สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 218 ผลพวงของชัยชนะ
การต่อสู้ทั้งหมดค่อยๆ สูญเสียคุณค่าความหมายไป
เห็นฝั่ายตนเสียเปรียบเต็มประตู เหล่าต้าของกลุ่มนี้ใช้มาตรการสุดท้ายอย่างไม่
ลังเล… ยอมจำนน!
ด้วยเสียงเปั่าปากแหลมยาว ทุกผู้คนชูมือยอมจำนนโดยพร้อมเพรียง กงซุนชาสีหน้า
ตะลึงงัน แต่คนอื่นๆ คล้ายเห็นเป็นเรื่องปกติจนชินชา
ไม่ยอมจำนนยังจะให้พวกมันทำอะไร? หลบหนี? ด้วยสภาพของอาณาจักรขุนเขา
น้อยในปัจจุบัน เว้นเสียแต่ว่าพวกมันเป็นจินตัน ไม่ว่าซิวเจ่อใดภายใต้ด่านจินตัน หาก
อยู่เพียงลำพังก็จะถูกรุมทึ้งในทันที หรือจะให้ต่อสู้แลกชีวิต? เพื่ออันใดเล่า? ต่อให้ได้ชัย
กลุ่มของมันยังจะเสื่อมทรุดลง และกลุ่มที่เสื่อมทรุดต่อให้ไม่ถูกผู้อื่นฆ่าตาย ก็ต้องถูก
กลืนกิน
เลือกยอมจำนนอาจเสียหน้าอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับเสียชีวิต
เป็นเหล่าต้ามานาน เรื่องเท่านี้มันทราบกระจ่างดีแก่ใจ ยิ่งไปกว่านั้น คนกลุ่มนี้มี
จำนวนน้อยมาก แต่ฝีมือการรบเข้มแข็งยิ่ง แทนที่จะถูกกลุ่มอื่นกลืนกิน มิสู้ติดตามกอง
กำลังนี้ไปไม่ดีกว่าหรือ วันคืนของพวกมันสมควรดีขึ้นบ้าง ทุกวันนี้ผู้คนในอาณาจักร
ขุนเขาน้อย ไม่ใช่สู้เพียงเพื่อหาหนทางเอาตัวรอดหรอกหรือ?
การต่อสู้อันอึกทึกครึกโครม ก็จบสิ้นลงด้วยประการฉะนี้เอง
เมื่อจั่วม่อเห็นกงซุนชากลับมาพร้อมนักโทษกลุ่มใหญ่ มันก็แตกตื่นยิ่ง อย่างที่
คาดหวังไว้จากเจ้าคนคลั่งไคล้สงคราม ประสิทธิภาพเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว! ยัง
ไม่ทันจะได้ปิติยินดี พอเห็นนักโทษสามสิบคน ในใจต้องลอบคร่ำครวญอย่างหวนโหย
จิตสำนึกของมันต้องมีเลือดหยาดหยดอีกแล้ว…
เปั้าเต๋อเป็นเหล่าต้าของกลุ่มนี้ เมื่อมันได้ยินว่าเหล่าต้าของอีกฝั่ายจะจัดตั้งอาคม
หวงห้ามไว้ในร่างกายมัน ต้องอดร่างสั่นเทาไม่ได้ เทียบกับผู้อื่นที่ไม่เคยมีสำนักแล้ว มัน
มาจากสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่ง ดังนั้นรอบรู้มากกว่าผู้คนทั่วไปอยู่บ้าง
ไม่ใช่ว่ามีเพียงจินตันจึงจะสามารถก่อตั้งอาคมหวงห้ามไว้ในร่างกายผู้คนหรอก
หรือ? หรือที่นี่มีผู้อาวุโสด่านจินตันอยู่ด้วย?
ในใจมันเริ่มหวาดเกรง จินตันในอาณาจักรขุนเขาน้อย เรียกได้ว่าเป็นตัวตนไร้พ่าย
คงกระพัน แต่จากนั้นมันพลันสงสัยใจ หากจินตันต้องการรวบรวมผู้คน เพียงแค่ออกมา
ยืนแสดงตัวกลางลานเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ผู้คนก็จะแห่กันมายอมจำนนเอง
แต่เมื่อเห็นจั่วม่อปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหน้า เปั้าเต๋อตะลึงงัน
ผู้ที่จะก่อตั้งอาคมหวงห้ามไว้ในร่างกายมัน ที่แท้ก็คือเด็กน้อยที่เพิ่งจะบุกเข้าสู่
ด่านหนิงม่ายขั้นแรก! พอได้สติ ในใจมันก็ขุ่นข้องอย่างฉับพลัน การมีอาคมหวงห้ามอยู่
ในร่างกาย ก็หมายความว่าชีวิตน้อยๆ ของมันอยู่ในมือผู้อื่น หากมันไม่เชื่อฟัง โทษสถาน
เบาคือระดับพลังบำเพ็ญเพียรลดถอยลง โทษที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือดวงวิญญาณดับ
สลาย
ชีวิตน้อยๆ ของมันจะต้องอยู่ในกำมือของเด็กน้อยที่เพิ่งทะลวงด่านหนิงม่ายได้ไม่
นานเช่นนั้นหรือ?
แต่เปั้าเต๋อรู้สถานการณ์ปัจจุบันของตัวเองดี เพียงแต่มีบางสิ่งบางอย่างที่มันไม่อาจ
เข้าใจได้ ใช่มีผู้อยู่เบื้องหลังให้การสนับสนุนคนผู้นี้หรือไม่? มิเช่นนั้น ไฉนหลายคนที่
แข็งแกร่งกว่าจึงยินยอมเชื่อฟังจั่วม่อผู้แปลกพิสดารผู้นี้? ในใจมันแม้ครุ่นคิด แต่ไม่กล้า
แสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย
ไม่มีทางอื่นใดอีก ผู้แพ้ไม่มีปากมีเสียง เมื่อกลายเป็นนักโทษของผู้อื่น ย่อมไม่กล้ามี
ความคิดนอกลู่นอกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเห็นที่ไม่ห่างออกไปนัก กงซุนชายืน
เงียบๆ แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล เปั้าเต๋อรีบปัดความคิดทั้งหมดทิ้งไปทันที
เวลานี้จั่วม่อคุ้นเคยกับอาคมหวงห้ามเป็นอย่างยิ่ง เพียงใช้ความพยายามเล็กน้อย
ชีวิตของคนสามสิบคนก็อยู่ในมือของมันอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากก่อตั้งอาคมหวงห้ามสามสิบชุดติดต่อกัน มันก็หมดสิ้น
เรี่ยวแรง คนคล้ายเหี่ยวเฉาอยู่บ้าง
“ฝั่ายเราตายไปกี่คน?” จั่วม่อถาม
“สิบสองคน จู้จีตายทั้งหมด” กงซุนชาอารมณ์ขุ่นมัว แม้ว่าพวกมันจะได้ชัย และกอง
กำลังหลักไม่ได้เสียหาย แต่ผลลัพธ์นี้ไม่อาจทำให้มันพึงพอใจได้
จั่วม่อทอดถอน แววตาหม่นหมองลงเล็กน้อย
“อย่างน้อยเราก็ชนะ” กงซุนชายามกล่าวประโยคนี้ กระทั่งตัวมันเองยังไม่ค่อยมั่นใจ
นัก
บรรยากาศกลายเป็นหนักอึ้งอยู่บ้าง โลกอันโกลาหลวุ่นวายไม่ต่างอันใดจากเตา
หลอมทองแดง ทุกผู้คนล้วนดิ้นรนอยู่ภายในเตา ไม่มีผู้ใดหนีออกไปได้ จั่วม่อตัดสินใจ
หันเหหัวเรื่อง
“ได้เมล็ดข้าวปราณมาหรือไม่?”
“ไม่มีเลย” กงซุนชาสั่นศีรษะ
จั่วม่อแทบกระอักโลหิต เดิมทีมันต้องการให้กองกำลังนี้ทำสงครามหล่อเลี้ยง
สงคราม แย่งชิงเมล็ดข้าวปราณจากกองกำลังอื่นเพื่อแบ่งเบาภาระของมัน ผู้ใดจะ
คาดคิด พวกมันกลับมาพร้อมนักโทษสามสิบกว่าคน แต่ไม่มีข้าวปราณสักเม็ด มันเพิ่งจะ
สูญเสียจิตสำนึกไปมากมาย และยังต้องดูแลปากท้องเพิ่มอีกสามสิบกว่าปาก!
คราวนี้ขาดทุนย่อยยับ!
“เช่นนั้นเจ้าทำกำไรอะไรได้บ้าง?” จั่วม่อราวกับมะเขือยาวโดนน้ำค้างแข็ง อ่อนยวบ
ไปทั้งร่าง ถามเสียงระโหยโรยแรง
“พวกเราได้รับสินค้าบางอย่าง แต่ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าใด ศิษย์พี่คงต้องเลือกดูด้วย
ตัวเองแล้ว” กงซุนชากะพริบตาโตเหมือนดอกท้อของมัน เปล่งประกายวิบวับ กล่าว
อย่างไร้เดียงสา
หากดูแค่ปริมาณ กงซุนชาครั้งนี้ยึดสินสงครามได้ไม่น้อยจริงๆ กองพะเนินเทินทึก
ราวกับภูเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง
กระบี่บิน ยุทธภัณฑ์เวท ม้วนหยกและวัตถุดิบ ละลานตาไปหมด
จั่วม่อกวาดตามองอย่างรวดเร็ว ประหลาดใจอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ไม่มีราคาค่างวดใด
แต่กลับมีสิ่งของที่ดีไม่น้อย นี่เป็นทรัพย์สินของซิวเจ่อด่านหนิงม่าย พวกมันยังคงมีสินค้า
ที่ดีก็ไม่น่าแปลกใจ
จั่วม่อดวงตาเผ็ดร้อนช่ำชอง มือไม้ว่องไว พลิกดูไปพลาง คัดแยกไปพลาง ไม่นานก็
แบ่งภูเขาย่อมๆ ออกเป็นหลายกอง
มันชี้ไปยังกองกระบี่บินกับยุทธภัณฑ์เวท กล่าวว่า “ของเหล่านี้ไม่เลว นำไปแบ่ง
ให้แก่พวกมัน เมื่อมีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ความสามารถในการสู้รบของพวกมันจะ
ได้เพิ่มขึ้น”
กงซุนชาในใจชื่นชมยิ่ง ศิษย์พี่สมกับเป็นบุคคลที่สามารถทำการใหญ่จริงๆ มัน
ติดตามศิษย์พี่มานาน แม้สายตาจะไม่แหลมคมเท่าศิษย์พี่ แต่คุณภาพสินค้าทั่วไปยัง
สามารถแยกแยะได้ กระบี่บินกับยุทธภัณฑ์เวททั้งหมดในกองนี้ล้วนเป็นสินค้าชั้นดี หาก
พวกมันนำออกขาย รับรองว่าจะต้องได้รับจิงสือกองโต มันคิดไม่ถึงว่าศิษย์พี่จะนำ
ออกมาโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
น้ำใจอันกว้างขวางนี้ ความเด็ดเดี่ยวห้าวหาญนี้…
“ต้องการให้ม้าวิ่ง เจ้าจำเป็นต้องให้อาหารม้า” จั่วม่อกล่าวอย่างมีความหมาย แฝง
หลักปรัชญาเซน
ความชื่นชมบูชาในใจกงซุนชาพุ่งพรวดขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ดูเหมือนว่ามันยังอ่อนด้อย
เกินไปจริงๆ เทียบกับศิษย์พี่ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ตบะบารมีของมันยังขาดพร่องไปมาก!
“คิดเสียว่าของเหล่านี้เป็นค่าจ้างเถอะ พวกมันต้องเสี่ยงชีวิต หากไม่ได้สิ่งใดตอบ
แทนบ้างคงไม่ถูกต้องนัก” จั่วม่อจับคาง ใช้นิ้วเคาะริมฝีปาก “จะอย่างไร สินค้าเหล่า
เหล่านี้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นจิงสือ เก็บไว้ก็เปลืองพื้นที่คลังสินค้าของข้าเปล่าๆ”
กงซุนชาพอฟังประโยคหลัง ความชื่นชมบูชากับหลักปรัชญาเซนในใจพลันปลิวหาย
วับไปทันตา
นี่…จึงจะสมกับเป็นศิษย์พี่มากกว่า…
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันพบว่าตัวเองรู้สึกสบายใจกว่าเดิม ร่างกายที่เขม็งตึงเครียด
ก็ผ่อนคลายลง
“อ้อ ใช่แล้ว” จั่วม่อเลือกหยิบม้วนหยกม้วนหนึ่งออกมาจากกองม้วนหยก”ม้วนหยก
เหล่านี้ไม่มีอะไรดีนัก ยกเว้นม้วนนี้ ภายในมีบางสิ่งที่เกี่ยวข้องแม่ทัพบัญชาการศึกอยู่
บ้าง เจ้าอาจใช้เพื่ออ้างอิงได้”
“บางสิ่งที่เกี่ยวข้องแม่ทัพบัญชาการศึก?” กงซุนชาตื่นเต้นขึ้นมาทันที รับม้วนหยก
มาอย่างยินดี
“พวกวัตถุดิบใช้การได้” จั่วม่อกล่าวพึมพำ พลางมองไปยังกองเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า
“ที่เหลือได้แต่ยกให้เป็นอาหารเจดีย์น้อยแล้ว ส่วนม้วนหยกเราสามารถเก็บสะสมไว้ อืม
เปิดให้พวกมันอ่านอย่างอิสระดีหรือไม่? อ้อ ของเหล่านี้ไม่เปลืองพื้นที่”
กล่าวถึงม้วนหยก มันก็นึกขึ้นได้ “จริงสิ ข้ามีวิชาท่าร่างระดับห้าอยู่ม้วนหนึ่ง ข้าอาจ
ไม่มีเวลาฝึกปรือในตอนนี้ มอบให้ใครสักคนเถอะ ยิ่งพวกมันแข็งแกร่งขึ้น พวกเราก็ยิ่ง
ปลอดภัยมากขึ้น ส่วนวิธีการจัดสรร เจ้าก็ลองพิจารณาดู”
“ประเสริฐ!” กงซุนชาแปลกใจอยู่บ้าง กระทั่งวิชาท่าร่างระดับห้าศิษย์พี่ก็สามารถ
ควักออกมาได้ง่ายๆ แต่มันผงกศีรษะรับโดยไม่ลังเล กับประโยคนี้ของศิษย์พี่ มันเห็น
ด้วยอย่างลึกซึ้ง
หลังจากจัดแบ่งสินสงครามแล้วเสร็จ จั่วม่อย้ำเตือนเรื่องเสาะหาสถานที่ที่มีภูตหยิน
ต่อกงซุนชาอีกครั้ง แต่ละคนต่างทราบดีแก่ใจว่าเวลากระชั้นเข้ามาทุกขณะ ไม่มัวกล่าว
พิรี้พิไรมากความ กงซุนชาเก็บกระบี่บินกับยุทธภัณฑ์เวททั้งกองขึ้นมา แล้วจากไปทันที
จั่วม่อเรียกเจดีย์น้อยเข้ามา ชี้เป็นสัญญาณไปยังกองยุทธภัณฑ์เวทกับกระบี่บิน
จากนั้นมันหยิบม้วนหยกขึ้นมาอ่าน
ในสินสงครามทั้งหมด มีเพียงม้วนหยกม้วนเดียวที่มันสนใจ ในม้วนหยกไม่ใช่ศาสตร์
วิชาชั้นสูงอันใด สิ่งที่บันทึกไว้คือวิธีสร้างหุ่นเชิดขั้นพื้นฐานบางส่วน เวลานี้ฝีมือด้านค่าย
กลของจั่วม่อมีความสำเร็จอยู่บ้าง คิดเรียนรู้วิธีสร้างหุ่นที่ต้องพึ่งพาค่ายกลย่อมไม่ใช่
เรื่องยาก มันอ่านผ่านๆ อย่างไม่ต้องใช้ความพยายามนัก
จั่วม่อไม่เคยพบเห็นหุ่นเชิดประเภทนี้มาก่อน มองดูพวกมันในม้วนหยก รู้สึกแปลก
ใหม่ไม่น้อย มีหลายจุดค่อนข้างพิเศษเฉพาะ แต่สิ่งที่ทำให้มันประหลาดใจมากที่สุดก็คือ
มันพบว่าหุ่นเชิดเหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนกำลังคนของมันได้
หุ่นเชิดระดับต่ำไม่มีสติปัญญา สามารถรับคำสั่งพื้นฐานที่เรียบง่ายที่สุดเท่านั้น ส่วน
เหล่าหุ่นเชิดระดับสูงนั้น แทบไม่แตกต่างจากมนุษย์จริงๆ หุ่นเชิดหลอมสร้างด้วย
กรรมวิธีลับ ยากจะแตกหักเสียหาย คล่องแคล่วว่องไวดุจสายลม สามารถรับหน้าที่เป็น
ลูกสมุนที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน
ไม่น่าแปลกใจที่หลายคนชมชอบใช้งานหุ่นเชิด
แน่นอน หุ่นเชิดประเภทที่สามารถใช้เป็นไพร่พลรบ ยากจะหลอมสร้างเป็นอย่างยิ่ง
แต่จั่วม่อไม่ได้คิดจะเล่นกับหุ่นเชิดประเภทนั้น สายตาจับจ้องอยู่ในบรรดาหุ่นเชิดระดับ
ต่ำสุดที่หลอมสร้างได้ง่ายดาย
เจ้าพวกนี้แม้มีประโยชน์ใช้สอยน้อยมาก แต่งานใช้แรงงานอันหยาบกระด้าง
สมควรกระทำได้
ทันใดนั้นความคิดอันดีงามผุดขึ้นดุจสายฟั้าแลบ ด้วยสภาพนรกในแดนดินของ
อาณาจักรขุนเขาน้อยในยามนี้ จำนวนผู้คนลดลงอย่างมาก เหมืองต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้มี
คนครอบครอง เวลานี้ไม่ใช่ไร้เจ้าของแล้วหรอกหรือ! เส้นชีพจรปราณปฐพีอาจถูกกัด
กร่อน แต่นี่เกี่ยวข้องอันใดกับสายแร่?
ยิ่งคิดมันก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น สมองปลอดโปร่งแจ่มแจ้ง ในช่วงเวลาอันสับสน
อลหม่าน ไม่มีผู้ใดคิดสละเรี่ยวแรงกำลังมาทำเหมือง หากสายแร่ไม่ได้ถูกกัดกร่อนและ
ไม่มีเจ้าของ เช่นนั้นมันก็จะไปยึดครองเพื่อขุดเหมืองเหล่านั้น ย่อมไม่มีผู้ใดสนใจมัน
สำหรับปัญหาเรื่องกำลังคน มันสามารถใช้หุ่นเชิด!
จั่วม่อระงับความตื่นเต้นในใจ และเริ่มดีดลูกคิดรางแก้วอย่างรอบคอบ
การหลอมสร้างหุ่นเชิดที่เรียบง่ายที่สุดไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ต้องใช้ก็เป็นเพียงวัตถุดิบ
ระดับต่ำที่สุด มันมีความสามารถที่จะหลอมสร้างได้อย่างสมบูรณ์
จมลึกลงไปในภวังค์ความคิด จั่วม่อไม่ได้สนใจเจดีย์น้อยที่กำลังสวาปามกระบี่บิน
กับยุทธภัณฑ์เวทอย่างตะกละตะกลามแม้แต่น้อย
ทันทีที่ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นสุดท้ายหายลับเข้าไปในร่างของเจดีย์น้อย เจดีย์น้อยพลัน
หยุดนิ่ง แข็งค้างอยู่กลางอากาศ
“ปูนบำเหน็จตามความดีความชอบ?” เหลยเผิงคิดว่ามันฟังผิด หัวร่ออย่างดูแคลน”
เพ้อฝันอันใดของเจ้า อาหารที่กลืนลงไปแล้ว ผู้ใดจะคายออกมาอีก? ยิ่งไปกว่านั้น พวก
เราล้วนมีอาคมหวงห้ามอยู่ในร่าง ผู้ใดไม่ยินยอมเชื่อฟัง? แล้วผู้ใดจะโง่งมพอที่จะควัก
สิ่งของออกมาจ่ายให้เรา?””
เหนียนลู่กล่าวเร็วปรื๋อ”แต่นี่เป็นเรื่องจริง บ่ายวันนี้จะประชุมปูนบำเหน็จ ว่ากันว่า
ในหมู่ของรางวัล มีวิชาท่าร่างระดับห้าอยู่ด้วย!”
“ฮ่าฮ่า! เจ้าใช่คิดหลอกให้ข้าหัวร่อจนตายหรือไม่!”
เหลยเผิงชี้หน้าเหนียนลู่ แล้วหันไปกล่าวกับจงหยู”เจ้าฟังดู! วิชาท่าร่างระดับห้า!
ผายลมมารดามันเถอะ! วิชาท่าร่างระดับห้าไม่ใช่หัวกระหล่ำปลี จะได้มอบแก่พวกเรา
เหล่าแกะน้อยได้ง่ายๆ ข้าบอกเจ้า เหล่าเหนียน เจ้าสมควรเข้าใจตลาด หากเจ้าถือครอง
วิชาท่าร่างระดับห้า นั่นเพียงพอให้เหล่าตัวบัดซบพรรคฟั้ากระจ่างเปิดทางเชิญเจ้า
ออกไปจากอาณาจักรขุนเขาน้อยทันที สิ่งของที่ดีเช่นนี้ ผู้คนยังจะให้แก่เจ้าง่ายๆ หรือ?”
จงหยูนั่งไขว้ขาท่าดอกบัว ราวกับหลวงจีนเฒ่ากำลังเข้าฌาน เคร่งขรึมสง่างาม มัน
แสร้งเป็นไม่ได้ยิน นักบวชเซนหาได้ยากยิ่งในอาณาจักรขุนเขาน้อย พวกมันฝึกปรือวิชา
เสริมสร้างสังขาร ยกระดับอภิญญา สิ่งที่จงหยูฝึกปรือไม่ใช่เคล็ดวิชาเซนชั้นสูง ทั้งยัง
ไม่ได้ก่อเกิดอภิญญา แต่อย่างไรก็ตาม พลังบำเพ็ญเพียรของมันแกร่งกร้าวมั่นคงดุจหิน
ผา
มันมักประหยัดถ้อยคำ นิสัยใจคอสงบเยือกเย็น แต่เมื่อลงมือต่อสู้ คนคล้าย
เปลี่ยนเป็นคนละคน เหี้ยมหาญอย่างผิดปกติ
พวกมันทั้งสามล้วนมีนิสัยใจคอแตกต่างกันไปคนละทาง เหลยเผิงดุเดือดวู่วามปาน
เปลวเพลิง คล้ายหัวหน้าโจรผู้หนึ่ง ส่วนเหนียนลู่ใจคอกว้างขวางมีชีวิตชีวา มองโลกใน
แง่ดี ไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด
ฟังเหลยเผิงกล่าวเช่นนี้ เหนียนลู่ชักเริ่มกังขาขึ้นมาเช่นกัน วิชาท่าร่างระดับห้า
สำหรับสำนักเล็กๆ เพียงพอจะยกขึ้นเป็นสุดยอดวิชาของสำนักได้เลยทีเดียว สิ่งของชั้น
เลิศเช่นนี้ ผู้ใดจะควักออกมาแจกจ่ายอย่างง่ายดาย?
โชคดีที่เวลาไม่ช้า เวลาบ่ายมาถึงอย่างรวดเร็ว
ทุกผู้คน ไม่เว้นแม้แต่สามสิบคนที่เพิ่งถูกจับกุม ถูกเรียกมารวมกันโดยพร้อมหน้า
ทุกคนทราบว่าแม่นางน้อยต้องมีเรื่องสำคัญที่จะต้องประกาศ