สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 215 ทำสงครามหล่อเลี้ยงสงคราม*
(หมายถึงทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรของผู้อื่น นำมาเลี้ยงดูและขยายกองทัพของ
ตนไปเรื่อยๆ)
มันพ่ายแพ้อีกครั้ง
กงซุนชามองไปยังสถานการณ์สงครามที่พินาศย่อยยับดั่งภูผาทลาย มองกองทัพที่
ยังเหลืออยู่ของมันถูกตัดแบ่งเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แล้วถูกล้อมเข่นฆ่าจนพินาศสิ้น
อดฝึนยิ้มขมขื่นไม่ได้ กระทั่งมันยังจดจำไม่ได้ว่าพ่ายแพ้มากี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว
ฝีมือหมากรุกสงครามของคู่ต่อสู้ลึกลับของมันสูงส่งอย่างน่าตระหนก เกี่ยวกับคู่ต่อสู้
ลึกลับผู้นี้ มันไม่ล่วงรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย กระทั่งในยามปกติก็ไม่เคยจับร่องรอยของคน
ลึกลับนี้ได้แม้แต่ส่วนเสี้ยว แต่มันรู้ดีว่าคนลึกลับที่มันไม่เคยพบเห็นผู้นี้ มีตัวตนอยู่จริง
เนื่องเพราะอีกฝั่ายเล่นหมากรุกสงครามกับมัน
แม้ว่าคนผู้นี้จะใช้ศิษย์พี่จั่วม่อเป็นฉากหน้า แต่ฝีมือของทั้งคู่แตกต่างกันราวฟั้ากับ
ดิน กงซุนชาสามารถแยกแยะได้อย่างง่ายดาย
กุงซุนชาเฉลียวฉลาดมากพอที่จะไม่ซักไซ้ การจะกล่าวว่ามีจิตวิญญาณของผู้อาวุโส
ที่ยังไม่แตกดับสักคน อาศัยอยู่ในร่างของศิษย์พี่จั่วม่อ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะยอมรับ หวน
นึกถึงสองปีมานี้ศิษย์พี่จั่วจู่ๆ ก็ทะยานขึ้นฟั้า ยิ่งช่วยยืนยันการคาดเดาในใจมันได้เป็น
อย่างดี
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกของการพ่ายแพ้ก็ยังคงย่ำแย่ยิ่ง!
มันไม่ยินยอมพร้อมใจ!
แม้จะทราบว่านี่เป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลและเป็นเรื่องธรรมดามาก มิหนำซ้ำจาก
การพ่ายแพ้แต่ละครั้ง มันก็ได้เรียนรู้มากมาย แต่มันยังคงไม่ยินยอมพร้อมใจ!
กงซุนชาไม่ชมชอบความพ่ายแพ้ หรือจะกล่าวให้ถูกต้องกว่านี้ สมควรเรียกว่า
เกลียดความพ่ายแพ้เข้ากระดูกดำ
ความไม่ยินยอมพร้อมใจนี้ผุดขึ้นในใจมัน แล้วฝังแน่นลงไปในส่วนลึก โทสจริตไม่มี
ประโยชน์ต่อสถานการณ์ หมากรุกสงครามแม้แตกต่างจากสงครามจริง แต่ในเวลาเช่นนี้
นี่เป็นสถานที่เดียวที่มันจะสามารถเรียนรู้ศาสตร์บัญชาการศึก มันไม่มีทางอื่นให้เลือก
อีกทั้งไม่มีต้นทุนพอจะวิพากษ์วิจารณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสลึกลับผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นสุดยอดฝีมือหมากรุกสงคราม
เพียบพร้อมไปด้วยกลยุทธ์อันเลิศล้ำ และยุทธวิธีบุกจู่โจมอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ ทุก
ครั้งที่เกิดการประจัญบานอย่างดุเดือดรุนแรง มันมักจะมีความรู้สึกว่าคนที่อยู่อีกฟาก
ของกระดาน เป็นบุรุษร่างยักษ์ถือค้อนเพลิงมหึมาที่หนักหน่วงเท่าขุนเขา!
สิ่งที่อีกฝั่ายมีฝีมือมากที่สุดคือเปิดแนวรบรอบด้าน โหมโจมตีมืดฟั้ามัวดินจากทุกทิศ
ทุกทาง ดุดันอำมหิตไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน มันมักจะเห็นอีกฝั่ายเข่นฆ่าเข้ามาจากทุกหน
ทุกแห่งอย่างลำพองใจและไร้เหตุผลสิ้นดี จากสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดได้เปรียบเสียเปรียบ
ในตอนเริ่มต้น เมื่อทั้งสองฝั่ายเริ่มเข่นฆ่ากัน ก็แทบจะเป็นการประกาศเริ่มต้นความพ่าย
แพ้ของกงซุนชาไปพร้อมกัน ดินแดนของมันเหมือนขนมแปั้งกรอบ ก่อนอื่นเป็นแนว
ชายแดนถูกทะลวงแตกเป็นช่องทุกหนแห่ง ยิ่งต่อสู้ ช่องว่างระหว่างกองทัพสองฝั่ายก็ยิ่ง
ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็นำไปสู่การล่มสลายทั้งกองทัพอย่างรวดเร็ว
ปั่าเถื่อน ดุร้าย ไร้เหตุผล พุ่งเข้าอาละวาดอย่างย่ามใจ บุกซ้ายทะลวงขวาดุจพยัคฆ์
กลางฝูงแกะ!
หลายครั้งหลายหน กงซุนชาอดสงสัยใจไม่ได้ ในความเห็นของมัน ความสามารถ
บัญชาการรบของคนลึกลับผู้นี้เหนือล้ำกว่ามันมาก เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการนำทัพ
ศิษย์พี่จั่วไม่ใช้สุดยอดฝีมือผู้นี้ แต่กลับโยนเรื่องที่ยากลำบากและสำคัญเช่นนี้ให้กับเณร
น้อยเช่นมัน
แต่มันเพียงขบคิดอยู่ครู่เดียว จากนั้นโยนคำถามนี้ทิ้งไปเบื้องหลัง ในที่สุดก็ได้พบสิ่ง
ที่ทำให้มันรู้สึกเร้าใจ และมีสงครามอันท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า กงซุนชาเพียงแค่
คิดถึงสิ่งเหล่านี้ ก็รู้สึกตื่นเต้นฮึกหาญทะยานฟั้า!
น่าเล่นยิ่ง น่าสนใจยิ่ง!
ปรับอารมณ์จนสงบราบคาบ กงซุนชามุดกลับเข้าไปในค่ายฝึก
ในหมากรุกสงครามที่จั่วม่อสร้างขึ้น หากไพร่พลไม่ใช่เผ่าอสูรก็เป็นเผ่าปิศาจ
หาซิวเจ่อได้ยากเย็นเป็นที่สุด นอกเหนือจากรูปแบบกระบวนทัพอันเป็นพื้นฐานไม่กี่
รูปแบบแล้ว ไม่มีสิ่งที่ใดที่มันจะนำมาใช้อ้างอิงได้ ตรงกันข้าม กระบวนทัพของไพร่พล
อสูรปิศาจกลับมีมากมายจนล้นเหลือ เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อย บางทีกงซุนชาก็
ลอบสงสัยใจ ว่าผู้อาวุโสในร่างศิษย์พี่จั่วใช่เป็นอสูรปิศาจเฒ่าตนหนึ่งหรือไม่?
การคาดเดานี้ไม่ใช่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน ผู้อื่นอาจไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่
แท้จริงของเหล่าองครักษ์เกราะทอง แต่กงซุนชาบัญชาการพวกมันมาเนิ่นนานปานนี้ ยัง
จะไม่รู้อีกหรือ?
สามองครักษ์เกราะทองที่แท้เป็นองครักษ์อสูรในตระกูลข้ารับใช้เกล็ดขาว!
ข้ารับใช้เกล็ดขาวเป็นไพร่พลระดับต่ำสุดที่พบเห็นดาษดื่นอยู่ในหมากรุกสงคราม
กงซุนชาไม่ทราบว่าเคยใช้พวกมันมากี่ร้อยครั้งกี่พันหน เหตุผลที่มันสามารถบัญชาการ
สามองครักษ์เกราะทองให้แสดงฝีมือออกมาได้เต็มกำลังความสามารถ เนื่องเพราะได้รับ
แรงบันดาลใจและความช่วยเหลือจากหมากรุกสงครามนั่นเอง แต่สิ่งที่มันไม่เข้าใจ ก็คือ
พลังของสามองครักษ์เกราะทองเหนือล้ำกว่าข้ารับใช้เกล็ดขาวทั่วไปมาก
แต่คนลึกลับผู้นั้นที่แท้เป็นอสูรปิศาจหรือไม่ กงซุนชาไม่สนใจโดยสิ้นเชิง
มันมีปัญหากองพะเนินให้ต้องปวดเศียรเวียนเกล้ามากพออยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นฝั่ายซิวเจ่อหรืออสูรปิศาจ การผสานกระบวนทัพของไพร่พลแต่ละ
ประเภทจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ตัวอย่างเช่นฝั่ายซิวเจ่อ กระบวนทัพพื้นฐานจะเป็นกระบี่-ยันต์ หรือกระบี่-นักบวช
เซน ส่วนกระบวนทัพของอสูรปิศาจยังหลากหลายมากมายกว่านี้อีก
แต่กำลังไพร่พลในมีกงซุนชามีเพียงยี่สิบแปดหนิงม่าย ที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุด
ก็คือ ในยี่สิบแปดคน มียี่สิบหกคนเป็นเซียนกระบี่ อีกสองคน หนึ่งเป็นเซียนดาบ อีก
หนึ่งเป็นนักบวชเซน ล้วนเป็นซิวเจ่อสายต่อสู้ทั้งสิ้น ไม่มีซิวเจ่อที่รับบทบาทสนับสนุน
แม้แต่คนเดียว
หากถกยุทธการบนกระดาษ กระบวนทัพเช่นนี้อาจดูโอ่อ่าน่าเกรงขามสุดเปรียบ
ปาน แต่ในความเป็นจริง สำหรับสงครามกลุ่มแล้ว โครงสร้างกระบวนทัพเช่นนี้กลับ
เลวร้ายยิ่ง พลังและรูปแบบการโจมตีของพวกมันล้วนคล้ายคลึงกันไปหมด นี่หมายถึง
การขาดความสามารถในการพลิกแพลง กระบวนทัพแปรเปลี่ยนได้ไม่กี่รูปแบบ ไม่
หลากหลาย ไม่ลึกซึ้ง คาดเดาได้อย่างง่ายดาย นับเป็นช่องโหว่ถึงตายทีเดียว
เซียนกระบี่อาจมีพลังโจมตีสุดร้ายกาจ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกมันไม่มีจุดอ่อน
เทียบกับซิวเจ่อประเภทอื่นแล้ว เซียนกระบี่ส่วนใหญ่ขาดความสามารถในการต่อสู้ระยะ
ยาว เนื่องเพราะต้องทุ่มเทพลังปราณมากมายไปกับการโจมตีอันทรงฤทธานุภาพ จึงไม่
อาจยืนหยัดได้ยาวนาน และเซียนกระบี่แม้จะโจมตีรุนแรง แต่ปั้องกันอ่อนด้อย ดังนั้น
จุดอ่อนอีกข้อหนึ่ง คือการปั้องกันของพวกมันอ่อนแอเกินไป
สงครามขนาดใหญ่แตกต่างจากการต่อสู้ดวลเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง เซียนกระบี่อาจเป็น
ราชันของการต่อสู้ตัวต่อตัว ด้วยพลังโจมตีสุดแกร่งสุดแหลมคม กับความเร็วอันน่า
แตกตื่นสะท้านใจ ทำให้พวกมันได้เปรียบในการต่อสู้ตัวต่อตัวซึ่งมักจะใช้เวลากระชั้นสั้น
สามารถรุกเร้ากดดันคู่ต่อสู้จนไม่มีเวลาให้พักหายใจ ในการต่อสู้ตัวต่อตัว เซียนกระบี่
เพียงแค่ต้องหาวิธีสังหารคู่ต่อสู้ของมันให้ได้ก่อนที่อีกฝั่ายจะจับจุดอ่อนของมันได้เท่านั้น
แต่ในสงครามกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามขนาดใหญ่ มักจะต้องมีซิวเจ่อประเภทอื่น
คอยปกปั้องคุ้มครองเซียนกระบี่ เพื่อที่พวกมันจะสามารถปลดปล่อยพลังโจมตีอันทรง
อานุภาพออกมา
แต่หากเป็นกองทัพที่มีแต่เซียนกระบี่ ฝั่ายศัตรูเพียงแค่ต้องทนรับการโจมตีระลอก
แรกของพวกมันให้ได้เท่านั้น หลังจากนั้นเหล่าเซียนกระบี่ที่สูญเสียสภาวะจู่โจมอัน
แหลมคม ก็ได้แต่รอรับการเชือดเฉือนแต่ถ่ายเดียว
ประเสริฐ ในความเป็นจริงก็ไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัพมากมาย
เสียหน่อย กงซุนชาได้แต่บอกกับตัวเองเช่นนี้
จะอย่างไร หลังจากบุกฝั่าออกไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อย ทุกผู้คนก็ต้องแยกย้าย
กันไปอยู่ดี เรื่องนี้ศิษย์พี่จั่วเฝั้าย้ำกับมันหลายครั้งหลายครา เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง พวก
มันไม่มีปัญญาเลี้ยงดูผู้คนกลุ่มใหญ่เช่นนี้
ในเรื่องนี้ ศิษย์พี่จั่วไม่ได้กล่าวเกินเลยแม้แต่น้อย
คนเมื่อไม่ได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน พวกมันย่อมไม่ล่วงรู้ราคาอาหารและ
สิ่งของจำเป็น สำหรับคนสี่สิบคน จั่วม่อก็รู้สึกกดดันแทบตายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
อาณาจักรขุนเขาน้อยซึ่งกลายเป็นนรกในแดนดิน สิ่งที่สามารถเติมเต็มพลังปราณได้มี
เพียงจิงสือกับข้าวปราณเท่านั้น แต่ต่อให้ต้องสิ้นแปลืองเท่าใด พวกมันก็ไม่อาจลดระดับ
ความเข้มข้นของการฝึกอบรมลงได้ พวกมันต้องแข่งกับเวลาที่กองทัพอสูรจะหวน
กลับมา
ยิ่งพวกมันไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อยช้าเท่าใด ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
เนื่องจากจิงสือมีผลข้างเคียง ไม่สามารถใช้มากเกินไป การสิ้นเปลืองมากที่สุดจึงตก
อยู่ที่ข้าวปราณ จั่วม่อเริ่มรู้สึกว่ามันไม่สามารถสนับสนุนได้อีกนานนัก
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป คงลำบากแล้ว” จั่วม่อกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าวปราณทั้งหมด
ที่ข้ามี เพียงพอจะเลี้ยงกองทัพได้อีกเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น”
“ครึ่งเดือน…” กงซุนชามองหน้าจั่วม่อ “สมควรทำอย่างไร?”
“ทำสงครามหล่อเลี้ยงสงคราม!” จั่วม่อกล่าวตรงๆ อย่างไม่ลังเล
“ก็…คงได้แต่ต้องทำเช่นนั้น” กงซุนชารู้สึกอับจนปัญญา ไพร่พลสี่สิบคนนี้ยังห่างไกล
จากสิ่งที่ใจมันต้องการอีกมาก แต่ปัญหาที่จั่วม่อกล่าวมา ก็ไม่มีทางออกที่ดีกว่าอีกแล้ว
กงซุนชาฉุกคิดถึงสร้อยคอที่มันร้องขอในคราวก่อน “มียุทธภัณฑ์เวทที่ใช้ได้แล้ว
หรือไม่?”
“ข้าจับหลักการได้แล้ว” จั่วม่อแบมือทั้งสองข้าง “แต่มีวัตถุดิบไม่เพียงพอ”
ด้วยเหตุนี้ กงซุนชาได้แต่ตัดใจจากสร้อยคอร่วมใจไปก่อน ระดมพลทั้งสี่สิบคน ออก
เดินทางทันที
จั่วม่ออันที่จริงอยากติดตามไปด้วย แต่นึกถึงฉุนอวี๋เฉิงที่ยังคงอยู่จมอยู่กับบ่อฟูมฟัก
สัตว์ร้าย มันตัดสินใจอยู่โยงเพื่อปกปั้องฐานทัพ กงซุนชาทิ้งสามองครักษ์เกราะทอง
เอาไว้ด้วย แน่นอน มันลั่นวาจาอย่างฮึกหาญ ในเมื่อเป็นการทำสงครามจริง ก็สมควร
ปฎิบัติเสมือนจริงเสียเลย
เพื่อรับประกันความปลอดภัย จั่วม่อก่อตั้งค่ายกลไว้รอบหุบเขา ส่วนใหญ่เป็นค่าย
กลลวงตา บัดนี้ฝีมือเชิงค่ายกลของมันรุดหน้าก้าวไกล มันเชื่อมประสานขบวนค่ายกล
ลวงตาเล็กๆ กับขบวนค่ายกลสังหารเล็กๆ เข้าด้วยกัน พลังอำนาจไม่สูงเท่าใด แต่หากใช้
รบกวนศัตรูก็มากเกินพอ
มุกหยินประลัยกัลป ยันต์ทหาร องครักษ์เกราะทอง รวมถึงกับดักขบวนค่ายกลลวง
ตา ฐานทัพของพวกมันก็เรียกได้ว่าค่อนข้างปลอดภัยมากแล้ว
กงซุนชานำไพร่พลสี่สิบคนรุดหน้าไปอย่างแช่มช้า
ในแง่ของความเจริญรุ่งเรือง อาณาจักรขุนเขาน้อยไม่อาจยกขึ้นเทียบอาณาจักร
นภาจันทร์ได้ จำนวนยอดฝีมือไม่เทียบเท่าอาณาจักรนภาจันทร์ แต่ในแง่ของความดุร้าย
ห้าวหาญ อาณาจักรนภาจันทร์ก็ไม่อาจเทียบเท่าอาณาจักรขุนเขาน้อยในปัจจุบันได้
กลุ่มยี่สิบแปดหนิงม่าย ในอาณาจักรนภาจันทร์อาจเป็นความเข้มแข็งอันน่าเกรงขาม แต่
ในสถานการณ์ปัจจุบันของอาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่อาจนับเป็นอย่างไรได้
เหตุผลเรียบง่ายยิ่ง ซิวเจ่อที่อ่อนแอกว่านี้ ล้วนตายไปหมดแล้ว
ผู้ที่สามารถรอดชีวิตได้จนถึงตอนนี้ ล้วนเพียบพร้อมด้วยฝีมือและสติปัญญา ภายใต้
สภาพแวดล้อมอันโหดร้าย จุดสุดยอดของด่านจู้จีคือขีดจำกัดต่ำสุดของผู้ที่อยู่รอด
หนิงม่ายขั้นแรกมีอยู่ทั่วไป หนิงม่ายขั้นสองเพียงพอที่จะเป็นผู้นำของกลุ่มขนาดย่อม
ส่วนหนิงม่ายขั้นสาม สามารถจัดเข้าสู่อันดับยอดฝีมือขั้นสูงสุด สำหรับจินตันนั้น มีอยู่
เพียงหนึ่งเดียวในดินแดน
ผู้คนเหล่านี้คล้ายคลึงกับเหล่าองครักษ์เกราะทอง แม้ว่าพลังบำเพ็ญเพียรของพวก
มันอยู่ระหว่างหนิงม่ายขั้นหนึ่งกับหนิงม่ายขั้นสอง แต่พลังฝีมือที่แท้จริงล้วนเหนือล้ำ
กว่าหนิงม่ายขั้นสองทั่วไปมาก ลองนึกดู องครักษ์อสูรที่หลอมสร้างขึ้นจากกระดูกมังกร
เขียว ไฟอีกาทองคำและบ่อน้ำยมโลก หนิงม่ายทั่วไปยังจะเทียบชั้นได้อีกหรือ?
สามเซียนกระบี่ประกอบกันเป็นหนึ่งหน่วยรบ สามหน่วยรบ อยู่ในรูปขบวนหนึ่ง
หน้าสองหลัง หนึ่งหน่วยนำไปด้านหน้า อีกสองหน่วยแบ่งออกเป็นสองปีกข้าง ติดตาม
อยู่ด้านหลัง จัดกระบวนทัพเป็นรูปสามเหลี่ยมใหญ่ พวกมันทั้งเก้าเป็นหน่วย
ลาดตระเวนแนวหน้า กงซุนชาคัดเลือกมาแต่เหล่าเซียนกระบี่ที่บินได้รวดเร็วที่สุด
อีกสิบหน่วยรบรักษาระยะห่างระหว่างกันช่วงหนึ่ง ม้าฝานอยู่โดดเดี่ยวลำพัง พลิก
พลิ้วลิ่วล่องผ่านไปมาระหว่างหน่วยรบทั้งสิบ
สามคนประกอบเป็นหนึ่งหน่วยรบ คือการตอบสนองต่อความขาดแคลนพลังอำนาจ
ของกงซุนชา นี่คือการจัดกระบวนทัพเป็นรูปแบบค่ายกลสามอัจฉริยะ ซึ่งเป็นขบวนค่าย
กลที่เรียบง่ายที่สุด แต่กระทั่งขบวนค่ายกลที่เรียบง่ายที่สุดเช่นนี้ คนเหล่านี้จนถึง
ปัจจุบันก็ยังคงไม่ช่ำชองชำนาญ
ในสงครามขนาดใหญ่ ย่อมต่อสู้โรมรันด้วยสายตาและกลยุทธ์
แต่เพียงสี่สิบคน…
หากนี่เป็นสงครามขนาดใหญ่ พวกมันกระทั่งไม่อาจนับเป็นหน่วยรบพื้นฐานที่เล็ก
ที่สุดด้วยซ้ำ บัญชาการกลุ่มเล็กๆ เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือรูปแบบกระบวนทัพและการ
ประสานงาน
กระบวนทัพที่จัดตั้งตามรูปแบบค่ายกลเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซิวเจ่อ ซึ่งอสูร
ปิศาจไม่อาจเสมอเหมือน นับตั้งแต่ค่ายกลสามอัจฉริยะซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุด ไปจนถึง
มหาค่ายกลยักษ์ที่ต้องใช้ซิวเจ่อหลายหมื่นคนก่อตั้งกระบวนทัพ ล้วนมีผลช่วยเพิ่มพูน
พลังในการสู้รบอย่างมหาศาล
ยกตัวอย่างเช่นค่ายกลสามอัจฉริยะที่กงซุนชาเลือกใช้ ภายในกระบวนทัพที่ก่อตั้ง
เป็นค่ายกล พลังปราณของทั้งสามคนจะผสานรวมเข้าด้วยกัน อีกทั้งพวกมันยังสามารถ
เชื่อมโยงความคิดจิตใจ และสามารถโยกย้ายพลังปราณที่ผสานรวมกันไปยังผู้ใดก็ได้ใน
คนทั้งสาม เปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง แปรขบวนโจมตีตั้งรับได้ดั่งใจ นับเป็นค่ายกลที่มี
ประโยชน์ใช้สอยอย่างเปียมล้น กระบวนทัพค่ายกลชั้นสูงบางขบวน ถึงกับมีแม้แต่
กระบวนท่าสังหารพิเศษเฉพาะประจำค่ายกลนั้นๆ อยู่ด้วย เมื่อปลดปล่อยท่าสังหารของ
ขบวนค่ายกลออกมา พลังทำลายล้างร้ายกาจสุดเปรียบปาน กระทั่งฟั้าดินยังเปลี่ยนสี
อย่างไรก็ตาม กระบวนทัพค่ายกลหาได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นไม่ ทุกคนในขบวนค่าย
กลจำเป็นต้องจดจำตำแหน่งและรูปแบบการแปรกระบวนทัพให้แม่นยำ ต้องไม่ผิดพลาด
ผิดตำแหน่งแม้แต่น้อย กระทั่งกระบวนทัพค่ายกลสามอัจฉริยะที่เรียบง่ายที่สุด คน
เหล่านี้ยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างเต็มที่ ความยากลำบากของการรบด้วยกระบวนทัพค่าย
กล ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ช่วงเวลาฝึกปรือของพวกมันไม่เพียงพอ…ได้แต่ต้องไปฝึกฝนในการรบจริงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่ากระบวนทัพค่ายกลอาจสามารถเพิ่มพลังการสู้รบ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง
ทุกอย่างในการรบ ในสนามรบสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตา ส่วน
ใหญ่จะเป็นบททดสอบการพิเคราะห์สถานการณ์ ทดสอบความรู้ความเข้าใจในทักษะ
บัญชาการ รวมถึงความสามารถในการตอบสนองอย่างทันท่วงที และการประสานงาน
ระหว่างไพร่พลในกองทัพของพวกมัน
กงซุนชายืนอยู่ตรงใจกลางกองกำลัง ยอดยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุดหลายคนรายล้อมรอบ
กายมัน ม้าฝานยังท่องทะยานไม่ห่างไกลจากตำแหน่งนั้น
เหลือบมองม้าฝานแวบหนึ่ง กงซุนชาพึงพอใจไม่น้อย ในหมู่คนทั้งหมด สำหรับมัน
ม้าฝานเป็นไพ่ตายที่สำคัญที่สุด นอกเหนือจากพลังต่อสู้อันร้ายกาจแล้ว ปฎิภาณไหว
พริบของม้าฝานก็สูงส่งกว่าผู้ใด สามารถเข้าใจเจตนาของกงซุนชาได้อย่างรวดเร็วเสมอ
ดังนั้นกงซุนชาไม่ลังเลที่จะใช้ม้าฝานเป็นแกนหลัก กำหนดยุทธวิธีทำศึกที่มุ่งเน้นให้
ม้าฝานเป็นศูนย์กลางโดยเฉพาะขึ้นมา
ในเวลานี้เอง หน่วยลาดตระเวนแนวหน้าก็ส่งสัญญาณ ข้างหน้ามีข้าศึก!
ใบหน้าอ่อนหวานของกงซุนชาแดงซ่านแวบหนึ่ง แล้วหายวับไป ศึกแรกของมันเปิด
ฉากแล้ว!
******************************
เทพมาร浪รำพึง :
* ในที่สุดก็มีคนค้นพบการคงอยู่ของผูเยา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความสามารถ
วิเคราะห์ตามประสากุนซือของกงซุนชา แต่ต้องไม่ลืมจุดสำคัญที่ว่าผูเยาก็คล้ายไม่คิดจะ
ปิดบังด้วย
* ผูเยาคาดหวังต่ออนาคตในฐานะกุนซือของกงซุนชา เพราะมีจั่วม่อหนุนหลัง แต่ลืม
ไป หรืออาจจะแกล้งทำเป็นลืม ว่าตัวเองนั่นแหละที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุดด้วย