สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 185 ไฟอีกาทองคำสำแดงเดช!
ทั้งสองฝั่ายไม่ได้เอ่ยทักทายกันแม้สักครึ่งคำ
จั่วม่อไม่จำเป็นต้องถามถึงความรู้สึกเป็นปรปักษ์ของอีกฝั่าย ข้างกองโจรลมดำก็ไม่
คิดว่าจำเป็น
ก็แค่ชนชั้นจู้จีผู้หนึ่ง พวกมันจำเป็นต้องเปลืองน้ำลายด้วยหรือ?
แม้ว่าจะทราบว่าโจวหานต้องการแก้แค้นด้วยตนเอง แต่จางห่าวยังคงตัดสินใจส่ง
ผู้คนระดับล่างจำนวนหนึ่งไปลองทดสอบดูก่อน ธงสุญตาร้ายกาจเพียงใด เกรงว่าต้อง
ทดลองดูจึงจะทราบ จางห่าวผ่านประสบการณ์เข่นฆ่าสังหารนับครั้งไม่ถ้วน ทราบ
กระจ่างแก่ใจว่ามันไม่อาจประมาท ศัตรูคราวนี้เป็นถึงศิษย์เอกของสำนักกระบี่สุญตาผู้
หนึ่ง จะมีของวิเศษช่วยชีวิตสักชิ้นสองชิ้น ถือว่าปกติมาก
ของวิเศษช่วยชีวิตเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของขวัญจากผู้อาวุโสของพวกมัน ล้วนทรง
พลังอำนาจสุดเปรียบปาน หากพวกมันไม่ระมัดระวัง อาจสะดุดตออย่างที่ไม่ควรจะเกิด
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอีกเช่นกัน เนื่องจากฝั่ายมันมีข้อได้เปรียบอย่างเทียบกันไม่ติด ไม่
จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายเกินไป โจวหานเป็นสมุนมือขวาที่ยอดเยี่ยม ยากจะหาผู้ใด
ทดแทน หากเกิดพลาดพลั้งไป จางห่าวไม่อาจรับความเสียหายนี้ได้
กองโจรลมดำแม้มีสมาชิกร่วมเจ็ดสิบคน แต่ห้าคนที่อยู่ในด่านหนิงม่ายจึงจะเป็น
กระดูกสันหลังของกองโจรลมดำ เหล่าสมาชิกทั่วไปที่อยู่ต่ำกว่าด่านหนิงม่ายสามารถหา
ทดแทนได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งทุกข์เข็ญเช่นนี้
จางห่าวส่งลูกสมุนด่านจู้จีห้าคนออกมา แม้ว่าฝั่ายตรงข้ามมีของวิเศษช่วยชีวิต แต่
จะอย่างไรระดับพลังบำเพ็ญเพียรยังคงมีจำกัด หนึ่งต่อห้า เรียกได้ว่าเสียเปรียบอย่าง
สมบูรณ์
“จัดการโดยเร็ว” จางห่าวกำชับ จากนั้นหันไปปลอบโยนโจวหาน “เหล่าเอ้อ (เจ้า
รอง) ไม่ต้องกังวล ปล่อยให้พวกมันจับเด็กน้อยผู้นี้มาเสียก่อน จะสูบไขกระดูกหรือถลก
หนังมัน เหล่าเอ้อเจ้าสามารถเล่นได้ตามใจชอบ!”
โจวหานกล่าวอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณพี่ใหญ่!”
จางห่าวหัวร่อดังกระหึ่ม “ไม่ต้องเกรงใจไป เหล่าเอ้าเจ้าหลายปีมานี้มีความดี
ความชอบมากมาย นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ลูกสมุนทั้งห้าไม่กล้าหุนหันพลันแล่น ผืนธงตระหง่านง้ำเหนือศีรษะของศัตรู
กระพริบแสงแวววาม ดูอย่างไรก็ไม่ใช่สินค้าธรรมดาทั่วไป หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว
พวกมันสำนึกตัวว่าไม่ใช่คู่มือของศิษย์สำนักใหญ่ แต่หากเป็นห้าต่อหนึ่ง พวกมันก็มี
ความเชื่อมั่นมากพอตัว เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ภายในกองโจรลมดำ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งชนชั้นจู้จี พวกมันจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการร่วมมือกับสหายโจรของพวกมัน
นี่เป็นเหตุผลที่กองโจรลมดำสามารถอยู่ยงคงกระพันมาได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
การลงมือประสานงานระหว่างพวกมันช่ำชองชำนาญยิ่ง ในสงครามแบบหมู่คณะ
เรื่องนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน ใช้คนหมู่มากต่อสู้กับผู้เข้มแข็ง ใช้คนหมู่มากต่อสู้กับคนหมู่
มาก ล้วนเป็นสิ่งที่พวกมันถนัดที่สุด
ศิษย์สำนักใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งส่วนบุคคล นั่นหมายความว่าในสงคราม
กองทัพ พวกมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย
ซิวเจ่อทั้งห้าค่อยๆ ล้อมเข้าหาจั่วม่อ กระจายตัวไปยังตำแหน่งพิเศษเฉพาะ
สามารถลงมือสอดประสานซึ่งกันและกันอย่างทันท่วงที
จั่วม่อจ้องมองคนทั้งห้า ไม่แตกตื่นลนลาน รอบกายล้อมรอบไปด้วยปราณกระบี่บิน
วนเป็นรูปขบวนอันมั่นคง
ในหมู่คนทั้งห้า สามคนเป็นเซียนกระบี่ หนึ่งคนถือธงสีดำ อีกหนึ่งถือเคียวโซ่ ระดับ
พลังบำเพ็ญเพียรของคนทั้งห้าเทียบกับจั่วม่อแล้วแทบไม่มีอันใดแตกต่าง ประมาณด่าน
จู้จีขั้นปลาย ซิวเจ่อที่ถือธงดำพอตั้งรูปขบวนแล้วเสร็จ พลันโบกสะบัดธงดำในมือ เห็น
กลุ่มเมฆดำทะมึนประดุจน้ำหมึกมุ่งตรงเข้าหาจั่วม่อ
เซียนกระบี่ทั้งสามก็ลงมือโดยพร้อมเพรียง กระบี่บินสามเล่มที่มีสีสันแตกต่างกัน
เปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่สามสาย กรีดพุ่งผ่านอากาศ จู่โจมใส่จั่วม่อจากสามทิศทาง
คนถือเคียวโซ่มุมปากประดับรอยยิ้มเย็นเยียบ มือจับสายโซ่ หมุนควงเคียวสีดำเป็น
วง เปล่งเสียงหวีดหวิวเป็นจังหวะจะโคน สายโซ่หนาเท่านิ้วหัวแม่มือ ปลายโซ่อีกด้าน
เป็นลูกตุ้มเหล็กรูปกรวยคล้ายหยดน้ำ ในห่วงโซ่สีดำแต่ละข้อคล้ายมีคราบเลือดฝังแน่น
เห็นได้ชัดว่าอาวุธชิ้นนี้ดื่มเลือดผู้คนมามากมายเพียงใด นับเป็นอาวุธอันดุร้ายอำมหิตชิ้น
หนึ่ง!
จั่วม่อย่อมไม่ละเลยการโจมตีเหล่านี้ คว้าธงสุญตา โบกสะบัดคราหนึ่ง
วู้ม วู้ม วู้ม
ปราณกระบี่มากมายนับไม่ถ้วนบินออกจากจากผืนธง จู่โจมเข้าใส่กลุ่มเมฆดำ
กลุ่มปราณกระบี่ทะลวงผ่านเข้าไปในเมฆดำอย่างง่ายดาย เมฆดำพลิกตลบไม่
หยุดยั้ง จากนั้นกลับเป็นปกติในชั่วพริบตา
จั่วม่อจ้องมองเมฆดำตาเขม็ง ในหมู่คนทั้งห้า นับเมฆดำกับคนถือเคียวโซ่อันตราย
ที่สุด ส่วนเซียนกระบี่สามคนนั้นแทบไม่เป็นภัยคุกคามใดๆ พวกมันทั้งสามไม่มีผู้ใดเข้าใจ
เจตจำนงกระบี่ ในสายตาของจั่วม่อ ปราณกระบี่สามเล่มนี้เป็นแค่เรื่องยิบย่อย ไม่
สลักสำคัญสักนิด
สำหรับจั่วม่อ กลุ่มเมฆดำให้ความรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง มีส่วนคลับคล้ายภูตโลหิตใน
ถ้ำกระบี่ไม่น้อย แฝงบรรยากาศทั้งมืดมนและหม่นมัว
จั่วม่อจิตใจกระจ่างแจ้ง กระบี่บินทั้งสามเล่มแม้มาจากทิศทางที่แตกต่าง แต่มุ่งเปั้า
มายังทรวงอกของมันเป็นจุดเดียว จั่วม่อพลิ้วกายวูบหนึ่ง หลบหลีกจากกระบี่บินทั้งสาม
ยังคงจ้องมองเมฆดำไม่วางตา ความคิดหมุนเร็วรี่ นึกหาวิธีรับมือเมฆดำอันน่าขนพอง
สยองเกล้า คนที่กวัดแกว่งธงดำซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังคนอื่นๆ คิดโจมตีคนผู้นั้นโดยตรง ไม่
เข้ากับความเป็นจริงอยู่บ้าง
ซิวเจ่อที่ถือเคียวโซ่ยังไม่ขยับ มันประหนึ่งนายพรานมากประสบการณ์ ซุ่มอดทนรอ
คอยให้จั่วม่อเผยจุดอ่อนออกมา
หมู่เมฆดำไม่รวดเร็วเท่าใด แต่ขอบเขตแผ่กว้างไพศาล ยากจะหลบเลี่ยงพ้น ปราณ
กระบี่ที่โหมจู่โจมเข้าไป ไม่อาจหยุดยั้งมันได้แม้แต่น้อย
สิ่งของอันใด รับมือยากเสียจริง!
จั่วม่อรู้สึกศีรษะพองโต
ไกลออกไป ฟูั่ฟงกับพวกคล้ายนั่งสบายอยู่บนภู ชมดูพยัคฆ์กัดกัน แต่เมื่อฟูั่ฟงเห็น
ธงดำผืนน้อย ต้องเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “ธงโลหิตดำ? ยังมีผู้คนสร้างของเช่นนี้
อีก?” มันเพ่งมองอย่างละเอียดอีกครา จากนั้นค่อยตระหนัก “ที่แท้ไม่สมบูรณ์ ไม่น่า
แปลกใจเลย”
“ธงโลหิตดำคือสิ่งของเยี่ยงไร?” กุ่ยฟงถามขึ้นอย่างฉับพลัน ในวิชาตะปูต้องสาป
เก้าภูตพรายที่ฟูั่ฟงมอบแก่มัน มีส่วนหนึ่งกล่าวถึงธงโลหิตดำนี้ แต่เป็นเพียงคำอธิบาย
ทั่วไป
“ยุทธภัณฑ์เวทที่ลี้ลับชนิดหนึ่ง สร้างขึ้นจากการสั่งสมปราณหยินและสิ่งสกปรก
สามารถกัดกร่อนยุทธภัณฑ์เวทและกระบี่บินได้อย่างร้ายกาจ” ฟูั่ฟงไม่ปิดบังสิ่งใด ตอบ
อย่างตรงไปตรงมา “ซิวเจ่อที่ใช้ยุทธภัณฑ์เวทประเภทนี้ ส่วนใหญ่ฝึกปรือแนวทาง
ศาสตร์ภูตพรายและวิญญาณหยิน เพียงแต่ของสิ่งนี้ยากหลอมสร้าง ธงโลหิตดำที่เห็นอยู่
นั่นใช้เลือดสุนัขดำ ระดับต่ำมาก วิธีหลอมสร้างก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นมีพลังจำกัดยิ่ง”
กุ่งฟงรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ มันอาจฝึกปรือเคล็ดวิชากระบี่ แต่ก็เกี่ยวข้องกับ
แนวทางศาสตร์ภูตพรายและวิญญาณหยิน ซิวเจ่อที่ฝึกปรือวิถีทางนี้ส่วนใหญ่เป็นเซียน
สัญจร ในหมู่เซียนกระบี่ไม่ได้ถือว่ามีเกียรติ ปกติมันไม่สามารถขอคำชี้แนะจากผู้ใดได้
ฟูั่ฟงเหลือบมองมันแวบหนึ่ง กล่าวอย่างเฉื่อยชา “อย่างไรก็ตาม หากไม่ทราบวิธี
จัดการ ของสิ่งนี้ก็ยากจะรับมือ”
เหล่าสหายกองโจรพอเห็นเมฆดำก็คลายใจลง ในใจพวกมันการต่อสู้ครั้งนี้นับว่ารู้ผล
แล้ว
จางห่าวแย้มยิ้มให้โจวหาน “ธงหยินลี้ลับของเจ้าผู้นี้ยอดเยี่ยมจริงๆ! ใช้ออกมาครา
ใด ก็น่าดูชมทุกครา น่าเสียดายที่ยากจะหลอมสร้าง มิเช่นนั้นหากพวกเรามีอีกสักสอง
ผืนสามผืน กองโจรเราจะแข็งแกร่งขึ้นมาก”
โจวหานอารมณ์เย็นลงไม่น้อย ใบหน้าก็สงบลง ได้ยินดังนั้น ต้องกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
ว่า “พี่ใหญ่ละโมบเกินไปแล้ว กองกำลังเรามีอยู่หนึ่งผืนก็เรียกได้ว่าโชคดีมากแล้ว
นอกเหนือจากพวกเรา ข้าไม่เคยได้ยินว่าเพื่อนร่วมอาชีพของเราคนใดมีไว้ในครอบครอง
สักผืน เหล่าต้าท่านยังจะต้องการอีกสักสองสามผืนเชียวหรือ”
“ฮ่าฮ่า!” จางห่าวหัวร่อ “จริงของเจ้า ข้าโลภมากเกินไปหน่อย! ฮ่าฮ่า”
ในใจมันภาคภูมิใจยิ่ง กองโจรลมดำแม้ไม่ใช่กองโจรใหญ่โต แต่ไม่เคยขาดแคลนคน
มีความสามารถ ในแวดวงโจรแห่งอาณาจักรนภาจันทร์ นับพวกมันเข้มแข็งที่สุด เป็น
หนึ่งไม่มีสอง
ขณะที่จั่วม่อโยกซ้ายปั่ายขวาอย่างทุลักทุเล พลันได้ยินเสียงผูเยาแค่นหัวร่ออย่าง
เย็นชา “แม้แต่สิ่งของสวะเช่นนี้พวกมันกล้ายังกล้านำออกมา! อ๊าย น่าอับอายนัก!”
จากนั้นกล่าวกับจั่วม่ออย่างดูหมิ่นเหยียดหยาม “แต่เจ้ากลับไม่สามารถเอาชนะสวะ
เช่นนี้ได้ ช่างอับอายขายหน้าข้าเสียจริง!”
จั่วม่ออารมณ์เสียทันที นี่มันเวลาอะไรกัน? หัดดูสถานการณ์เบื้องหน้าเสียบ้างจะ
ตายหรือ? อดสบถไม่ได้ “เลิกกล่าวเหลวไหลเสียที รีบบอกมา จะจัดการกับมัน
อย่างไร?”
“วิชาของเซียนวรยุทธ์นับว่าเป็นดาวข่มของเจ้าสิ่งนี้”
“เซียนวรยุทธ์?” มองไปยังเมฆดำที่ลอยใกล้เข้ามา จั่วม่อพูดไม่ออก นี่มันเวลาอะไร
กัน…
“โอ้ ข้าลืมไปว่าเจ้าไม่เข้าใจ เจ้ามีเพียงวัชรสูตรน้อยครึ่งผีครึ่งคนอย่างเดียวเท่านั้น
นั่นมันไร้ประโยชน์” ผูเยากล่าวเนิบนาบ
นี่มันจงใจ… เจ้าผู้นี้จงใจก่อกวนชัดๆ! จั่วม่อกัดฟันอย่างขุ่นแค้น
“โอ้ รอประเดี๋ยว รอประเดี๋ยว ข้านึกได้แล้ว เจ้าสิ่งนี้กลัวไฟ”
จั่วม่อสะท้านขึ้นคราหนึ่ง กลัวไฟ? นั่นง่ายเกินไปแล้ว!
ในมือมันตอนนี้ไหนเลยจะขาดแคลนไฟ!
จั่วม่อสะบัดมือวูบ กล่องประณีตปรากฏขึ้นในมือ
การกระทำของจั่วม่อดึงดูดสายตาทุกผู้คนมายังมันเป็นจุดเดียว
นั่นมันอะไรกัน?
ท่ามสายสายตาอยากรู้อยากเห็นมากมาย จั่วม่อขว้างกล่องหยกใส่หมู่เมฆดำ
ซิวเจ่อเจ้าของธงดำแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา เร่งเร้าพลังปราณไปยังธงดำในมือ กลุ่ม
เมฆดำยิ่งหนาหนักและดำมืดกว่าเดิม ราวกับน้ำหมึกเหนียวข้น ส่งกลิ่นน่าสะอิดสะเอียด
ออกไปทั้งสี่ทิศแปดทาง
ธงหยินลี้ลับของมันหลอมสร้างจากวิธีลับที่มันพบในเศษม้วนหยก เป็นยุทธภัณฑ์
เวทต้องสาปที่ลงมือคราใดล้วนประสบผล
เห็นอีกฝั่ายโยนกล่องหยกเข้ามา ในใจมันยิ้มเยาะหยัน สิ่งที่ธงสุญตาปลดปล่อย
ออกมาล้วนเป็นปราณกระบี่ เมฆดำของมันไร้รูปร่าง ดังนั้นไม่ได้รับผลกระทบใด
เจ้าใช้ยุทธภัณฑ์เวทข้าไม่กลัว กลัวแต่เจ้าจะไม่ใช้!
ดวงตามันเป็นประกายวิบวับ คล้ายเห็นเหยื่อก้าวลงสู่กับดัก
กล่องหยกใบเล็กๆ ลอยพลิกหมุนไปในอากาศ ดึงดูดความสนใจของทุกคน
กล่องหยกนี้จั่วม่อซัดมาสุดแรงกำลัง ภายในชั่วพริบตา ก็พุ่งหายลับเข้าไปในหมู่เมฆ
ดำ
ซิวเจ่อถือเคียวโซ่สั่นศีรษะ เสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้มีโอกาสลงมือ มันรู้จักอานุภาพ
ธงดำของสหายของมันดี ไม่ว่าจะป็นยุทธภัณฑ์เวทชนิดใด หากถูกเมฆดำสัมผัสเข้า จะ
กลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ไม่ทราบมีซิวเจ่อด่านหนิงม่ายมากมายเท่าใด ต้องจบสิ้นลง
ภายใต้เมฆดำที่ไม่เหมือนใครกลุ่มนี้
เมื่อกล่องหยกพุ่งเข้าไปในเมฆดำ ก็สึกกร่อนอย่างรวดเร็ว พื้นผิวกล่องเปลี่ยนเป็นสี
ดำดุจขนอีกา ปรากฏริ้วสีขาวผุผังขึ้นทั่วทั้งกล่อง
ซิวเจ่อเจ้าของธงยิ้มเยาะ
ทันใดนั้นปราณกระบี่สายหนึ่งติดตามเข้าสู่เมฆดำ ทิ่มแทงใส่กล่องหยกอย่าง
แม่นยำ!
นี่มัน…
ซิวเจ่อที่ถือธงดำรอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง
เพี๊ยะ!
กล่องหยกที่ถูกกัดกร่อนเดิมทีก็เปราะบางมากอยู่แล้ว เมื่อถูกปราณกระบี่ทิ่มแทงใส่
ก็เปลี่ยนเป็นฝุั่นกองหนึ่งในทันที
เปลวไฟสีทองคำบริสุทธิ์หลุดเป็นอิสระออกมาจากกล่องหยก
ไฟอีกาทองคำ!
ซี่ แกรก แกรก!
เมฆหมึกสีดำอันหนาแน่นเปรียบเสมือนมวลน้ำมันสีดำ ทันใดนั้นพลันถูกประกายไฟ
ลูกไฟอีกาทองคำจากขนาดเท่ากำมือก็ลุกวาบ เปลวไฟแผดเผาโชติช่วงด้วยความเร็วอัน
น่าตระหนก จากใจกลางหมู่เมฆดำขยายลามออกสู่ภายนอก
คนถือธงดวงตาทอแววพรั่นพรึงสุดขั้วหัวใจ!
ฟูั่ฟงผู้กำลังเฝั้าดูแต่ไกล ดวงตาพลันสว่างวาบ อดอ้าปากค้างไม่ได้ “ไฟอีกาทองคำ!
ที่แท้ในกล่องหยกผนึกไฟอีกาทองคำเอาไว้!”
ไฟอีกาทองคำ!
ฉางเหิงกับกุ่ยฟงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง พวกมันจ้องมองหมู่เมฆดำ ไม่กล้าละสายตา
แม้แต่น้อย ส่วนเหล่าซิวเจ่อด่านจู้จีใต้บังคับบัญชาล้วนเหม่อมองด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“ฮะ เกิดอะไรขึ้น?” จางห่าวชะงักงัน มันค้นพบแสงสีทองส่องลอดออกมาจากกลุ่ม
เมฆดำ
ยุทธภัณฑ์เวทที่ทารกน้อยนั้นซัดเข้าไปในกลุ่มเมฆเมื่อครู่ ใช่ไม่ได้รับผลกระทบ
หรือไม่?
โจวหานก็เพ่งมองเข้าไปในกลุ่มเมฆดำอย่างอดใจไม่ได้
ทั้งสองเหลือบสบตากันแวบหนึ่ง พบเห็นดวงตาร้อนเร่าของอีกฝั่าย ยุทธภัณฑ์เวทที่
ไม่ได้รับผลกระทบจากการกัดกร่อนของเมฆดำนั้นหาได้ยากยิ่ง สิ่งนั้นจะต้องเป็น
ยุทธภัณฑ์เวทที่ดีมาก!
แสงสีทองในหมู่เมฆดำยิ่งสว่างขึ้นทุกขณะ กองโจรลมดำทั้งหมดสังเกตเห็นความ
ผิดปกติในเมฆดำ อย่างไรก็ตามพวกมันคิดเห็นเช่นเดียวกันกับจางห่าวกับโจวหาน ไม่มี
ผู้ใดพบเห็นความสิ้นหวังอันลึกล้ำบนใบหน้าซิวเจ่อที่ถือธง
ไฟอีกาทองคำขนาดเท่ากำมือ ท้ายที่สุดโหมไหม้ลุกลามไปทั้งก้อนเมฆดำ
ภายในชั่วพริบตา พื้นผิวเมฆดำที่หนาแน่นจนจับต้องได้ ก็ถูกปกคุลมด้วยเปลวไฟ
อันโชติช่วง
ท่ามกลางท้องนภา ลูกไฟสีทองขนาดมหึมาแขวนค้างดั่งดวงตะวันกลางฟั้า
ไฟสีทองบริสุทธิ์แผ่ซ่านพลังสภาวะสยบฟั้าดินออกมา ประหนึ่งพายุเพลิงกัลปกวาด
ผ่านผลาญสรรพชีวิต!
“อ๊าก!” เสียงกรีดร้องบีบหัวใจดังแหลมก้อง ทุกผู้คนสะท้านขึ้นทั้งร่าง
เห็นซิวเจ่อที่ถือธง จู่ๆ ก็กลายเป็นกลุ่มไฟสีทองอย่างเฉียบพลัน!
มันเพียงส่งเสียงร้องบาดใจได้คำเดียว ทั้งคนทั้งธงก็เปลี่ยนเป็นขี้เถ้ากองหนึ่ง ปลิว
กระจายไปตามสายลมอำมหิต
ทุกผู้คนล้วนแตกตื่นตะลึงลาน!