สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 250 ข้อเสนออันบ้าคลั่งของผูเยา
จั่วม่อยืดเอวบิดกาย ระบายลมหายใจยาวเหยียด เมื่อยขบไปทั้งร่าง แต่เมื่อมองไป
ยังม้วนหยกที่อยู่ตรงหน้า มันอดแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ได้ ในที่สุดมันก็ปรับปรุง
แผนการของเยวียนเจียงเสร็จสมบูรณ์ ค่ายกลทั้งหลายในแผนภาพการออกแบบถูกรื้อ
ทำใหม่ทั้งหมด
รูปแบบค่ายกลเต่าอมตะ ฮี่ฮี่ จะให้เจ้าได้ลิ้มรสรูปแบบค่ายกลเต่าอมตะที่แท้จริง!
จั่วม่อในใจภาคภูมิใจยิ่ง พออกพอใจกับการออกแบบที่ดียิ่งขึ้นนี้ ระหว่าง
กระบวนการที่มันปรับปรุงค่ายกลเหล่านี้ ยังได้รับประโยชน์มากมาย เป็นการกระทำที่
คุ้มค่ามาก มีคำถามมากมายที่มันไม่เคยนึกถึงมาก่อน การสร้างเมืองมีปัญหามากมาย
หลากหลาย ยังซับซ้อนกว่าการก่อตั้งค่ายกลมาก มันพยายามใส่ค่ายกลต่างๆ ลงไปยัง
ทุกซอกทุกมุมในแผนภาพการออกแบบ ผลงานเช่นนี้แตกต่างจากเยวียนเจียงกับพวก
ตั้งแต่แนวคิด ขอเพียงเป็นตำแหน่งที่สามารถใช้ค่ายกลกระทำแทนได้ จั่วม่อจะไม่ใช้
กำลังคนกระทำสิ่งนั้น
โครงสร้างขนาดมหึมาจะกลายเป็นขบวนค่ายกลอันซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ ขบวน
ค่ายกลมหายักษ์ขบวนนี้ประกอบไปด้วยค่ายกลใหญ่น้อยมากกว่าสี่ร้อยชุด
จั่วม่อคาดเดาว่าสีหน้าของเยวียนเจียงจะเป็นเช่นไร เมื่อได้เห็นแผนการที่
เปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์นี้
ทันใดนั้นผูเยาโผล่ออกมา กระตุ้นเตือนว่า “นี่เป็นโอกาสอันดีงาม”
จั่วม่องงงันวูบ ถามว่า “โอกาสดีงามอันใด?”
กงซุนชาเพิ่งมีเวลาว่าง มาเล่นหมากรุกสงครามกับผูเยาทุกวัน ปกติขอเพียงกำลัง
เผชิญหน้ากับกงซุนชา ผูเยาจะเงียบสงบมากขึ้น หลายครั้งที่จั่วม่ออดคิดไม่ได้ ว่าผูเยาที่
แท้ก็เหมือนเด็กน้อยผู้หนึ่ง แน่นอนว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่อสูรฟั้าจะยอมทน
จั่วม่อฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยความคิดนี้ออกมา
“สังขารของเจ้าพอใช้การได้ แต่ระยะนี้เจ้าละเลยการฝึกปรือไปมาก ศักยภาพของ
สังขารปิศาจนี้ยังไม่ได้ถูกขุดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์” ผูเยากล่าวเสียงหนัก “การปล่อยให้
เสียของ คือความอับอาย!”
จั่วม่อตะลึงมองผูเยา สุ้มเสียงเช่นนั้น ไฉนฟังคล้ายคลึงกับเสียงของมันเองยิ่งนัก?
คิดไปเอง คิดไปเอง! จั่วม่อสั่นศีรษะ รีบปัดความรู้สึกนี้ทิ้งไป มันกล่าวอย่างอับจน
ปัญญาว่า “ก็จะให้ข้าทำอย่างไรเล่า เจ้าก็เห็นแล้ว ข้ามีเพียงแค่ร่างเดียว ไม่อาจแบ่ง
ออกเป็นสองร่างมาช่วยกันได้”
“ดังนั้นข้าจึงบอกว่านี่คือโอกาสอันดีงามอย่างไรเล่า เวลานี้เจ้าบรรลุถึงจุดสุดยอด
ของร่างภูผาแล้ว หากรุดหน้าไปอีกขั้น เจ้าอาจให้กำเนิดวิญญาณจันทรา และบรรลุถึง
ระดับปิศาจด่านเจี้ยว” ดวงตาสีเลือดของผูเยาสาดประกายแวบหนึ่ง
“ระดับปิศาจด่านเจี้ยว?”
“เทียบเท่าซิวเจ่อด่านหนิงม่ายของพวกเจ้า”
จั่วม่อผิดหวังอย่างรุนแรง มันบรรลุด่านหนิงม่ายเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อฝึกปรือฝั่า
ด่านจนสร้างวิญญาณจันทราสำเร็จ นั่นมีความสำเร็จเพียงเทียบเท่าด่านหนิงม่ายเท่านั้น
นี่แทบไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจมันเลย
ผูเยาคล้ายทราบกระจ่างว่าจั่วม่อคิดอันใด มันยิ้มเยาะอย่างเย็นชา “อย่าได้คิดว่าไม่
มีประโยชน์ สังขารปิศาจของเจ้ามีนามเรียกขานที่รู้จักกันดี นี่เรียกว่าศีรษะเหล็กหยก
เลือดเนื้อเหล็ก กระดูกหยก ในบรรดาสังขารปิศาจระดับต่ำ ร่างกายนี้จัดเป็นหนึ่งใน
สังขารที่ดีที่สุด เจ้าผู้นั้นทุ่มเทความพยายามไม่น้อยจริงๆ โชคของเจ้าเองก็ไม่เลว ที่
สามารถเปลี่ยนสังขารได้สำเร็จ เมื่อเจ้ามีวิญญาณจันทรา เจ้าสามารถดูดซับพลังงาน
จากดวงจันทร์ได้ จะเติบโตรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังครอบครองข้อ
ได้เปรียบพิเศษที่ผู้อื่นไม่มี”
“ข้อได้เปรียบอันใด?” จั่วม่อรีบถาม เรื่องเช่นนี้มันสนใจมาก
“หึหึ ลืมแล้วหรือไร วิถีบำเพ็ญเพียรจิตสำนึกของเจ้าคือมรรคาจิตสำนึกแห่ง
ดวงดาว หากเจ้าสามารถเพาะสร้างวิญญาณจันทรา เจ้าจะสามารถดูดซับพลังของดวง
จันทร์กับดวงดาวพร้อมกัน หากเจ้าโชคดี อาจเพาะสร้างกงล้อจันทราดาราสำเร็จ”
“กงล้อจันทราดาราคือสิ่งใด?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
“เช่นเดียวกับที่พวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อชมชอบแบ่งแยกประเภทสินค้าเป็นสูงหรือต่ำ ดี
หรือไม่ดี อสูรปิศาจก็มีการจัดแบ่งที่คล้ายคลึงกัน เผ่าปิศาจฝึกปรือสังขาร มีข้อควร
พิจารณาอยู่มากมาย นอกเหนือจากทักษะปิศาจที่ฝึกปรือไปชั่วชีวิตแล้ว สังขารปิศาจแต่
ละชนิดก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง สังขารปิศาจเหล่านี้ย่อมมีคุณภาพและจุดเด่นจุดด้อยแตกต่าง
กันไปตามธรรมชาติ เผ่าปิศาจดำรงชีวิตอยู่ใต้กฏเกณฑ์ของกองทัพ ดังนั้นพวกมันใช้การ
จัดอันดับยศทหารแบ่งแยกทุกสรรพสิ่งเช่นกัน ปิง เว่ย เจี้ยว ถงหลิ่ง เจียง ไสว้ หวัง เจ็ด
ลำดับยศนี้ก็ใช้แบ่งด่านบำเพ็ญเพียรของพวกมันด้วย เจ้าพวกสมองกล้ามเนื้อพวกนี้
เรียบง่ายยิ่ง ก์อบทุกสิ่งล้วนแบ่งตามลำดับเช่นนี้ เพื่อที่พวกมันจะได้จดจำได้ง่าย” สุ้ม
เสียงของผูเยาเต็มไปด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยามต่อสติปัญญาของเผ่าปิศาจ
“เช่นนั้นสังขารปิศาจศีรษะเหล็กหยกเป็นอันดับใด?”
“อันดับที่ห้าในด่านเจี้ยว” ผูเยากางมือห้านิ้ว พลางโบกไปมา เห็นสีหน้าผิดหวังสุด
ระงับของจั่วม่อ มันแค่นเสียงเย้ยหยัน “เอาละ อย่าได้ทำท่าราวกับซื้อมาแพงแต่ขายได้
ราคาถูกเช่นนั้น เจ้ายังไม่ทราบ สังขารปิศาจไม่ใช่ว่าจะบรรลุได้ง่ายดายนัก ไม่ว่าจะเป็น
สังขารปิศาจชนิดใดในห้าอันดับแรกของแต่ละด่าน เป็นสิ่งที่ผู้อื่นล้วนใฝั่ฝันถึง อย่างไรก็
ตาม เจ้าต้องระวังไว้บ้าง ฮี่ฮี่ สังขารปิศาจเป็นของชั้นเลิศก็จริง แต่หากเจ้าพบพานเจ้า
พวกคนที่หลอมสร้างซากศพ เจ้าต้องระวังให้ดี สังขารปิศาจของเจ้าก็เป็นสิ่งที่พวกมัน
ล้วนใฝั่ฝันถึงเช่นกัน ฮ่าฮ่าฮ่า!”
จั่วม่อพอฟังต้องใจหายวาบ ผ่านไปครึ่งค่อนวันกว่าจะระงับความตึงเครียดในใจได้
“แล้วกงล้อจันทราดาราเล่า? เป็นสังขารปิศาจเช่นกันหรือไม่?”
“ยังคงเป็นสังขารปิศาจ แต่หายากยิ่งขึ้น เป็นระดับที่สิบสองในด่านถงหลิ่ง” ผูเยา
ออกตัวว่า “ถ้าข้าจำไม่ผิดน่ะนะ”
จั่วม่อยิ่งฟังยิ่งสับสนงุนงง “มีประโยชน์ที่สามารถใช้สอยได้จริงหรือไม่?”
ผูเยางงงันวูบ “อะไรเรียกว่าประโยชน์ที่สามารถใช้สอยได้จริง?”
“อย่างเช่นข้าสามารถปั้องกันกระบี่บินของผู้อื่นด้วยตัวเปล่า หรืออย่างเช่นความ
แข็งแกร่งของข้ามากกว่าตอนนี้สิบเท่า หรืออย่างเช่น…”
ผูเยาเหลือกตา “หากผู้ที่มีสังขารปิศาจเช่นเจ้าสามารถต้านทานกระบี่บินด้วยตัว
เปล่า พวกเจ้าเหล่าซิวเจ่อคงถูกพวกเราเหล่าอสูรปิศาจทำลายล้างเผ่าพันธุ์ไปเสียนาน
แล้ว”
จั่วม่ออับอายขายหน้ายิ่ง พอคิดตามคำผูเยา มันพบว่าย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
หากปิศาจสามารถหยุดยั้งการโจมตีของกระบี่บินด้วยตัวเปล่า เช่นนั้นซิวเจ่อในระดับ
เดียวกันยังจะเป็นคู่มือของพวกมันอีกหรือ ในบรรดายุทธภัณฑ์เวททั้งหมด นับกระบี่บิน
คมกล้าที่สุด สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด หากกระทั่งกระบี่บินยังไม่อาจสร้าง
บาดแผลให้แก่สังขารปิศาจ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงยุทธภัณฑ์เวทประเภทอื่นแล้ว จะเอาสิ่งใด
ไประคายผิวอสูรปิศาจได้
“กระบี่บินของซิวเจ่อยังคงร้ายกาจยิ่ง” ผูเยาทอดถอน “เจ้ายังไม่เคยเห็นซิวเจ่อสุด
ยอดฝีมือที่แท้จริง เพียงพวกมันสะบัดกระบี่ ก็สามารถถล่มฟั้าทลายดิน พวกมันสามารถ
ตัดพื้นที่มิติได้อย่างง่ายดาย ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งพวกมันได้”
จั่วม่อไม่ได้สนใจสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากชีวิตมันมากเกินไปเหล่านี้ ดังนั้นรีบวกกลับ
มายังหัวข้อสนทนาเดิม “ตาเฒ่าเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องใดกับเรา เจ้าบอกว่าศีรษะเหล็ก
หยกนี้เป็นอับดับที่ห้าในด่านเจี้ยว สมควรมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะอยู่บ้างกระมัง?”
“คุณสมบัติพิเศษเฉพาะ?” ผูเยาผงกศีรษะรับ “แน่นอน คุณสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ของศีรษะเหล็กหยกก็คือมันเหมาะสมต่อการฝึกปรือทักษะปิศาจทุกวิชา”
“เท่านี้เอง?” จั่วม่อย้อนถามอย่างมึนงง
“ใช่ เจ้าคิดว่าเท่านี้ยังไม่เพียงพออีกหรือ?” ผูเยามองจั่วม่อเหมือนมองตัวประหลาด
ถูกสายตาเช่นนี้ของผูเยาจ้องมอง จั่วม่อรู้สึกขายหน้าอยู่บ้าง “แต่ข้าไม่มีทักษะ
ปิศาจแม้แต่วิชาเดียว!”
“นั่นก็นับว่าดีแล้ว หากเจ้ายังไม่อยากถูกสังหารได้ทุกเมื่อ ก็อย่าได้คิดฝึกปรือทักษะ
ปิศาจในเร็ววันนี้” ผูเยากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ทันทีที่เจ้าเริ่มต้นฝึกปรือทักษะปิศาจ พลัง
สภาวะจะแพร่กระจายออกไป เจ้าจะตายอย่างอนาถเท่านั้น”
จั่วม่อเหม่อมองอย่างโง่งม กล่าวไปกล่าวมาอยู่ครึ่งค่อนวัน ไม่เท่ากับทุกคำล้วนไร้
สาระ ใช้การอะไรไม่ได้เลยหรอกหรือ? “เช่นนั้นข้าจะฝึกปรือสังขารไปทำไมกัน? ข้า
สมควรมุ่งมั่นฝึกปรือกระบี่ไม่ดีกว่าหรือ หรือไม่ก็ฝึกปรือจิตสำนึก กระทั่งหัตถ์พันใบน้อย
ยังจะแข็งแกร่งกว่าเสียอีก!”
ปฏิกิริยาของผูเยากลับเหนือความคาดหมายของจั่วม่อ มันเพียงสั่นศีรษะ กล่าว
แยกแยะอย่างราบเรียบว่า “หากมิใช่ว่าเจ้ามีศีรษะเหล็กหยก ข้าจะไม่แนะนำเจ้าเช่นนี้
แต่เจ้าในเมื่อครอบครองสังขารปิศาจอันเลิศล้ำถึงเพียงนี้ หากไม่ฝึกปรือ นั่นก็สูญเปล่า
จริงๆ แล้ว เวลานี้เจ้าไม่สามารถฝึกปรือทักษะปิศาจได้ แต่ข้าบอกแล้วว่านั่นกลับเป็นสิ่ง
ที่ดี ศีรษะเหล็กหยกมีศักยภาพอันล้ำลึกสุดหยั่งอยู่ในตัวมันเอง หากเจ้าสามารถขุด
ศักยภาพทั้งหมดออกมา ต่อไปในภายหน้าเมื่อเจ้าฝึกปรือทักษะปิศาจ จะประสบ
ผลสำเร็จโดยที่ลงแรงเพียงครึ่งเดียว มิหนำซ้ำยังไม่ต้องหวาดระแวงว่าพลังปิศาจจะแผ่
กระจายออกไปสะกิดเตือนผู้คนอีก”
จั่วม่อโบกมือตัดบท กล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ที่เจ้ากล่าวมาล้วนน่าฟัง แต่หากเราไม่
อาจผ่านอุปสรรคนี้ไปได้ ยังจะหลงเหลือชีวิตมากล่าวถึงทักษะปิศาจอันใดอีก?”
ผูเยาอับจนถ้อยคำ ขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยผงกศีรษะ “เจ้ากล่าวถูกต้อง บางทีเรา
สมควรดัดแปลงอะไรสักเล็กน้อย”
“ดัดแปลง?” จั่วม่องุนงงอยู่บ้าง ผูเยาวันนี้เป็นอะไร? ไฉนพูดจาด้วยดีได้นานถึง
เพียงนี้?
“ก่อนอื่นมาลองวิเคราะห์ดูว่าเจ้ามีอะไรอยู่ในแขนเสื้อบ้าง” ผูเยาถึงกับนั่งลงกล่าว
“วิชากระบี่ตัดทิ้งไปได้เลย ว่ากันตามจริงพรสวรรค์เชิงกระบี่ของเจ้าไม่ได้ดีเด่อันใด
เจตจำนงกระบี่ของเจ้าก็ระดับต่ำเกินไป อย่าว่าแต่ต่อให้บรรลุถึงขั้นเจตจำนงกระบี่หัวใจ
แปลง ก็ยังไม่เพียงพอจะเกาที่คันให้แก่จินตันเสียด้วยซ้ำ หัตถ์พันใบน้อยมีพลังมาก แต่
จิตสำนึกของเจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอจะขู่ขวัญจินตันได้ เคล็ดหมัดคลื่นสวรรค์ก็ไม่เพียง
พอที่จะรับมือจินตัน สิ่งเดียวที่พอจะมีประสิทธิภาพอยู่บ้าง คือขบวนค่ายกลใหญ่ที่เจ้า
เพิ่งคิดค้นขึ้นมา มุกหยินประลัยกัลปที่เจ้ามีติดตัวในตอนนี้ เกิดจากไฟดวงเก่าของเจ้า
ดังนั้นระดับต่ำเกินไป อาจไม่ได้ผลเท่าที่เจ้าคิด ส่วนเหอเถาอัสนีคำรณเหล่านั้น หากเจ้า
หลอมสร้างให้ดี อาจสร้างปัญหาให้จินตันผู้นั้นได้ไม่น้อยทีเดียว”
ร่ายยาวจนเสร็จสิ้นในรวดเดียว ผูเยาแบสองมือออกกว้าง “เห็นหรือไม่ ไม่ว่าเจ้าจะ
ฝึกปรืออะไร ก็ล้วนไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น”
จั่วม่อได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถึงกับพูดไม่ออกไปเลยทีเดียว
“แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ยังมีบางจุดที่พัฒนาได้” กับเจ้าม้าดื้อดึงตัวนี้ ผูเยาทราบดีว่า
ยามใดควรใช้แส้โบยฟาด ยามใดควรใช้หัวผักกาดหลอกล่อ
จั่วม่อกลายเป็นคึกคักขึ้นมาทันที “รีบบอก”
“ใช้สายฟั้าแกร่งภูตหยางกลั่นเกลาเหอเถาอัสนีคำรณนับเป็นความคิดที่ดียิ่ง เรื่องนี้
ต้องขอชมเชย แต่จุดสำคัญคือเจ้าอาจหยิบยืมวิธีหลอมสร้างมุกหยินประลัยกัลปมา
ดัดแปลงใช้ได้” ผูเยากระตุ้นเตือน
จั่วม่อตบหน้าผากแปะ กล่าวอย่างยินดี “ใช่แล้ว ไฉนข้าคิดไม่ออก?” ภายในตำรา
มุกหยินประลัยกัลป วิธีหลอมสร้างมุกหยินประลัยกัลปอันทรงพลังไม่ได้มีแค่วิธีการเดียว
หากเลือกวิธีการที่เหมาะสมมาดัดแปลงใช้ จะไม่ยิ่งดีงามเสียยิ่งกว่าสิ่งที่มันครุ่นคิดเอง
หรือ?
จั่วม่อแทบจะแล่นไปอ่านตำรามุกหยินประลัยกัลปในบัดดล บรรพชนฟั้ากระจ่างไม่
ต่างจากกระบี่แหลมคมแขวนอยู่เหนือศีรษะมัน ทำให้มันไม่อาจนอนหลับตาได้สนิทมา
นานแล้ว ที่ผ่านมามันขาดแคลนกระบวนท่าที่สามารถคุกคามศัตรูแกร่งกล้าผู้นี้ เวลานี้
เมื่อค้นพบหนึ่งกระบวนท่า จะไม่ให้มันลิงโลดยินดีได้อย่างไร?
“นอกเหนือจากเหอเถาอัสนีคำรณ หากสังขารปิศาจของเจ้ารุดหน้าก้าวไกลใน
ระยะเวลาอันสั้น บางทีหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟั้าของเจ้า อาจทำให้มันเสียวสันหลังได้
บ้าง”
จั่วม่อตะลึงงันอีกรอบ เมื่อขบคิดอย่างละเอียด มันพบว่าวิธีนี้เป็นไปได้อย่างยิ่ง!
หากสังขารปิศาจของมันรุดหน้าไปอีกขั้น มันจะสามารถทนทานต่อการหมุนเวียน
ลมปราณได้มากกว่าสิบสี่วัฏฏะ พลานุภาพของหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟั้าย่อมเพิ่มพูน
ตามไปด้วย มันเคยใช้หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟั้าสิบสี่วัฏฏะเจาะทะลวงโล่พื้นที่ของสัตว์
ปราณระดับห้ามาแล้ว แม้ว่างูยักษ์เขาโลหิตเพียงจัดเป็นกึ่งระดับห้าก็ตาม แต่หากมัน
สามารถเพิ่มรอบวัฏฏะได้มากกว่านั้น ก็อาจคุกคามบรรพชนฟั้ากระจ่างได้จริงๆ
ยิ่งครุ่นคิดเท่าใด จั่วม่อก็ยิ่งลิงโลดเท่านั้น มันจู่ๆ ก็พบว่ามันอาจสามารถจู่โจมทำ
ร้ายจินตัน นี่ราวกับเห็นแสงสว่างลำหนึ่งในความมืดมน แม้จะเป็นเพียงแสงสว่างลำเล็ก
เท่าเส้นด้าย แต่ยังคงทำให้มันรู้สึกถึงความหวังอันเรืองรองสายหนึ่ง
จั่วม่อถามอย่างอดรนทนไม่ได้ “ทีแรกเจ้ากล่าวถึงโอกาสอันดีงาม โอกาสอันใด?”
“การสร้างเมือง” ผูเยาขยิบตาสีเลือด
“สร้างเมือง?” จั่วม่องงงันอีกรอบ “การสร้างเมืองจะทำอะไรได้?”
มุมปากผูเยายกยิ้มไม่แยแส นัยน์ตาสีเลือดหรี่แคบลงเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาไร้คู่
เปรียบดูลึกลับยากคาดเดากว่าเดิม มันคล้ายนายพรานผู้กลอกกลิ้ง โยนเหยื่อล่อที่
ตระเตรียมเอาไว้ กล่าวปนหัวร่อเบาๆ “เจ้าไม่เคยคิดสร้างเมืองด้วยตัวเองหรือ?”
“สร้างเมืองด้วยตัวเอง?” จั่วม่อยืนเหม่อมองอย่างโง่งม
“ใช่ สร้างเมือง …ด้วยตัวเจ้าเอง!” ผูเยาชูนิ้วเรียวยาวขาวสะอาดที่ตัดกับเล็บสีแดง
เจิดจ้าอย่างรุนแรง หัวร่อฮิฮิ “เจ้าเมื่อไม่มีเวลาฝึกปรือเพราะต้องสร้างเมือง เราก็มา
ดัดแปลงใช้โอกาสอันดีงามนี้ไม่ดีกว่าหรือ นี่สมเหตุสมผลยิ่ง เมืองนี้เป็นของเจ้า จงสร้าง
รากฐานของเมืองด้วยตัวเจ้าเอง สร้างกำแพงกับปั้อมปราการด้วยตัวเจ้าเอง สร้างค่าย
กลด้วยตัวเจ้าเอง สร้างทุกอย่างด้วยตัวเจ้าเอง…เพียงผู้เดียว!”
จั่วม่อยืนแข็งทื่อดุจก้อนหิน
“เห็นหรือไม่ นี่ไม่เพียงฝึกปรือสังขารของเจ้า ยังสามารถฝึกปรือพลังจิตสำนึกกับ
พลังปราณไปพร้อมกัน โอกาสดีงามสุดยอดถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะไปหาจากที่ใดได้อีก?”
“ที่จริงเมืองเล็กที่รองรับผู้คนได้หนึ่งหมื่นคนนั้นเล็กเกินไป ทีแรกข้าคิดว่าเจ้าจะ
สร้างเมืองเล็กที่อย่างน้อยก็สามารถรองรับผู้คนได้หนึ่งแสนคนเสียอีก ด้วยวิธีนี้ เจ้าจะได้
ฝึกปรือมากยิ่งขึ้น ว่าอย่างไร เราขยายเมืองอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”
“เจ้าไม่อยากสังหารจินตันหรือ? ชีวิตน้อยๆ ของเจ้าสำคัญที่สุด! ยิ่งเจ้าทำงานหนัก
มากเท่าใด เจ้าก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ในวันนี้ เจ้ายิ่งเสียเหงื่อมากเท่าใด ในวัน
หน้า เจ้าก็จะยิ่งเสียเลือดน้อยลงเท่านั้น…”
ฟังเสียงผูเยาหลอกหลอนซ้ำๆ อยู่ในหู จั่วม่อหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝั่อาย สอง
ตาเหลือกค้าง สิ้นสติไปในที่สุด