ร้านค้าจากแดนสวรรค์ - บทที่ 342 พวกคนที่ถูกเรียกว่าเศรษฐีใหม่ (2)
บทที่ 342 พวกคนที่ถูกเรียกว่าเศรษฐีใหม่ (2)
เศรษฐีใหม่ก็ได้มองไปที่เณรน้อยที่ไม่เป็นอะไรแล้วกล่าว “แกเป็นคนหรือผีกันแน่?” เขานั้นรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของหมัดของเขานั้นสามารถที่จะล้มวัวได้สบายๆ แต่เณรน้อยนั้นกลับไม่ได้เป็นไรเลย ถึงเขายังจะฝืนยิ้มได้อยู่ แต่เขานั้นเริ่มรู้สึกตื่นกลัวขึ้นมา
“แน่นอนสิครับ เณรเป็นคนครับ” ฝ่าเอินตอบแล้วยิ้มยิงฟัน แล้วจากนั้นเณรก็ได้จับหมัดของเศรษฐีใหม่ด้วยมือข้างเดียวแล้วโยนเขาลอยกลางอากาศ
ในตอนนั้นเองที่เศรษฐีใหม่รู้สึกได้ว่าเท้าของเขานั้นไม่ติดพื้น แล้วจากนั้นก็ลอยไปในอากาศวาดเป็นแนวโค้งที่สวยงาม ก่อนจะลงมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง
“บ้าน่า?”
แล้วลูกชายของเศรษฐีใหม่ก็ได้ร้องไห้ขึ้นมาเมื่อเห็นพ่อของเขาถูกทำลายแล้วพูดขึ้น “แกกล้าทำร้ายพ่อของฉันงั้นเหรอ แงๆ ใครก็ได้จัดการเขาให้ฉันที”
แน่นอนว่าไม่มีใครเลยที่สนใจเจ้าเด็กเอาแต่ใจคนนี้ กลับกันฝูงชนต่างก็พากันหัวเราะ
“พวกแกกล้าหัวเราะเยาะฉันงั้นเหรอ? แล้วพวกแกจะต้องเสียใจ พ่อรีบลุกขึ้นมาแล้วจัดการพวกเขาเซ่!” แล้วเด็กคนนั้นก็ได้รีบวิ่งไปหาพ่อของเขาแล้วชี้ไปที่ฝูงชน
“ไอ้หนู พ่อของแกน่ะสู้กับยอดยุทธ์ตัวน้อยคนนี้ไม่ได้หรอก!” มีใครบางคนได้พูดขึ้นมา
แล้วก็มีเสียงที่เห็นด้วยตามมา “ใช่แล้ว, จะไปไหนก็ไป!”
เมื่อได้ยินเสียงเยาะเย้ยจากในฝูงชน เศรษฐีใหม่ก็ได้หน้าซีดเซียวขึ้นมา เขาจึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วจูงพาลูกชายของเขาหนีไปทันที
ถึงแม้ว่าเขาจะเย่อหยิ่ง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีสมอง เขานั้นรู้ดีว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเณรน้อยคนนี้ ในเวลานี้เขาได้พ่ายแพ้อย่างมาก ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดในเวลานี้คือการหนี เขายังเอาคืนไม่ได้จนกว่าเขาจะหาคนช่วยให้ได้ก่อน เขาจำหน้าทั้งสองคนนั้นไว้ได้แล้ว พวกแกทั้งสองคนไม่มีทางหนีรอดแน่! เศรษฐีใหม่พูดกับตัวเอง
ด้วยเสียงของฝีเท้าที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วเสียงของเด็กก็ร้องดังขึ้นมาจากไกลๆ “พ่อครับ ทำไมพ่อถึงได้ทำตัวน่าอายอย่างนี้เนี่ย คราวหลังไม่ต้องพาผมออกมาแล้วนะครับ คุณลุงยังเก่งกว่าอีก”
มองดูเศรษฐีใหม่ที่ไกลออกไป ฝูงชนก็ได้พากันปรบมือ
“ยอดยุทธ์ตัวน้อย เจ้าสุดยอดมาก!”
“ยอดยุทธ์ตัวน้อย ไปเรียนศิลปะป้องกันตัวมาจากที่ไหนรึ?”
“ยอดยุทธ์ตัวน้อย คุณมาจากวัดเส้าหลินรึเปล่า?”
แล้วสุดท้าย เณรน้อยก็ได้รับไอศกรีมเพิ่มอีกสองแท่งจากพนักงานขายในมือของเขา แล้วก็ได้เดินไปพร้อมกับฉิงเทียนขณะที่กำลังทานอยู่
“พี่ฉิงครับ ไอศกรีมนี่อร่อยจริงๆเลยครับ เณรไม่เคยกินอะไรที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย!” ฝ่าเอินพูดอย่างตื่นเต้น แล้วเช็ดคราบที่ปากของเขา
“ถ้ามันอร่อยก็กินเยอะๆละกัน” ฉิงเทียนกล่าวพร้อมกับยิ้ม
“อื้ม จะว่าไปพวกเราจะไปบ้านของพี่ฉิงเลยรึเปล่าครับ?” ฝ่าเอินถาม
“พวกเราจะไปซื้อโทรศัพท์มือถือให้เสี่ยวเอินก่อน แล้วจึงค่อยไปที่บ้านของผม” ฉิงเทียนตอบ
แล้วทั้งสองคนก็ได้พากันไปเดินที่ห้าง ไม่นานนักฝ่าเอินก็ได้โทรศัพท์เครื่องใหม่มาครอบครอง เณรน้อยตื่นเต้นอย่างมากกับโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ของเขา
“นี่คือบ้านของพี่ฉิงสินะครับ สวยอะไรอย่างนี้, ดูดีกว่าที่ที่ผมเคยอาศัยอยู่เสียอีก….” ฝ่าเอินพูดขึ้นมา ส่วนฉิงเทียนนั้นสงสัยมาตลอดว่าฝ่าเอินนั้นอยู่สำนักไหนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรจึงได้ถามออกไป “เสี่ยวเอินอยู่สำนักไหนอย่างนั้นเหรอ?”
“เณรนั้นเป็นพระอยู่ที่วัดฝ่าหัวครับ!” ฝ่าเอินตอบอย่างไม่ใส่ใจ ส่วนสายตาของเขานั้นจับจ้องไปที่การตกแต่งภายในห้องอย่างสงสัยมาก เพราะมีหลายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนที่สำนักของเขา
“พี่ฉิงครับ ขอผมลองจับหน่อยได้ไหมครับ?” เณรน้อยถามอย่างสงสัย
“ได้สิ” ฉิงเทียนผงกหัว แต่ในใจเขาตกใจมากที่พบว่าฝ่าเอินนั้นเป็นลูกศิษย์วัดฝ่าหัว วัดฝ่าหัวนั้นเป็น 1 ใน 5 สำนักใหญ่ในโลกผู้บำเพ็ญเพียร หากรวมอายุกับพลังวัตรของเณรแล้ว ฉิงเทียนก็พลันรู้สึกได้ว่าฐานะของฝ่าเอินในวัดฝ่าหัวนั้นจะต้องสูงมากแน่ๆ
ส่วนฝ่าเอินที่รับอนุญาตจากฉิงเทียน ก็ได้มองซ้ายมองขวาอย่างมีความสุข
ในตอนนั้นเองก็ได้มีแสงสีเหลืองพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรุนแรง “สำเร็จแล้ว, สำเร็จแล้ว, ในที่สุดก็ทำสำเร็จ” ไป๋กงหยางตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้นจนเสียงดังไปทั่วทั้งห้อง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฝ่าเอินก็ได้มีสีหน้าสำรวมขึ้นมา แล้วเขาก็ได้หันหน้ามามองฉิงเทียนแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่ฉิงครับ คนๆนี้มีพลังวัตรอยู่ในระดับไม่น้อยกว่าเหอถี่แล้ว เขาเป็นใครเหรอครับ?”
“เขาเป็นเพื่อนของผมเอง เสี่ยวเอินไม่ต้องกังวลไปหรอก” ฉิงเทียนกล่าวพร้อมกับยิ้ม แต่คงยังมีแถบสีดำอยู่ที่หน้าผากของเขา ส่วนไป๋กงหยางนั้นยังคงตะโกนออกมาโดยไม่รู้จักเก็บซ่อน
แต่ทว่าฉิงเทียนเองก็รู้สึกสงสัยมากว่าเขาทำอะไรสำเร็จ แต่การที่ทำให้ตัวตนในระดับจินเซียนอย่างไป๋กงหยางดีใจได้นั้น เสี่ยวหยูเองก็คงจะได้รับผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวงมากแน่ๆ
หลังจากนั้นสักพัก ฉิงหยูก็ได้ออกมาจากในห้อง พลังวัตรของเขานั้นได้อยู่ในระดับจินตันขั้นปลายแล้ว ฉิงเทียนนั้นจำได้ว่าเมื่อวานนี้ฉิงหยูยังอยู่แค่ในระดับจู้จี แต่เขากลับสามารถข้ามระดับได้ภายในคืนเดียวเท่านั้น
แต่แล้วฉิงหยูก็ได้พูดถามขึ้นมา “เณรคนนี้คือใครเหรอครับพี่?”
ฉิงเทียนจึงได้เล่าเรื่องที่เขาเข้าร่วมกับสมช.ให้ฉิงหยูฟัง รวมถึงเรื่องที่เขาพบเณรน้อยด้วย
หลังจากที่เล่าจบเขาก็ได้แนะนำน้องของเขาให้เณรน้อย “เสี่ยวเอิน คนๆนี้คือน้องชายของผม ชื่อฉิงหยู”
“สวัสดีครับ ประสก”
“สวัสดีเช่นกันครับ เณร” ฉิงหยูเองก็ทักทายตอบ
หลังจากที่เณรน้อยพูดทักทายเสร็จ คิ้วของเขาก็ได้กลับมาขมวดแน่นอย่างเงียบๆ
ฉิงเทียนก็ได้มองดูเณรน้อยที่มีสีหน้าแปลกๆแล้วถาม “เสี่ยวเอิน มีอะไรอย่างนั้นรึ?”
เณรน้อยก็ได้กวาดสายตาไปทั่วห้อง ก่อนจะส่ายหัวแล้วกล่าว “พี่ฉิงครับผู้อาวุโสที่อยู่ในระดับเหอถี่เมื่อสักครู่ ทำไมเขาถึงไม่ออกมาล่ะครับ?”
“ผู้อาวุโส?” ฉิงเทียนพลังนึกขึ้นได้ว่าเณรน้อยนั้นคงจะมองหาไป๋กงหยางอยู่แน่ๆ แต่ไป๋กงหยางนั้นไม่ได้อยู่ในระดับเหอถี่ แต่เป็นจินเซียน
“อ้อ ผู้อาวุโสที่เณรพูดถึงนั้นคงจะออกข้างนอกไปแล้วน่ะ” ฉิงเทียนยิ้มและตอบ แต่เขาแอบส่งโทรจิตไปหาไป๋กงหยาง “เมื่อสักครู่ ทำไมคุณถึงได้ส่งเสียงดีใจมากนักนะ?”
“เผลอไปหน่อย เมื่อสักครู่ข้าดีใจเสียจนเผลอไปหน่อย ไม่คิดว่าเณรคนนี้จะได้ยินด้วย”
“นี่ ไม่ใช่แค่ฝ่าเอินหรอกนะที่ได้ยินน่ะ เมื่อสักครู่ทั่วทั้งห้องนี้เต็มไปด้วยเสียงโรคจิตของคุณนั่นแหละ แล้วจะบอกผมได้รึยัง ว่าคุณกำลังทำอะไรกับเสี่ยวหยู?” ฉิงเทียนถาม เพราะจากที่ฉิงเทียนพบฉิงหยูเมื่อสักครู่ เขารู้สึกได้ว่าฉิงหยูนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปแค่พลังวัตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรยากาศและสิ่งอื่นๆที่เขาไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องเกี่ยวข้องกับไป๋กงหยางแน่ๆ
แต่ไป๋กงหยางกลับทำเป็นเปลี่ยนเรื่องแล้วกล่าว “อายุเพียง 100 ปีก็อยู่ในระดับเฟิงเฉินแล้ว เณรคนนี้มีความสามารถไม่เบา”
“ว่ายังไงนะ เณรคนนี้มีอายุได้ 100 ปีแล้วอย่างนั้นเหรอ?” ฉิงเทียนพูดอย่างตกใจ
“ใช่ อายุของเขาบ่งบอกว่าเขานั้นอายุได้ 100 ปีแล้ว”
ฉิงเทียนมองไปที่เณรน้อยฝ่าเอินอย่างตกใจ ฉิงเทียนมองไปที่สีหน้าและการพูดการจาของเขาและคิดว่าเขานั้นน่าจะมีอายุแค่ 14-15 เท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีอายุได้ 100 ปีแล้ว แล้วยังเรียกเขาว่าพี่อีกต่างหาก
ไป๋กงหยางรู้สึกโล่งอกที่พบว่าฉิงเทียนไม่ถามเขาแล้ว จึงได้โทรจิตบอกกับเขาไป “อย่าได้คิดว่าเขาเป็นวัยรุ่นสิ มีผู้บำเพ็ญเพียรไม่มากนักหรอกนะที่สำเร็จระดับเฟิงเฉินได้ในตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น แม้แต่ในโลกเซียนก็ได้ตาม ยิ่งไปกว่านั้นผู้บำเพ็ญเพียรสามารถที่จะรักษาอายุของเขาไม่ให้เปลี่ยนไปได้เมื่อเข้าสู่ในระดับเฟิงเฉิน”
“คุณจะบอกว่าเณรคนนี้รักษาอายุของเขาเอาไว้อย่างนั้นเหรอ?”
“จากการสังเกตแล้วน่าจะไม่ใช่ เขาน่าจะทำอะไรผิดพลาดไปตอนที่กำลังฝึกวิชามากกว่า ซึ่งทำให้เขาคงอยู่ในสภาพนี้ไปตลอด อาจจะแม้แต่จิตใจด้วย”