วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 169 กำจัดวิถีมารไม่ได้ แต่กำจัดสักสำนักมารนั้นย่อมได้
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ : ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 169 กำจัดวิถีมารไม่ได้ แต่กำจัดสักสำนักมารนั้นย่อมได้
บทที่ 169 กำจัดวิถีมารไม่ได้ แต่กำจัดสักสำนักมารนั้นย่อมได้
สายหลอมศพ คือการนำเอาซากศพของคนที่ตายไปแล้วมากลั่นกลายเป็นซากศพเดินได้
ศพเดินได้ ในแง่หนึ่งก็นับเป็นอาวุธในรูปกายมนุษย์ชนิดหนึ่ง
ทว่าเมื่อศพเดินได้ถูกกลั่นจนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะก่อกำเนิดสติปัญญาใหม่ และเลื่อนระดับกลายเป็นผีดิบ!
ผีดิบนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มันอยู่นอกเหนือหกวิถีและไม่อยู่ในเบญจธาตุ
แต่การจะฝึกฝนศพเดินได้ให้ไปถึงระดับผีดิบนั้นยากเย็นแสนเข็ญ โอกาสมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่น
ยิ่งกว่านั้น เมื่อศพเดินได้เกิดสติปัญญาจนกลายเป็นผีดิบ สิ่งแรกที่มันมักจะทำก็คือแว้งกัดเจ้านาย
ดังนั้นพวกนักหลอมศพเหล่านี้จึงพยายามควบคุมศพเดินได้ ไม่ยอมให้มันเลื่อนระดับเป็นผีดิบ
นอกจากนี้ ในบางครั้งซากศพบางร่างท่ามกลางผืนฟ้าดินที่ไม่มีใครควบคุม ก็อาจจะบังเกิดความโชคดีดั่งฟ้าประทาน เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นผีดิบขึ้นมาเองได้
เพียงแต่โอกาสนี้ยิ่งน้อยลงไปอีก!
กล่าวสรุปคือ ในใต้หล้านี้อาจจะมีศพเดินได้มากมาย แต่ผีดิบของแท้แน่นอนว่าต้องมีน้อยยิ่งกว่าน้อยจนแทบจะนับนิ้วได้
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือเรื่องราวของสายหลอมศพแห่งสำนักหลอมวิญญาณ
ส่วนสายหลอมวิญญาณนั้น คือการรอให้คนตายแล้วจึงช่วงชิงวิญญาณมาเพื่อฝึกฝน
ทว่าเนื่องจากการรอให้คนตายเองนั้นมีประสิทธิภาพต่ำเกินไป
ดังนั้นคนในสายหลอมวิญญาณส่วนใหญ่จึงมักจะลงมือฆ่าคนด้วยตนเอง เพื่อให้ได้วิญญาณมาจำนวนมาก
เมื่อเทียบกันแล้ว สายที่สามอย่างสายหลอมทารกกลับเป็นสายที่อำมหิตที่สุด
จ้าวปินหยวน ก็คือคนในสายนี้
สายหลอมศพต้องการเพียงซากศพ จึงเป็นสายที่ทำร้ายคนน้อยที่สุด
เพราะซากศพสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน จะสิบวัน ครึ่งเดือน หรือแม้แต่ครึ่งปีจนถึงหนึ่งปี ซากศพก็ยังนำมาใช้งานได้
สายหลอมวิญญาณต้องการวิญญาณ จึงทำร้ายคนมากกว่าสายหลอมศพไม่น้อย
นั่นเพราะวิญญาณต่างจากซากศพ แม้จะไปพบศพเก่าเมื่อหนึ่งหรือสองปีก่อนในป่าลึก ก็ยังนำมากลั่นเป็นศพเดินได้ได้
ทว่าหากวิญญาณตายเกินเจ็ดวัน มันจะสลายหายไปอย่างสมบูรณ์และพรากจากร่าง
เงื่อนไขที่บีบคั้นนี้ ย่อมกำหนดให้นักหลอมวิญญาณจำนวนมากต้องลงมือฆ่าคนเพื่อชิงวิญญาณด้วยตนเอง
ส่วนสายสุดท้ายอย่างสายหลอมทารกนั้น ไม่จำเป็นต้องอธิบายความมากไปกว่านี้แล้ว
“สำนักหลอมวิญญาณนี้ แม้จะอยู่ในฝ่ายมาร ก็นับว่าเป็นพรรคพวกประเภทที่ชั่วช้าสามานย์และอำมหิตที่สุด!” เมิ่งฝานขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตนเอง
ตั้งแต่โบราณกาล ธรรมะและอธรรมมิต่างจากน้ำกับไฟที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ ทว่าฝ่ายใดก็มิอาจกำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซากได้
ฝ่ายนี้ทรุด ฝ่ายนั้นรุ่ง… ฝ่ายนั้นรุ่ง ฝ่ายนี้ทรุด!
ทว่าแม้ฝ่ายธรรมะจะมิอาจกำจัดวิถีมารทั้งหมดได้ แต่การจะกำจัดสักหนึ่งสำนักมารนั้นย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่
สำนักประเภทสำนักหลอมวิญญาณนี้ ไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ในโลกนี้เลยแม้แต่น้อย
เมิ่งฝานเตรียมตัวว่าหลังจากกลับไปที่สำนักซูซานแล้ว จะนำเรื่องนี้ขึ้นไปรายงาน
เขาเชื่อว่าด้วยรูปแบบการทำงานของสำนักซูซานที่เกลียดชังความชั่วร้ายเข้าไส้ ย่อมไม่มีทางปล่อยสำนักหลอมวิญญาณนี้ไว้เฉย ๆ แน่นอน
สำนักหลอมวิญญาณเพิ่งจะเริ่มปรากฏตัวขึ้นในยุทธภพในช่วงสองปีที่ผ่านมา และมักจะทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ เหมือนหนูในท่อระบายน้ำเหม็น ๆ
ดังนั้นการที่สำนักฝ่ายธรรมะต่าง ๆ ยังมิได้สังเกตเห็นสำนักหลอมวิญญาณ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอยู่
ทว่าเมื่อพฤติการณ์ของสำนักหลอมวิญญาณเริ่มรุนแรงเกินไป การถูกเปิดโปงย่อมเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น
อย่างคราวนี้ เมื่อเมิ่งฝานกลับไปรายงานผู้อาวุโสหลิน แล้วให้ผู้อาวุโสหลินออกหน้า
ด้วยฐานะและน้ำหนักของท่านที่ต่างออกไป สำนักซูซานย่อมต้องให้ความสำคัญแน่นอน!
แม้เมิ่งฝานจะเคยติดต่อกับคนของสำนักหลอมวิญญาณเพียงครั้งเดียว แต่ความประทับใจที่เขามีต่อสำนักนี้ช่างย่ำแย่เข้าขั้นเลวร้าย
ดังนั้นโดยส่วนตัวแล้ว เขาจึงคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสำนักซูซานจะสามารถกำจัดสำนักหลอมวิญญาณให้สิ้นซากได้
อันที่จริงด้วยรากฐานอันลึกซึ้งของสำนักซูซาน การจะกำจัดสำนักมารสักแห่งนั้นก็มิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
เมิ่งฝานส่ายหน้า สลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ออกจากสมอง เรื่องของวันหน้าไว้ว่ากันวันหน้า รอให้เขากลับถึงซูซานค่อยพิจารณาเรื่องเหล่านี้เถิด
เขาจัดแจงรวบรวมจดหมายรวมถึงบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักหลอมวิญญาณ แล้วเก็บเข้าไว้ในแหวนมิติ
รอให้กลับถึงหอกระบี่เมื่อใด ก็จะโยนของพวกนี้ทั้งหมดให้ผู้อาวุโสหลินจัดการ ส่วนเรื่องที่เหลือเขาก็มิจำเป็นต้องเข้าไปก้าวก่ายอีก
หลังจากเดินออกมาจากบ้านหลังนี้ เมิ่งฝานก็ตวัดกระบี่ฟันออกไปหนึ่งครา ระเบิดบ้านหลังนี้จนพังพินาศและถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงยามนี้ เขารู้สึกอยากทำลายล้างบางอย่างแต่ยังมิได้ปลดปล่อย บัดนี้เมื่อได้พังบ้านหลังนี้ทิ้งไป จึงทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง
หากจ้าปินหยวน บุรุษชุดดำเมื่อครู่ยังไม่ตาย เมิ่งฝานยามนี้คงอดมิได้ที่จะฟันร่างมันให้แหลกเป็นผุยผง
เมื่อครู่เพียงแค่ฟันหัวมันขาด ยังมิได้รู้สึกสะใจเท่าใดนัก
การรับมือกับสิ่งที่มีชีวิตที่ยิ่งกว่าเดรัจฉานเช่นนี้ ต้องฟันให้ร่างระเบิดและบดขยี้ให้กลายเป็นเถ้าธุลี จึงจะนับว่าได้ระบายโทสะในใจออกไปได้บ้าง!
เมิ่งฝานเดินมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของเย่ชิงอวี๋ จ้องมองนางอยู่เงียบ ๆ ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหลับตาลงและเริ่มเข้าสู่การบ่มเพาะพลัง
เขามุ่งเน้นฝึกฝนวิชาซีหวงกวานเสียงฝ่า เพื่อเพิ่มพูนพลังจิตและวิญญาณของตน
ในวันนี้เขารู้สึกได้อย่างรุนแรงถึงความอ่อนด้อยในด้านพลังจิตของตนเอง
เมื่อครู่หากมิได้มีหงชี่อยู่ด้วย เขาคงไม่มีทางต้านทานการโจมตีจากธงทารกผีของบุรุษชุดดำได้เลย
กล่าวถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเพราะพลังจิตของเขายังไม่แข็งแกร่งพอ มิเช่นนั้นการโจมตีจากธงทารกผีนั้นย่อมไม่มีทางส่งผลกระทบใด ๆ ต่อเขาได้เลย
นอกจากนี้ หลังจากจัดการบุรุษชุดดำได้แล้ว แหวนมิติที่ได้มาก็ยังเปิดไม่ได้ ต้องใช้เวลาและความอดทนถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนกว่าจะทำลายอาคมลงได้
แก่นแท้ของปัญหาก็คือ พลังจิตของเขาไม่แข็งแกร่งพออีกนั่นแหละ
ภายในวันเดียว เขาต้องเสียเปรียบเรื่องพลังจิตถึงสองครั้งสองคราว ยามนี้เมื่อเริ่มบ่มเพาะเขาจะมิมุ่งเน้นเรื่องพลังจิตได้อย่างไร?
เมิ่งฝานกำลังทบทวนตนเอง เพราะพลังการต่อสู้ของเขานั้นแข็งแกร่งมากแล้ว วิชากระบี่ที่ใช้ออกก็หาได้ด้อยไปกว่านักกระบี่ระดับหนิงตานเลย
กระทั่งอาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ!
ทว่าในด้านพลังจิต เขากลับมิอาจเทียบชั้นกับผู้บำเพ็ญระดับหนิงตานได้เลย
เมื่อมีจุดอ่อนที่ชัดเจนเพียงนี้ ย่อมต้องรีบเสริมจุดด้อยนั้นให้ทันท่วงที!!!
ต้องยอมรับตามตรงว่า ในช่วงที่ผ่านมาเมิ่งฝานละเลยการฝึกฝนด้านพลังจิตไปบ้าง ยามนี้ถึงเวลาที่ต้องเสริมสร้างมันขึ้นมาแล้วจริง ๆ
ยังดีที่เขามีวิชาจินตภาพจักรพรรดิซี ซึ่งในสำนักซูซานทั้งหมด มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับวาสนาอันเป็นเอกลักษณ์นี้!
หากเขามุมานะฝึกฝนพลังจิต เขาย่อมสามารถบรรลุถึงขั้นจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ได้ก่อนจะถึงระดับหนิงตานเสียอีก
เมื่อถึงเวลานั้น เขาย่อมสามารถใช้ออกด้วยยอดวิชาจิตวิญญาณกระบี่ได้อย่างง่ายดาย โดยมิต้องพึ่งพาหงชี่ แต่จะใช้ออกด้วยพลังของตนเองล้วน ๆ!
ผ่านไปสามชั่วยาม เมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวข้างกาย
“ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที!”
เขาลืมตาขึ้น มองดูเย่ชิงอวี๋ที่กำลังขยับร่างกาย แล้วยื่นมือเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น
“ขอบคุณ” น้ำเสียงของเย่ชิงอวี๋ยังคงดูอ่อนแรงอยู่บ้าง
เมื่อครู่เพิ่งถูกจู่โจมด้วยธงทารกผีจนพลังจิตได้รับบาดเจ็บ ยามที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเช่นนี้คาดว่าคงยังมีผลกระทบหลงเหลืออยู่ ทำให้นางต้องรู้สึกปวดร้าวรำคาญใจไปอีกสักพัก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เมิ่งฝานก็อดมิได้ที่จะต้องขอบคุณหงชี่ในใจ
หากไม่มีหงชี่ ต่อให้เขาฝืนสังหารจ้าวปินหยวนได้สำเร็จ ตัวเขาเองก็คงได้รับผลกระทบจากธงทารกผี และสภาพในยามนี้คงมิได้ดีไปกว่าเย่ชิงอวี๋เท่าใดนัก
แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงข้อสมมติ
และเป็นข้อสมมติที่มิมีทางเกิดขึ้นจริง จึงไม่มีความหมายอันใด
ก็ใครใช้ให้เขามีหงชี่กันเล่า
“มารร้ายผู้นั้นเล่า?” เย่ชิงอวี๋นั่งขัดสมาธิพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย
ยามที่จ้าวปินหยวนใช้ธงทารกผีจู่โจมนางก็ได้หมดสติไปแล้ว ย่อมมิเห็นจุดจบของจ้าวปินหยวน
เมิ่งฝานใช้นิ้วคีบเสี่ยวชิงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่ท้องของเสี่ยวชิงเบา ๆ
“มารร้ายผู้นั้น… อยู่ในนี้อย่างไรล่ะ!”