ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 370 พร้อมลงมือ
จุดที่ซากศพของภูตผีปีศาจกระจายกลาดเกลื่อน พื้นดินจับตัวเป็น น้ำแข็ง สภาพการณ์นั้นโหดเหี้ยมน่าสยดสยอง
เนี่ยเทียนโดยสารรถศึกทองคำมาถึง มองปราดเดียวก็เห็นภูตผีปีศาจ เรือนกายใหญ่ยักษ์ราวกับวานรที่แค่โผล่ออกมานอกรอยแยกก็ถูกหลิงตง ใช้พลังความหนาวเย็นทารุณแยกร่างของมันให้แตกกระจายออกเป็น เสี่ยงๆ
ท่ามกลางปราณปีศาจที่เข้มข้น พื้นที่ที่ซากศพของภูตผีปีศาจกระจัด กระจาย รวมไปถึงพื้นที่โดยรอบรอยแยกห้วงมิติเริ่มค่อยๆ มีไอความเย็น แผ่อบอวล
ไอความเย็นรวมตัวกันไม่สลายหายไป ทุกที่ที่พวกมันล่องลอยผ่าน พื้นดินล้วนจับตัวเป็นน้ำแข็ง เทือกเขาเล็กเตี้ยหลายแห่งก็ราวกับกลายมา เป็นเกาะน้ำแข็ง
เนี่ยเทียนอกสั่นขวัญแขวน หันไปมองหลิงตงโดยอัตโนมัติ
บนยอดเขา หลิงตงผู้มีเครายาวสีขาว จุดลึกในดวงตาที่เป็นสีเทาซีดมี ลวดลายซับซ้อนหนาแน่นซึ่งกำลังเลื้อยขยุกขยิกด้วยวิธีการอันเป็น เอกลักษณ์
เขาบิดลำคอเบาๆ สายตามองผ่านพื้นที่ใด ที่แห่งนั้นก็ล้วนเกิดการ เปลี่ยนแปลง
ไม่นานนักหุบเขาอันเป็นที่ตั้งของรอยแยกห้วงมิติ รวมไปถึงเทือกเขา เล็กๆ ในบริเวณใกล้เคียงก็ค่อยๆ ถูกพลังความเย็นสุดขั้วปกคลุม
ยอดเขาเล็กเตี้ยล้วนกลายมาเป็นเกาะน้ำแข็งในช่วงระยะเวลาสั้น แสนสั้น
ทว่าในบรรดาเทือกเขาที่โอบล้อมรอยแยกห้วงมิติกลับมีภูเขาที่สูง ใหญ่ที่สุดสามลูกซึ่งไม่ได้รับอิทธิพลจากพลังความเย็นสุดขั้วของหลิงตง
ภูเขาใหญ่ยักษ์ทั้งสามนั้นเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยม เมื่อนำภูเขา ลูกอื่นๆ ที่จับตัวเป็นน้ำแข็งมาเปรียบเทียบกับภูเขาทั้งสามก็ราวกับเด็ก เล็กหลายคนที่ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มชายวัยเจริญพันธ์ที่เรือนกายสูงใหญ่ สามคน
ตอนที่เนี่ยเทียนมองประเมินรอบด้านด้วยความตกตะลึง ตราประทับ สะเก็ดดาวสามดวงตรงหน้าอกของเขาก็เริ่มร้อนระอุขึ้นมา
“อ๊าก!”
เสียงคำรามแหบโหยจากภูตผีปีศาจดังออกมานอกรอยแยกห้วงมิติอีก ครั้ง
หลิงตงหน้าไม่เปลี่ยนสี แค่หรี่ตาลงมองรอยแยกห้วงมิติที่แตกออก
บนยอดเขาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง จ้าวลั่วเฟิงเจ้าสำนักวิมานสวรรค์ เองก็มีสีหน้าเฉยชา เสียงร้องคำรามของภูตผีปีศาจตนนั้นไม่ทำให้มีคลื่น อารมณ์ใดๆ ปรากฏให้เห็นบนใบหน้าของเขา
ผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์คนอื่นๆ ที่กระจายตัวกันอยู่ต่างก็มีสีหน้า สบายๆ แม้แต่การที่ฮวางฝานพาตัวเนี่ยเทียนมาถึง พวกเขาก็ยังไม่ได้ สนใจมากนัก
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ข้าพาเนี่ยเทียนมาแล้ว”
รถศึกทองคำลอยตัวอยู่กลางอากาศ ฮวางฝานมองมายังจ้าวลั่วเฟิง และผู้อาวุโสใหญ่หลิงตง ก่อนจะโค้งตัวคารวะ
ในที่สุดสายตาของหลิงตงก็กวาดมามอง
เมื่อเนี่ยเทียนมองประสานกับดวงตาสีเทาซีดนั้น ตลอดทั้งร่างของเขา ก็พลันบังเกิดความรู้สึกเย็นเยียบ
เมื่ออยู่ภายใต้สายตาของหลิงตง เนี่ยเทียนก็มีความรู้สึกแปลก ประหลาดเหมือนว่าความลับทั้งหมดที่อยู่ในตัวเขาล้วนถูกเปิดเปลือย ออกมาอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้
“ยอดเขาสามลูกที่ยังไม่ถูกพลังเย็นสุดขั้วของข้าทำให้จับตัวเป็น น้ำแข็งก็คือค่ายกลที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ เดียวอีกครู่ เจ้าก็จงไปดำเนินการแล้วกัน” หลิงตงถอนสายตากลับแล้วจึงเอ่ยสั่งความ หนึ่งประโยค
จ้าวลั่วเฟิงผู้เป็นเจ้าสำนักมีสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาที่ราบเรียบไร้คลื่น เคลื่อนไหวก็เหลือบมามองเขาหนึ่งครั้ง
แค่มองครั้งเดียว ความสนใจทั้งหมดของจ้าวลั่วเฟิงก็กลับไปอยู่ที่จุด รอยแยกห้วงมิติอีกครั้ง ไม่ได้สนใจเขาอีกเลย
ผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ของวิมานสวรรค์เองก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง มายังเขา ความสนใจของคนทั้งหมดยังคงอยู่ที่รอยแยกห้วงมิติซึ่งเปิดออก คล้ายกำลังรอคอยการมาเยือนของภูตผีปีศาจ
ใบหน้าเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความงงงัน
ก่อนหน้าที่ยังไม่มาถึงอาณาจักรเสวียนเทียน เขานึกว่าผู้ฝึกลมปราณ ของวิมานสวรรค์จะร้อนใจไม่ต่างจากผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรหลีเทียน ต้องคิดอยากแต่จะปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติอยู่ตลอดเวลาเพื่อสกัดขวาง การมาเยือนของภูตผีปีศาจ
ข่าวคราวที่เขารู้จากหัวมู่และพรรคคิชกูฏต่างก็บอกว่าวิมานสวรรค์ ร้อนใจถึงขนาดเตรียมบีบให้หนิงหยางมอบตราประทับสะเก็ดดาวออกมา
เดิมทีเขานึกว่าเมื่อเขามาถึง วิมานสวรรค์จะเร่งเร้าให้เขาปิดผนึกรอย แยกห้วงมิติที่เปิดออกซึ่งเป็นช่องทางให้ภูตผีปีศาจเยื้องกรายมาถึง โดยเร็วที่สุด
แต่พอเขามาถึงจริงๆ เมื่อสังเกตการณ์อย่างละเอียดเขากลับพบว่า ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนี้
จ้าวลั่วเฟิง หลิงตง และยังมีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับของวิมานสวรรค์ที่ กระจายตัวอยู่รอบรอยแยกห้วงมิติ ไม่มีใครที่แสดงความตื่นตระหนก หวาดกลัว
บนใบหน้าของคนเหล่านี้ เนี่ยเทียนยังมองออกถึงความไม่ยอมแพ้ มองออกถึงความทะเยอทะยานและใจที่พร้อมจะลงมือต่อสู้!
เขาจึงเกิดการคาดเดาที่น่าตกตะลึงขึ้นมาทันที—วิมานสวรรค์กำลัง รอคอยการมาถึงของภูตผีปีศาจ!
และประโยคที่จ้าวลั่วเฟิงพูดออกมาในตอนหลังก็ช่วยพิสูจน์การคาด เดาของเขาได้เป็นอย่างดี
“ในเมื่อเนี่ยเทียนผู้ครอบครองตราประทับสะเก็ดดาวมาถึงแล้ว ถ้า เช่นนั้นพวกเราก็ไร้สิ่งใดให้ต้องกังวลอีก” จ้าวลั่วเฟิงยิ้มน้อยๆ แล้วพลัน กล่าวขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านจงแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ หาก เหตุการณ์อยู่เหนือการควบคุมจริงๆ ค่อยให้เนี่ยเทียนใช้ค่ายกลลับที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้มาปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติ”
คำพูดนี้ดังออกมา พวกผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่อยู่รอบด้านต่าง ก็มีสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ
“นี่ นี่คือ…” กลับเป็นฮวางฝานเสียอีกที่มีสีหน้างุนงง คล้ายไม่เข้าใจ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ตกลง!” หลิงตงกล่าวเสียงหนัก
เมื่อเสียงหนักๆ ของเขาดังขึ้น พวกภูเขาที่เกาะตัวเป็นน้ำแข็งอยู่รอบ ด้านรอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกก็พลันกลายมาเป็นแท่งปริซึมขนาดใหญ่ ยักษ์ที่วางแนวตั้ง
ในเกาะน้ำแข็งมีประกายแสงน้ำแข็งระยิบระยับสาดออกมา ก่อนจะ ตัดสลับกันอยู่เหนือรอยแยกห้วงมิตินั้น
ไข่มุกน้ำแข็งหลายลูกที่แผ่ไอความเย็นเสียดแทงกระดูกพลันลอย ทะยานออกมาจากกลางฝุามือของหลิงตง แล้วบินเข้าไปอยู่ในเกาะ น้ำแข็งที่ราวกับแท่งปริซึมเหล่านั้น
เมื่อได้รับพลังจากไข่มุกน้ำแข็ง แสงความเย็นที่สาดส่องออกมาจาก ภูเขาน้ำแข็งแต่ละลูกก็ยิ่งหนาวเย็นอย่างทารุณ
“โฮก!”
ภูตผีปีศาจอีกตัวหนึ่งบินออกมาจากในรอยแยกห้วงมิติ
ภูตผีปีศาจตนนี้มีปีกสีม่วงที่แผ่กว้าง วินาทีที่มันปรากฏกายก็ดึงดูด เอาปราณปีศาจเข้มข้นให้เข้ามาหา ก่อนที่มันจะกระพือปีกหนายาวให้ สายฟูาแลบปลาบออกมา
เนี่ยเทียนมองอยู่ครู่หนึ่งก็แอบตกตะลึง
ในสายตาของเขา สัตว์สายฟูานิลกาฬที่อาจารย์ของเขาเลี้ยงเอาไว้ ต้องมีต้นกำเนิดทางสายเลือดเดียวกับภูตผีปีศาจตัวที่อยู่ด้านหน้านี้ แน่นอน เพราะสัตว์สายฟูานิลกาฬมีรูปร่างคล้ายคลึงกับภูตผีปีศาจตัวนี้ อย่างยิ่ง เพียงแต่ว่าตัวไม่ได้ใหญ่โตอย่างมันก็เท่านั้น
“มาหาที่ตายอีกตัวหนึ่งแล้ว”
หลิงตงแค่นเสียงเย็น แสงเย็นเยียบวาววับที่ปกคลุมอยู่บนอากาศ เหนือรอยแยกห้วงมิติพลันแตกแยกออกมาเป็นหลายเส้น
เมื่อภูตผีปีศาจที่บินออกมาจากรอยแยกถูกแสงน้ำแข็งเหล่านั้นกรีด ผ่านก็ราวกับถูกมีดแหลมคมตวัดฟัน พริบตาเดียวร่างของมันก็ถูกฟันให้ กลายเป็นชิ้นๆ ก่อนจะร่วงลงพื้น
หลังจากนั้นก็มีภูตผีปีศาจอีกหลายตนบินออกมาจากรอยแยกห้วงมิติ ที่เปิดออก
ทว่าภูตผีปีศาจทุกตัวเป็นเพียงแค่ภูตผีปีศาจระดับต่ำเท่านั้น อีกทั้ง พวกมันเพิ่งจะบินออกมาก็ถูกค่ายกลน้ำแข็งที่หลิงตงจัดวางเอาไว้สังหาร ในชั่วพริบตา
เมื่ออยู่ภายใต้พลังความเย็นสุดขั้วของหลิงตง ภูตผีปีศาจแต่ละตัวต่าง ก็ร่างแยกออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วตายไป
ผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่มีจ้าวลั่วเฟิงเป็นผู้นำมีสีหน้าเรียบเฉย ทุกคนล้วนรอคอยอยู่เงียบๆ โดยไม่เอ่ยคำใด
ผ่านไปเนิ่นนาน ม้าศึกสีดำสนิทตัวหนึ่งก็กระโดดผลุงออกมาจากรอย แยกห้วงมิติ
ม้าศึกสีนิลตัวนั้นสวมชุดเกราะลายปีศาจ บนศีรษะมีหนามแหลมคม ดวงตาเปล่งประกายแสงแห่งความเหี้ยมโหดกระหายเลือด
บนม้าศึกคือภูตผีปีศาจระดับสูงตนหนึ่งที่สวมชุดเกราะหนักอึ้งสีดำ มือถือทวนยาวสีนิล บนใบหน้าสวมหน้ากากดุร้าย
ตลอดทั้งร่างของภูตผีปีศาจระดับสูงตนนี้เปิดเผยให้เห็นแค่ดวงตาสี ม่วงเข้มเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของร่างกายล้วนถูกชุดเกราะและหน้ากาก ปกปิดไว้จนมิด
จ้าวลั่วเฟิงและหลิงตง รวมไปถึงผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ของวิมานสวรรค์ พอเห็นว่าเขาที่นั่งอยู่บนหลังม้าเผยกายออกมา ทุกคนต่างก็มีสีหน้าตะลึง อย่างเห็นได้ชัด
“ฟูุวๆ!”
แสงเย็นเยียบแหลมคมมากมายที่รวมตัวกันอยู่เหนือรอยแยกห้วงมิติ ด้วยฝีมือของหลิงตงพลันฟาดฟันลงมาทันที
“เผ่ามนุษย์!”
ภูตผีปีศาจระดับสูงที่สวมเกราะหนักอึ้งสีดำแสยะปากหัวเราะหึหึ ก่อนจะกล่าวด้วยภาษาของมนุษย์ที่ชัดเจนและถูกต้อง “พวกเจ้านี่ช่าง ถนัดเล่นเล่ห์กลชั่วช้าเสียจริง ดูท่าพวกเจ้าคงรอพวกข้ามานานมากแล้ว”
“เจ้าคือใคร?” หลิงตงตวาดถาม
“เอ้าเติงแห่งอาณาจักรปีศาจที่สี่!”