สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 318 ระเบิดมนุษย์เหล็ก
จั่วม่อกับแม่นางน้อยสบตากันวูบหนึ่ง ล้วนทราบว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดอันใด
เพียงไม่นานนัก ค่ายจูเชวี่ยก็ฟื้นฟูพลังเสร็จสมบูรณ์ ทรัพยากรของค่ายจูเชวี่ย
ไม่เคยขาดแคลน ทุกคนพกพาจิงสือมากพอ ดังนั้นพวกมันสามารถฟื้นฟูพลังปราณได้
อย่างรวดเร็ว จั่วม่อเหลือบมองไปทางซู่หลง เห็นซู่หลงลอบผงกศีรษะโดยที่ผู้คนไม่ทัน
สังเกต ต้องลอบชื่นชมความสามารถในการฟื้นฟูอันรวดเร็วของทักษะปิศาจ
พลังภายในร่างของมันเองก็ฟื้นฟูเสร็จสมบูรณ์อย่างเงียบเชียบ ความแข็งแกร่ง
ของสังขารปิศาจมหาทิวาสูงส่งยิ่งกว่าค่ายเว่ย ยังเหนือล้ ากว่าที่ตัวมันเองคาดคิดเสีย
อีก
จั่วม่อยืดตัวตรง จับจ้องไปยังสามกองกำลังฝั่งตรงข้าม ในหัวใจเต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นอย่างแรงกล้า พวกมันชนะแน่!
ความเชื่อมั่นอันแกร่งกร้าวก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในหมู่กองทัพของเมืองอีกาทองคำ
โดยที่พวกมันไม่รู้สึกตัว
จั่วม่อดีดร่างทะยานไปเบื้องหน้า แทบจะในเวลาเดียวกัน ค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ย
ก็เริ่มลงมืออย่างพร้อมเพรียง
ค่ายจูเชวี่ยประหนึ่งสายลมอันเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดเดี๋ยวรวมตัวกัน บัด
เดี๋ยวกระจายออกไป ทั้งปราดเปรียวและไร้ขีดจำกัด พกพาเจตนาฆ่าฟันอันคมกล้าดุจ
คมดาบ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน ในขณะที่ค่ายเว่ยประดุจห่าพิรุณเหล็กกล้าอัน
แน่นขนัด พวกมันไม่ได้รวดเร็ว แต่เต็มไปด้วยคลื่นแห่งความพินาศ สุดอหังการไร้คู่
เปรียบ
จั่วม่ออยู่ที่ด้านหน้าสุดของกองทัพ ปากเม้มแน่น หลุบตาลงเล็กน้อย ร่างตั้งตรง
ดุจคันหอก เหอเถาอัสนีคำรนที่ล้อมรอบกายเกิดประจุสายฟ้าสีเงินแลบลั่นไม่ขาดสาย
ติดตามหลังมันมา ด้านซ้ายเป็นค่ายจูเชวี่ยที่กำลังรอจังหวะลงมือ หากเพ่งมอง
ให้ดี จะพบว่าค่ายจูเชวี่ยทั้งหมดราวกับขดลวดที่ถูกกดลงถึงขีดสุด สั่นสะเทือนอย่าง
เงียบงัน เต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย กงซุนชาไม่ได้นั่งเฉื่อยชาอยู่บนกระบี่ยักษ์เมฆา
เขียวเหมือนที่เคยทำ แต่กลับลุกขึ้นยืนตระหง่าน ดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ ใบหน้า
ประดับด้วยรอยยิ้มเอียงอาย ในดวงตาของซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยทั้งหมดสาดประกายคม
กล้าดุจคมมีด
ส่วนทางปีกขวาด้านหลังของจั่วม่อ ค่ายเว่ยตั้งกระบวนทัพอย่างเงียบเชียบ พวก
มันประดุจกองทหารรูปปั้นสงครามโบราณจากหลายพันปีล่วงมาแล้ว สงบงัน ไม่ไหว
ติง ซู่หลงอยู่ตรงกึ่งกลางกองทัพ เย็นเยียบและแน่วแน่ แต่ไม่ไหวติงเช่นกัน เกราะ
หนักสีดำห่อหุ้มร่างพวกมันอย่างแน่นหนา คล้ายตัดขาดพวกมันออกจากโลกภายนอก
ภายใต้ความเงียบงันแห่งความตายที่ท่วมทับ บันดาลให้ผู้คนรู้สึกถึงจิตวิญญาณแห่ง
การต่อสู้อันโหดเหี้ยมดุจมารร้าย ที่ม้วนกวาดไปทุกสารทิศ!
การเคลื่อนไหวของจั่วม่อกับคนของมันดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างฉับพลัน
เทียนหลิงจื่อกับพวกทั้งสามสีหน้าแปรเปลี่ยน พวกมันรีบออกคำสั่งให้กองทหารของ
ตนถอยร่นไปห้าสิบจั้ง พฤติการณ์ของจั่วม่อที่นำเอาเหอเถาอัสนีคำรนยี่สิบลูกออกมา
ในคราวเดียว ทำลายความคิดปล้นชิงยามเพลิงไหม้ของพวกมันจนหมดสิ้น แต่
ข่าวสารที่เพิ่งส่งมาถึง จุดประกายความหวังให้แก่พวกมันอีกครั้ง อย่างน้อยสามารถมี
ส่วนแบ่งในสินสงครามบ้างก็ยังดี
พวกมันเพิ่งจะตัดสินใจไม่ยั่วยุเจ้าเมืองอีกาทองคำ ตราบเท่าที่พวกมันไม่ปล่อย
ให้อีกฝ่ายหนีหายไปโดยไร้ร่องรอย หลังจากสงครามในวันพรุ่งนี้ พวกมันยังสามารถ
แบ่งปันความดีความชอบได้บ้าง ดังนั้นพวกมันตระเตรียมยืดระยะห่างออกไปได้ทุก
เมื่อ ขอเพียงยังสามารถติดตามร่องรอยในยามที่อีกฝ่ายหลบหนีไปได้ก็พอ
แต่จั่วม่อไหนเลยจะปล่อยให้พวกมันกระทำการได้สมดั่งใจ มันตัดสินใจเปิดศึก
อย่างรวดเร็ว
จั่วม่อชูมือขวาขึ้นสูง แล้วฟันลงหนักๆ “ฆ่า!”
ดวงตารูปจันทร์เสี้ยวของแม่นางน้อยสาดประกายเย็นเยียบ ค่ายจูเชวี่ยที่รอคอย
สัญญาณมานาน ระเบิดออกอย่างฉับพลัน ปราณกระบี่หลายร้อยสายฉีกกระชาก
อากาศอย่างพร้อมเพรียง!
เสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมสูงดังกึกก้อง
ซู่หลงตวาดเสียงทุ้มต่ า “ฆ่า!”
พลังงานสีดำพวยพุ่งออกมา บิดม้วนกวาดโถมไปทั่ว เส้นใยพลังงานสีดำหลาย
พันเส้นรวมตัวเข้าด้วยกัน ก่อเกิดกระแสพลังงานสีดำที่มีรูปร่างคล้ายงู คลื่นเสียง
คำรามต่ าลึกดังกระหึ่มมาจากภายใน
ท้องฟ้าดูเหมือนมืดลงอย่างกะทันหัน
กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างปะปนกับรังสีฆ่าฟันอันน่าสยดสยองครอบฟ้าคลุม
ดิน ทุกคนอดหน้าเผือดสีลงไม่ได้
สามผู้นำกองกำลังรู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบ แต่ละคนใบหน้าแทบไม่มีสีเลือด ถึง
ตอนนี้พวกมันค่อยตระหนักชัดถึงความคิดอันโง่เขลาเบาปัญญาของตน! เทียนหลิงจื่อ
เต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ ยามนี้มันได้แต่ตะโกนสุดเสียง “หนี… …”
เพิ่งจะอ้าปากร้องตะโกนได้ครึ่งคำ ทันใดนั้นมันดวงตาเบิกโพลง ก้มศีรษะลง
อย่างไม่อยากเชื่อสายตา เห็นมือข้างหนึ่งระเบิดออกมาจากกลางทรวงอกของมัน
อย่างพิสดาร
ซิวเจ่อรอบข้างเทียนหลิงจื่อเบิกตามองมันราวกับพบพานผีสาง ความหวาดกลัว
สายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจดุจใยแมงมุม
ร่างที่มีปีกสีทองอยู่บนแผ่นหลังหายวับไปจากครรลองสายตาของพวกมัน
การโจมตีครั้งนี้ หมดจดไร้ที่ติ!
ปีกแสงศูนยตาบนแผ่นหลังกระพือเบาๆ พลังอันล้นเหลือทะลักทลายดุจสายน้ า
ร่างของมันพุ่งวาบออกไปไกลดุจสายฟ้าฟาด จั่วม่อไม่ได้หวั่นเกรงการต่อสู้แม้แต่น้อย
จิตใจสงบราบเรียบผิดธรรมดา มันค่อยๆ ศึกษาพลังของปีกแสงศูนยตาบนแผ่นหลัง
อย่างระมัดระวัง ภายใต้พลังสุดแกร่งกร้าวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ การควบคุมบังคับ
ท่วงท่าเคลื่อนไหว หาใช่เรื่องง่ายดายไม่
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีงามที่จะเรียนรู้
ส่วนเรื่องเหอเถาอัสนีคำรน หากต้องสิ้นเปลืองไปกับสวะเหล่านี้ก็น่าอายยิ่ง… …
ปีกแสงศูนยตาบนแผ่นหลังสะบัดเบาๆ สายตาพร่าเลือนวูบหนึ่ง มันพลัน
ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าซิวเจ่อผู้หนึ่ง ห่างเพียงครึ่งจั้ง ด้วยระดับความเร็วที่มองไม่
เห็นชัดตา
แย่แล้ว!
จั่วม่อผู้ที่เพิ่งจะลำพองใจเป็นอย่างยิ่ง อุทานเสียงหลง ยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด
มันก็ชนใส่โล่พลังปราณของอีกฝ่ายอย่างถนัดถนี่
พิ้ง!
โล่พลังปราณแตกทลาย พลังสภาวะถาโถมของจั่วม่อยังไม่สิ้นสุด กระแทกใส่ซิว
เจ่อผู้นั้นอย่างหนักหน่วง
จั่วม่อเพียงได้ยินเสียงกรีดร้องกับกระดูกหักสลาย มันราวกับชนใส่ถุงทรายเก่า
ใบหนึ่ง พอกระแทกใส่ก็กระพือปีกบนแผ่นหลังตามสัญชาตญาณ พลังอันแกร่งกร้าว
ปะทุขึ้น ร่างมันหายวับไปอีกครั้งอย่างไม่ทันได้บังคับควบคุม
จั่วม่อยามนี้ไม่ต่างอันใดกับระเบิดมนุษย์เหล็กที่หลุดพ้นจากการควบคุมอย่าง
สมบูรณ์ กระเด้งกระดอนกลับไปกลับมาอยู่ในกลุ่มคนราวกับลูกหนังใบหนึ่ง
ทว่าสังขารปิศาจมหาทิวาแข็งแกร่งทนทานยิ่ง เมื่อเพิ่มความเร็วอันน่าแตกตื่น
สะท้านใจเข้าไป ไม่ว่ากวาดผ่านไปยังที่ใด มีแต่เสียงกระดูกแตกหัก แขนขาปลิว
ประเด็น เสียงโหยหวนดังระงมไม่ขาดหู
จั่วม่อพอเห็นฝ่ายตรงข้ามไม่มีปัญญาทำร้ายมันได้ จึงตกลงใจไม่แยแสสนใจพวก
มันอีก มุ่งมั่นทุ่มเทสมาธิอยู่กับการควบคุมปีกแสงศูนยตา มีเพียงเมื่อสามารถควบคุม
ปีกแสงศูนยตา ใช้ออกได้ตามอำเภอใจ จึงจะมีต้นทุนพอต่อสู้กับยอดฝีมือด่านจินตัน
ได้ซึ่งหน้า การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาล้วนยิ่งใหญ่ทรงพลัง หากมัน
สามารถปล่อยออกรั้งเข้าได้ดั่งใจปรารถนา พลังฝีมือของมันจะรุดหน้าไปอีกก้าวใหญ่
ค่ายจูเชวี่ยใช้รูปแบบการต่อสู้ที่ผิดแผกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่ละหมู่ราวกับมีด
คมกริบเล่มหนึ่ง พวกมันประหนึ่งคนฆ่าสัตว์กำลังชำแหละเนื้อสัตว์ปราณ แม่นยำ ไม่
เร่งรีบและไม่อนาทรร้อนใจ
ค่ายเว่ยยังตรึงขบวนทัพอยู่กับที่ แต่พลังงานสีดำเต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง
แปรเปลี่ยนอย่างพิสดาร บัดเดี๋ยวรวมตัว บัดเดี๋ยวกระจัดกระจาย บางครั้งแปลงเป็น
อสรพิษยักษ์ บางคราวกลายเป็นงูเล็กๆ นับไม่ถ้วน สำแดงความพิสดารกับความ
แปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาดของกระบวนปิศาจน้อยสังหารออกมาอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการบุกทะลวงของค่ายจูเชวี่ยหรือปิศาจน้อยสังหาร
ของค่ายเว่ย กลับไม่มีผู้ใดกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้จั่วม่อ
การถาโถมพุ่งชนของจั่วม่อทำให้เหล่าทหารหาญค่ายจูเชวี่ยถึงกับอกสั่นขวัญ
แขวน รีบพาตัวหลบหนีออกห่างอย่างลนลาน หากพวกมันพลาดพลั้งถูกชนใส่ ชีวิต
น้อยๆ ของพวกมันคงจบสิ้นลงที่นี่แล้ว ซิวเจ่อแต่ละคนที่ถูกเหล่าป่านชนใส่นั้นน่า
อนาถยิ่ง ทุกคนปลิวลิ่วไปในอากาศราวกับถุงทรายเก่า แผดเสียงโหยหวน จากนั้น
กระแทกพื้น ร่างแยกกระจายเป็นชิ้นๆ
ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต!
หากถูกชนใส่ ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว… …
เหล่าลูกสมุนทั้งหลายหัวใจเย็นเฉียบ พวกมันสามารถเห็นได้ชัดตาว่าท่วงท่าของ
เหล่าป่านยามชนใส่ผู้อื่นนั้นพิลึกพิลั่นยิ่ง นี่เป็นสัญญาณอันชัดแจ้งว่าเหล่าป่านไม่
สามารถควบคุมตัวเองได้อย่างเต็มที่ หากพวกมันต้องมาตายอย่างอนาถ เนื่องจากถูก
เหล่าป่านที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ชนใส่ นั่นจึงน่าทุเรศและน่าอับอายขายหน้าอย่าง
แท้จริง พวกมันยังจะบ่นว่าอันใดได้?
ซิวเจ่อจากค่ายจูเชวี่ยหลีกห่างจากจั่วม่อ เพียงตีวงโค้งยาวเหยียดเป็นวงกลม
ใหญ่ ทำการปิดล้อมเข่นฆ่าผู้ที่ต้องการหลบหนีอยู่รอบนอก
กงซุนชารอยยิ้มแข็งค้าง มันจ้องมองบนท้องฟ้าอย่างขวัญผวา
เมื่อเทียบกับการหลีกเลี่ยงเอาตัวรอดของค่ายจูเชวี่ยแล้ว ค่ายเว่ยยังสลดหดหู่ยิ่ง
กว่า พวกมันทีแรกเมื่อเห็นค่ายจูเชวี่ยหลบเลี่ยงไปด้านข้าง อดภาคภูมิใจอยู่บ้างไม่ได้
เนื่องเพราะพวกมันโจมตีจากระยะไกล จึงปลอดภัยจากลูกหลงของเหล่าป่านมาก
แต่ซู่หลงกับพวกยินดีอยู่ได้ไม่นาน ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นปั้นยาก
พลังงานสีดำของปิศาจน้อยสังหาร ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อเข้าไปใกล้เหล่า
ป่าน ก็กลับกลายเป็นคลุ้มคลั่งปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่ แล้วแตกกระจายไปทุกทิศทุก
ทาง เพียงช่วงระยะเวลาไม่นานนัก พลังงานสีดำที่ใช้ไปกับศัตรู ยังไม่มากเท่ากับที่ถูก
เหล่าป่านทำให้สลายไป
นี่มันเรื่องอะไรกัน… …
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์แปลกพิกลถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก ซู่หลงได้แต่ฝืนยิ้มขม
ขื่น ในความอับจนหนทาง มันได้แต่ควบคุมปิศาจน้อยสังหารเลียบไปทางด้านข้าง
คอยจู่โจมสังหารศัตรูจากชายขอบเท่านั้น
สนามรบบนท้องฟ้าจู่ๆ ก็กลายเป็นฉากอันพิลึกพิลั่นอย่างที่สุด เห็นปิศาจน้อย
สังหารกับค่ายจูเชวี่ยกลายเป็นขอบเขตของสนามรบรูปวงกลม แยกกันปิดล้อมคนละ
ครึ่งซีก ราวกับกำแพงเหล็กกล้าชั้นหนึ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีรอดพ้นได้
ส่วนด้านในวงกลม ปังปังปัง เสียงกระแทกปะทะดังสนั่นหวั่นไหวไม่ขาดหู
จั่วม่อเห็นไม่มีผู้ใดทำร้ายสังขารปิศาจมหาทิวาของมันได้ จึงไม่สนใจระวัง
ป้องกัน เพียงแค่มุ่งเน้นไปยังการควบคุมปีกแสงศูนยตาที่อยู่บนแผ่นหลังของตน
และแล้ว เห็นมันใช้ทุกท่วงท่าประหลาดพิลึกหาใดเปรียบ กับความเร็วอันน่า
สะท้านใจ พุ่งเข้าบดขยี้ซิวเจ่อคนแล้วคนเล่าในสมรภูมิรบรูปวงกลม
เหล่าไพร่พลของค่ายจูเชวี่ยตื่นตัวเป็นอย่างยิ่ง พวกมันไม่ได้กังวลเรื่องศัตรูที่ถูก
ชนกระเด็นออกมา กับคนเคราะห์ร้ายเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจู่โจมซ้ าเติมใดๆ ทุกคน
ตายสนิทแต่แรก สิ่งทุกคนตื่นตัวระมัดระวัง ก็คือคอยหลบเลี่ยงศัตรูที่ถูกชนกระเด็น
ออกมาเหล่านี้ให้ดี เนื่องเพราะมีไพร่พลค่ายจูเชวี่ยบางคนถึงคราวเคราะห์ ถูกศัตรูที่
ปลิวลิ่วออกมาเหล่านี้ชนใส่อีกทอด จนได้รับบาดเจ็บพอหอมปากหอมคอกันไปบ้าง
นี่เป็นภัยพิบัติจากฟ้าโดยแท้!
หลังจากนั้นไม่นาน เหล่าศัตรูภายในวงกลมพังทลายอย่างสมบูรณ์ พวกมันพา
กันโหมจู่โจมขอบเขตแดนของวงกลมอย่างบ้าคลั่ง!
เท่านั้นเอง การบุกทะลวงดุจมีดแหลมคนก็เริ่มต้นขึ้น!
ปิศาจน้อยสังหารก็เปิดฉากจู่โจมสุดกำลังโดยไม่ออมรั้งยังมือ
เสียงกรีดร้องโหยหวนสะท้านอยู่ในสองหูผู้คน บุปผาโลหิตเบ่งบานกลางนภา
ซิวเจ่อร่วงหล่นจากฟากฟ้าไม่ขาดสายราวกับเกี๊ยวเทลงหม้อต้ม
ซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าความกล้าหาญโบยบินไปหมดสิ้น ขวัญกำลังใจตกต่ าถึง
ขีดสุด กองทัพแตกพ่ายถล่มทลายอย่างรวดเร็ว สูญเสียผู้บัญชาการ ขวัญกำลังใจล่ม
สลาย สูญเสียความคิดต่อสู้ พวกมันก็เป็นเพียงกลุ่มกเฬวรากที่ไม่มีความสามารถสู้รบ
ต่อหน้ากองทัพชั้นยอดดังเช่นค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ย พวกมันไม่ผิดอันใดกับฝูงแพะ
แกะรอรับการเชือดเฉือน
การสังหารหมู่อย่างไร้ปราณีดำเนินต่อไปอีกเพียงครึ่งชั่วยาม ก่อนที่สนามรบ
ทั้งหมดจะถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงเกลา
บรรดาซิวเจ่อที่ชมดูไม่มีผู้ใดรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ พวกมันจ้องมอง
สนามรบอันว่างเปล่าด้วยใบหน้าเผือดขาว เฝ้ามองเหล่าสมุนของเจ้าเมืองอีกาทองคำ
ดำเนินการสะสางสมรภูมิอย่างเป็นระบบ
ฝีมือการสะสางสนามรบทั้งช่ าชองและรวบรัดหมดจด การเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่
มีกลิ่นอายฆ่าฟันแม้แต่น้อย แต่หลังจากการสู้รบอันโหดเหี้ยมดุดันถึงเพียงนี้ ยังคง
บันดาลให้ซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าได้กลิ่นคาวเลือดและควันไฟไม่คลาย
“อ่อนแอเหลือเกิน!” เหลยเผิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา พลางกระชากป้ายหยก
ออกมาจากร่างผู้ตายหว่แ “แค่เศษสวะกลุ่มหนึ่ง อาศัยกำลังขวัญจากที่ใดมาโจมตีเรา
พวกมันไม่ได้ล่วงรู้อะไรเลยจริงๆ”
“จะแปลกอันใด? นกตายเพราะอาหาร คนตายเพราะสมบัติ ในกาลก่อนพวก
เราก็มิใช่เป็นเช่นเดียวกันนี่หรอกหรือ?” เหนียนลู่กระทั่งใบหน้ายังไม่เงยขึ้น ฝีมือปลด
ทรัพย์ของมันทั้งคล่องแคล่วและหมดจด
ประโยคท้ายทำเอาเหลยเผิงงงงันวูบ เอียงคอขบคิดแวบหนึ่ง ค่อยพยักหน้า
พลางกล่าว “ถูกของเจ้า” แต่แล้วมันขมวดคิ้ว ถามว่า “แต่บัดนี้เราไม่เหมือนพวกมัน
อีกแล้ว หากทว่าไม่เหมือนกันตรงที่ใดเล่า?”
เหนียนลู่ชะงักมือในที่สุด ยืดตัวตรง กล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “บัดนี้พวกเรา
ไม่เหมือนพวกมันอีกแล้วจริงๆ” แต่จนแล้วจนรอดมันก็ระบุไม่ได้ว่าไม่เหมือนกัน
ตรงที่ใด
หลังจากรอฟังอยู่เป็นนานสองนาน เหลยเผิงในที่สุดอดรนทนไม่ได้ “ลืมมันไป
เถอะ ขบคิดหาอันใด? เพียงแค่ติดสอยห้อยตามเหล่าป่านไปก็พอ จะอย่างไรวิถีชีวิต
ของเรายามนี้ไม่เลวเลยจริงๆ ข้ารู้สึกดียิ่ง ต่อให้ตายก็คุ้มค่า!”
“อา” เหนียนลู่ทำเสียงเห็นพ้อง ดวงตาลึกล้ า “นั่นก็ใช่แล้ว เมื่อไม่ได้ตายใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย ก็นับว่าชีวิตเรายืนยาวมากพอแล้ว”
จั่วม่อหอบหายใจอย่างรุนแรง นี่เป็นครั้งแรกที่มันทดลองต่อสู้ระยะประชิดใน
สงครามจริงเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ทันรู้สึก แต่พอหยุดลง ค่อยรู้ตัวว่าทั่วร่างเจ็บปวดรวด
ร้าวอย่างบอกไม่ถูก มันสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ที่แท้สังขารปิศาจมหาทิวาก็มี
ขีดจำกัด ต่อไปมันไม่อาจหุนหันพลันแล่นอีก
“พวกเจ้าไฉนโหดร้ายถึงเพียงนี้!”
เสียงเจือสะอื้นของสตรีนางหนึ่งดังมาจากฟากฟ้า จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมอง เห็น
สตรีนางหนึ่งในฝูงผู้ชม กำลังชี้หน้าก่นด่าสาปแช่งมันตรงๆ
รอบข้างกลายเป็นเงียบกริบในบัดดล
บรรดาซิวเจ่อข้างกายจั่วม่อล้วนสีหน้ามืดทะมึน
“เป็นไร? คิดเข่นฆ่าสตรีอ่อนแอเช่นข้าด้วยกระมัง?” สตรีนางนั้นโถมออกจาก
กลุ่มคนอย่างถือดี ดวงตารื้นไปด้วยน้ าตา สีหน้าพลุ่งพล่านดาลใจ “พวกมันแม้แต่
ปกป้องตัวเองยังไม่มีปัญญา พวกเจ้าไฉนไม่ละเว้นทางรอดให้แก่พวกมัน? ไยต้องเข่น
ฆ่าพวกมันทั้งหมด?”