ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 333 ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี
บทที่ 333 ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี
ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองโม๋ตู ฉิงเทียนกำลังนอนอยู่บนเตียง เขานั้นกำลังเบื่อและจ้องมองไปที่เพดาน หลังจากที่เขาถูกไป๋กงหยางไล่ออกมา เขาก็ได้ไปที่บ้านของซูเสวี่ยเพื่อรับประทานอาหาร แล้วเขาก็ถูกซูเสวี่ยไล่ออกมา เธอนั้นกลับคืนสู่สภาพของสาวทำงานแล้วมุ่งหน้าไปที่บริษัททันที ปล่อยให้ฉิงเทียนต้องโดดเดี่ยว
ยิ่งไปกว่านั้น ฉิงเทียนก็พบว่าตัวเขานั้นถูกหลอกโดยไป๋กงหยาง เพราะเขาได้เข้าไปที่กลุ่มแลกเปลี่ยนสุขาวดีและถามเรื่องของการฝึกวิชา แล้วพบมันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ไป๋กงหยางพูดเลย ถึงแม้มันจะมีอันตรายนิดหน่อยในการเปลี่ยนวิชาที่ใช้ฝึก แต่ก็ไม่ได้อันตรายถึงแก่ชีวิตอย่างที่ไป๋กงหยางกล่าว
“ไม่รู้เลยว่าสองคนนั้นกำลังคิดจะทำอะไรลับหลังเราอยู่กันแน่นะ!” ฉิงเทียนพูดอย่างสงสัย
แต่ทว่าฉิงเทียนก็ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้มากนัก อย่างไรเสียไป๋กงหยางก็คงจะทำอะไรเพื่อเสี่ยวหยูแน่นอน
แล้วฉิงเทียนก็คิดว่าต่อไปเขาจะทำอะไรดี อันดับแรกเขาจะต้องทำให้องค์เง็กเซียนและเจ้าแม่หวังหมู่กลับมาร่วมรักกันก่อน
ถึงแม้จะมีหนังจากประเทศญี่ปุ่นมากมายและของเล่นดีๆจากบนโลก แต่เจ้าแม่นั้นก็ดูเป็นคนที่ดูเข้มงวด ถ้าเกิดเขาส่งหนังอย่างว่าไปให้เธอ ฉิงเทียนก็เชื่อว่าเมื่อเธอได้เห็นหนังพวกนี้แล้ว เธอคงจะต้องโกรธอย่างมากแน่
เหมือนอย่างคนโบราณที่ไม่เคยเห็นเครื่องบินมาก่อนแล้วพามาในยุคปัจจุบันแล้วพาขึ้นเครื่องบิน ต่อให้ต้องฆ่าคนโบราณคนนั้น คนโบราณก็คงไม่ยอมเด็ดขาด เพราะว่าเขาไม่เคยเห็นพาหนะที่บินไปบนท้องฟ้าได้มาก่อน เขาย่อมไม่เชื่อว่าเครื่องบินนั้นจะสามารถพาผู้คนบินไปได้เร็วกว่าม้าที่ดีที่สุดที่เขารู้จักเสียอีก
แล้ววัฒนธรรมในโลกเซียนเองก็เหมือนๆกับในจีนยุคโบราณ ผู้หญิงแต่งตัวรัดกุม เรื่องอย่างว่าเป็นเรื่องลับๆระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น ย่อมไม่มีใครที่จะสนใจเสื้อผ้าหวือหวากับหนังอย่างว่าหรอก (แน่นอนว่าปีศาจอย่างราชาปีศาจวัวนั้นเป็นข้อยกเว้น)
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉิงเทียนก็ได้ถอนหายใจออกมา “วิธีการนี่แหละปัญหาใหญ่ จะทำยังไงที่จะทำให้เจ้าแม่ยอมรับเรื่องแบบนี้ได้ และทำให้องค์เง็กเซียนรู้สึกอยากทำเรื่องอย่างว่าขึ้นมา”
ฉิงเทียนจึงได้รวบรวมความคิดว่าจะหาเสื้อผ้าแบบไหนดีที่ทั้งยั่วยวนและรัดกุม
แล้วตาของฉิงเทียนก็ได้ส่องแสงขึ้นมาและพูดขึ้น “จริงด้วยสิ เราลืมชุดกี่เพ้าไปได้ยังไงเนี่ย?”
ชุดกี่เพ้านั้นเป็นชุดที่เน้นสัดส่วนของผู้หญิงจีนที่ดีที่สุด และชุดกี่เพ้าเองก็ไม่ค่อยจะเปิดเผยเหมือนกับชุดของต่างชาติ เขาคิดว่าในช่วงราชวงศ์สุดท้ายของจีนนั้นน่าจะได้รับแนวคิดจากตะวันตกมาพอสมควร ทางด้านหนึ่งผู้หญิงจีนนั้นออกไล่ตามความงามและความเซ็กซี่อยู่แล้ว และอีกทางหนึ่งคือแนวคิดที่ยังต้องรักนวลสงวนตัวนั้นได้ฝังเข้าไปในรากลึกของสาวจีนแล้ว ดังนั้นผู้คนในเวลานั้นจึงได้ออกแบบชุดกี่เพ้าขึ้นมา ซึ่งเรียกได้ว่าชุดกี่เพ้านั้นเป็นชุดที่ขับเน้นความงามของสาวจีนออกมาได้มากที่สุด
“ถ้าสวมชุดกี่เพ้าคู่กับถุงเท้ายาวสีดำ แล้วสวมรองเท้าส้นสูงเข้าไปด้วย เราไม่เชื่อหรอกว่าองค์เง็กเซียนนั้นจะไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งนี้เลย “เมื่อคิดได้เช่นนี้ฉิงเทียนก็รู้สึกยินดีขึ้นมา ในที่สุดเขาก็พบหนทางเสียที แต่ยังมีปัญหาบางอย่างตามมา
การเลือกซื้อเสื้อผ้านั้น จำเป็นต้องเข้ากับส่วนสูงและเอวของเจ้าแม่ด้วยซึ่งเขาไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการสวมชุดนั้นได้พอดี ไม่ว่าเสื้อผ้านั้นจะดีเพียงไร แต่ผู้คนที่มีร่างกายต่างกันก็จะให้บรรยากาศที่ต่างกันออกไปเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผู้ขายนั้นได้แปะรูปภาพสินค้าตัวอย่างเอาไว้ในถาวเป่านั้น ไม่ว่าชุดนั้นจะทำให้นางแบบในรูปนั้นออกมาสวยเพียงใด แต่เมื่อมาถึงผู้ซื้อแล้วกลับมีปัญหาอื่นๆตามมา
ดังนั้นเขาจำเป็นต้องทราบสัดส่วนของเจ้าแม่ให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเจ้าแม่สวมชุดแล้วไม่เหมือนรูปตัวอย่าง คงได้เกิดเรื่องเศร้าตามมาแน่
แต่ใครกันจะเป็นคนที่ขอสัดส่วนของเจ้าแม่มาให้เขาได้ล่ะ? ไท่ไป๋จินซิงก็คงไม่ได้แน่ๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นขุนนางคนสนิทขององค์เง็กเซียน แต่องค์เง็กเซียนก็คงไม่ยอมบอกสัดส่วนภรรยาของเขาแก่ไท่ไป๋จินซิงแน่
ในขณะที่ฉิงเทียนกำลังหดหู่อยู่นั้นเอง โทรศัพท์ของเขาก็ได้สั่นขึ้นมา แล้วพบว่ามีข้อความยังไม่ได้อ่านในถาวเป่าสวรรค์
พี่ใหญ่แห่งสวรรค์: ฉิงเทียน เจ้ายังคิดจะเมินข้าอีกเหรอ นางฟ้าคนนี้จะจำเจ้าเอาไว้แล้วเจ้าจะเดือดร้อนแน่ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าการเมินข้านั้นผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
ฉิงเทียนคิ้วขมวด คนคนนี้เป็นใครกันแน่นะ เธอมาขู่เขาทั้งๆเขาไม่รู้จักเธอเลยด้วยซ้ำ
ฉิงเทียนจึงได้พิมพ์ข้อความถามกลับไป: คุณเป็นใครเหรอครับ? พวกเรารู้จักกันด้วยเหรอครับ?
ณ ห้องของเหล่าเจ้าหญิงในทะเลสาบเหยาฉีบนสวรรค์ ใบหน้าที่สวยงามขององค์หญิงใหญ่นั้นก็ได้โกรธขึ้นมา แล้วเนินเขาสองลูกของสาวเซียนนั้นก็ได้สั่นไหวขึ้นลงอย่างต่อเนื่องตามความโกรธของผู้ที่เป็นเจ้าของ
องค์หญิงใหญ่ก็ได้พูดด้วยความโกรธ “ฉิงเทียน เจ้าพูดเช่นนี้กับองค์หญิงใหญ่อย่างข้าได้อย่างไร เจ้าแม่นั้นทำถูกแล้ว คนอย่างเขานั้นจะให้มาแต่งงานกับน้องแปดได้อย่างไร น่าจะส่งเขาไปเวียนว่ายตายเกิดโดยไม่ต้องกลับมาจะเป็นการดีที่สุด น้องแปดเจ้าไปชอบผู้ชายเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ขณะที่พูดอยู่องค์หญิงใหญ่ก็ได้เดินไปยังห้องของฮ่าวอวิ๋นในเหยาฉีด้วยความเร็วราวกับพายุ
ส่วนฉิงเทียนนั้นไม่รู้เลยว่าเขาได้ไปทำให้องค์หญิงใหญ่ในสวรรค์นั้นโกรธเข้าให้แล้ว หลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมา ฉิงเทียนก็ได้รับรู้ถึงความผิดพลาดที่เขาทำลงไปในวันนี้ เขาคงอยากที่จะย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้แล้วบอกกับตัวเขาเมื่อสองเดือนก่อนว่า “ผู้หญิงน่ะห้ามไปยั่วโมโห เหล่านางฟ้าก็อย่ายั่วโมโห และองค์หญิงใหญ่แห่งสวรรค์ห้ามยั่วโมโหเด็ดขาด”
แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องในภายหลัง ในเวลานี้ฉิงเทียนนั้นไม่ได้รู้เลยว่าเขาได้ก่อนหายนะเอาไว้แล้วด้วยการทำให้องค์หญิงใหญ่โกรธขึ้นมา ฉิงเทียนมองไปที่โทรศัพท์มือถือแล้วพบว่าผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่มีข้อความตอบกลับมา แล้วคิดว่าพี่ใหญ่แห่งสวรรค์คงคิดว่าเขาด่าเธอแน่ๆ หลังจากที่มองดูโทรศัพท์สักพักเขาก็ได้เข้าไปในกลุ่มแลกเปลี่ยนสุขาวดีแก้เบื่อ ถึงแม้ว่าจะมีเหล่าเซียนมากมายอยู่ในนั้น แต่ก็คงไม่มีใครที่จะตอบคำถามนี้ให้เขาได้
เขาคิดหาหนทางไม่ออก จึงได้เก็บโทรศัพท์เข้าไปในแหวนเก็บของ
ฉิงเทียนข้ามปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้นี้ไปก่อน แล้วฉิงเทียนก็ได้วางแผนการต่อไปนั่นคือการสร้างบริษัทขึ้นมา
ฉิงเทียนคิดว่าหากอาศัยความได้เปรียบของเขาที่สามารถติดต่อกับโลกเซียน และสิ่งของต่างๆในโลกเซียนนั้นเขาก็สามารถหามาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสิ่งของเหล่านี้สำหรับคนธรรมดาและเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรบนโลกนั้นย่อมที่จะอยากได้มาครอบครองแน่นอน
ยกตัวอย่าง ลูกท้อเซียนในแหวนเก็บของของเขาที่มีเป็นถุงใหญ่ๆนั้น สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญตนบนโลกแล้ว มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถหาได้ตลอดชีวิตของพวกเขา
“ใช่แล้ว ตั้งบริษัทประมูลของดีกว่า แล้วแบ่งออกเป็นการประมูลสองประเภท หนึ่งคือการประมูลสิ่งของธรรมดาๆสำหรับคนธรรมดา และสองคือการประมูลสิ่งของสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร” แล้วฉิงเทียนก็คิดออกถึงรูปแบบของบริษัทในอนาคตของเขา
อีกทางด้านหนึ่ง ที่บ้านของสกุลจ้าว
ในเวลานี้จ้าวก่างกำลังบอกพ่อของเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะในครั้งนี้เขาได้รับอนุญาตจากฉิงเทียนให้เปิดเผยความลับของเขาได้แล้ว
“ดังนั้นลูกเองก็เป็นผู้ฝึกตนด้วยสินะ!” จ้าวเลี่ยงรู้สึกได้ว่ามุมมองในโลกนี้ของเขานั้นพังทลายลงมา แต่ก่อนเขาคิดแค่ว่ามีคนที่แข็งแกร่งจริงๆอยู่ในโลกนี้เท่านั้น แต่ไม่คิดว่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรที่ราวกับลงมาจากสวรรค์ลงมาบนโลก
แต่ลูกชายของเขาได้อธิบายอย่างชัดแจ้งว่าโลกนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่จริงๆ และลูกชายของเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็เป็นอมตะด้วยอย่างนั้นรึ?” จ้าวเลี่ยงจ้องไปที่จ้าวก่างด้วยสายตาที่เบิกกว้าง
จ้าวก่างนั้นมองไปที่พ่อของเขาแล้วยิ้มอย่างแห้งๆ พ่อของเขานั้นยึดติดแต่กับเรื่องเป็นอมตะจริงๆ
“ท่านพ่อคิดอะไรอย่างนั้นล่ะครับ การจะเป็นอมตะไม่ได้เป็นกันง่ายนะครับ!”