่”
พวกฟางผิงทยอยมองไปที่ป้ายศิลา ส่วนสุดท้ายถูกลบไปจริงๆ ด้วย
ฟางผิงมองไปทางวิหาร ขมวดคิ้วว่า “น่าสนใจ! สงครามใหญ่ สงครามใหญ่อะไร? หนีทหาร? ยอดฝีมือที่อาจจะเป็นขั้นสุดยอดคนหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะหนีทหารได้ พันปีหลังจากนั้น ออกจากเขาอีกครั้ง จะเข้าร่วมแผนการใหญ่บางอย่าง! ทำไมเมืองเจิ้นซิงต้องปิดบังเรื่องพวกนี้? อดีตไม่อาจไล่ตามได้ ทั้งไม่จำเป็นต้องไล่ตามด้วย ตอนนี้ฉันสงสัยแค่อย่างเดียวว่าผู้อาวุโสขั้นสุดยอดสิบสามคน…เป็นหนึ่งในพวกนี้หรือเปล่า? ฉันพบว่าขั้นเก้าทางนี้ มีวิหารสิบหกแห่งที่ถูกเปิดออก! ถ้านับสามคนข้างนอกนั้น ก็หมายความว่ายังขาดอีกสิบสามคน คนพวกนี้ตายไปแล้วหรือว่ายังมีคนอื่นอีก? น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เมืองเจิ้นซิงมีความจำเป็นต้องปิดบังเรื่องพวกนี้ด้วยหรือไง?”
“ผู้อาวุโสสิบสามคน แม้เวลานั้นจะเป็นผู้รอดชีวิตในสงครามใหญ่จริงๆ ไม่ก็กลับมาเกิดใหม่ แต่กาลเวลาโบยบิน ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว แม้พวกเขาจะเป็นผู้ที่หนีทหารในเวลานั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไร แน่นอนว่ายังไงก็นับเป็นยุคมืด ไม่บอกพวกเราก็เป็นเรื่องปกติ อีกอย่าง วิหารว่านหยวน บอกว่าพวกผู้ฝึกยุทธ์ย้ายกลับมา ถ้าเป็นพวกเขาย้ายกลับมา นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจจะไม่ใช่หนึ่งในนี้…ช่างเถอะ ไม่สนใจแล้ว”
จู่ๆ ฟางผิงก็ส่ายหัว ครุ่นคิดเล็กน้อย “แผนการใหญ่คืออะไร ฉันไม่สนใจ ป้ายคำสั่งเหมือนจะหาคนที่สอดคล้องไม่เจอ น่าจะไม่ใช่ป้ายคำสั่งของคนที่อยู่ในนี้ พวกเราอย่าทำตัวว่างเลย แม้ตอนนี้จะไม่อาจเปิดวิหารได้ แต่ฉันพบว่าที่นี่มีพลังงานเข้มข้น…ไม่สิ ไม่ใช่พลังงาน เหมือนจะเป็นการกระจัดกระจายของเส้นทางต้นกำเนิดผู้ฝึกยุทธ์มากกว่า…ทุกคนฝึกวิชาที่นี่กันเถอะ รอเหล่าจางมาแล้ว พวกเราค่อยออกไป ครั้งนี้วิหารว่านหยวนนับว่าคว้ามาไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจกลับไปมือเปล่า บางเรื่องฉันเห็นข้อมูลพวกนี้แล้วก็เริ่มจับประเด็นได้เหมือนกัน”
ฟางผิงรู้สึกว่าเขาบรรลุเป้าหมายของตัวเองแล้ว ตอนนี้เขาเชื่อมโยงไปถึงหลายสิ่ง
บางทีอีกไม่นานตัวเองอาจจะสามารถไปค้นหาพื้นที่ระหว่างเขตแดนที่สอดคล้องได้ คว้าเคล็ดวิชาต่อสู้มา
ส่วนพวกเหล่าเหยา ฟางผิงมีการคาดเดาอย่างเลือนรางอยู่บ้างแล้ว
เจ้าพวกนี้น่าจะไม่ใช่กลุ่มเดียวกับผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่พวกนี้จริงๆ
คนพวกนี้…เหมือนผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ของแดนรบราชามากกว่า!
‘สงครามใหญ่’ จากปากของราชาปีศาจโม่เวิ่นเจี้ยน หรือก็คือสงครามของแดนรบราชาครั้งนั้น?
พันปีบวกกับพันปี นั่นก็เป็นสองพันปีก่อน!
แดนรบราชาเกิดขึ้นเมื่อสองพันปีก่อนแล้ว?
พวกเหล่าเหยาเป็นหนึ่งในคนพวกนั้น?
งั้นส่วนลึกของแดนรบราชา บางทีอาจจะมีโครงกระดูกของพวกเขาอยู่ จะมีต้นกำเนิดหลงเหลือหรือเปล่า?
หรือว่ากลายเป็นพลังต้นกำเนิดที่วุ่นวายพวกนั้นแล้ว?
“เหล่าจางมาแล้ว ไม่ต้องการอย่างอื่น แต่เป็นข้อมูลทั้งหมดที่เมืองเจิ้นซิงจะให้ได้! ไม่สิ ยังต้องรวมสิทธิ์ทั้งหมดของวิหารว่านหยวนด้วย!”
ฟางผิงมองวิหารที่ตั้งแยกออกมาทั้งสามหลังข้างหน้า นี่เป็นสิ่งที่ขั้นสุดยอดหลงเหลือไว้จริงๆ งั้นเหรอ?
ถ้าหากใช่ ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่กลับมา จะเกิดขั้นสุดยอดสามคนขึ้นใหม่อีกครั้งหรือเปล่า?
เมืองเจิ้นซิงอยากจะหาผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ทั้งหมด หรือว่าหาทั้งสามคนนี้?
—————-