สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 336 เช่นนั้นก็ทดลองดูเถอะ
ผูเยามองจั่วม่อตาเขม็งโดยไม่กล่าวคำใด
จั่วม่อถูกจ้องจนไม่สบายใจอยู่บ้าง ได้แต่ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย “สังขารปิศาจมหา
ทิวาหากไม่ฝึกปรือ ไยมิใช่น่าเสียดายไม่น้อย!”
หลังจากจ้องเขม็งอยู่นาน จนจั่วม่อคิดว่าผูเยากำลังบันดาลโทสะ ผูเยาพลัน
กล่าวอย่างกะทันหัน “ให้ข้าลองคิดดู”
แม้ว่าผูเยาไม่ได้ให้คำตอบในทันที จั่วม่อยังคงเห็นว่ามีความหวัง รีบออกจาก
ทะเลแห่งจิตสำนึกไปในบัดดล ด้วยเกรงว่าผูเยาจะเปลี่ยนใจ
ทันทีที่จั่วม่อออกไปจากทะเลแห่งจิตสำนึก เห็นหมอกดำกลุ่มใหญ่พวยพุ่งออก
จากป้ายศิลาสุสาน เงาใบหน้าปรากฏขึ้นบนพื้นผิวศิลา
ผูเยาคล้ายไม่พบเห็นกลุ่มหมอกกับใบหน้านั้น เอาแต่พึมพำกับตัวเอง “ฝึกปรือ
วิถีอสูรกับมรรคาปิศาจร่วมกัน ความคิดนี้น่าสนใจไม่น้อย”
เผ่าอสูรและเผ่าปิศาจแม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าซิวเจ่อ แต่พวกมันทั้ง
สองยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดฝึกปรือวิถีอสูรกับมรรคาปิศาจไปพร้อมกัน ผูเยานับเป็น
อสูรที่รอบรู้แตกฉานตนหนึ่ง อีกทั้งศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยก็เป็นยอดวิชา
สาบสูญที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทว่าสังขารปิศาจมหาทิวาก็หาได้ด้อยกว่ากันไม่ ยังคงเป็น
สังขารปิศาจชั้นสูงสุดด้วยเช่นกัน หากจั่วม่อมิได้สำเร็จสังขารปิศาจอันสูงส่งนี้ ผูเยาก็
คงไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นนี้ จั่วม่อในเมื่อสำเร็จยอดวิชาสังขารปิศาจมหาทิวา
จะให้โยนทิ้งไปเปล่าๆ ก็น่าเสียดายจริงๆ
ในบรรดาการฝึกปรือทั้งสามวิถี นับวิถีบำเพ็ญเพียรแนวทางอสูรอิสระเสรีและ
เปิดกว้างที่สุด วิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้เช่นตำหนักศาสตร์อสูร เปิดกว้างกว่าการ
สืบทอดในสำนักของซิวเจ่อ หรือการสืบทอดในตระกูลของพวกปิศาจมาก
เงาร่างคนบนป้ายศิลาพลันกะพริบวูบหนึ่ง
“เจ้าคิดว่าสามารถทดลองดูเช่นนั้นหรือ?” ผูเยาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
มันจมลงให้ห้วงความคิด มันแม้มีโทสะและความคับข้องใจกับป้ายศิลาแทบทุก
รูปแบบ แต่ในฐานะผู้ที่เฝ้าป้ายศิลาสุสานเป็นเวลาหลายพันปี ความสัมพันธ์ย่อมไม่
ปกติธรรมดา ป้ายศิลาสุสานอาจมีหลายสิ่งที่มันรู้สึกว่าโง่เขลา ดื้อรั้น และหัวโบราณ
แต่ในเรื่องของการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร ความสำเร็จและความรอบรู้ของป้ายศิลา
สุสาน ผูเยาย่อมทราบกระจ่างเป็นอย่างดี
ผูเยากลายเป็นลังเลผิดธรรมดา ยากจะตัดสินใจไม่น้อย จั่วม่อในเมื่อสามารถ
บรรลุศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์ได้ด้วยตัวเอง ย่อมเหมาะสมสำหรับฝึกปรือศาสตร์
บำบวงแดนร้างกาลสมัยมากกว่าผู้ใด ทั้งยังเป็นผู้สืบทอดที่ดีที่สุด หากจั่วม่อมุ่งเน้น
ฝึกปรือเฉพาะศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย ก็มีโอกาสสูงที่จะบรรลุถึงขอบเขตของ
อสูรฟ้า แต่หากให้มันฝึกปรือสังขารปิศาจกับศาสตร์อสูรพร้อมกัน ก็ยากจะคาดเดาว่า
ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร การเดินไปในเส้นทางบำเพ็ญเพียรสังขารปิศาจนั้น
อันตรายที่สุดในมรรคาทั้งสาม หากผิดพลาดสักเล็กน้อย อาจประสบเภทภัยถึงขั้น
วิญญาณดับสลาย
เงาใบหน้าของคนบนพื้นผิวศิลา เฝ้ารอการตัดสินใจของผูเยาเงียบๆ
ผูเยาเหลือบมองป้ายศิลาด้วยหางตา อย่างเงียบเชียบ ภาพเหตุการณ์ที่เคย
เกิดขึ้นในอดีตหมุนผ่านในใจมันอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสีเลือดของมันกลายเป็นลุ่มลึก
อย่างฉับพลัน ในส่วนลึกที่สุดของดวงตาคล้ายแฝงแววโศกศัลย์ที่แทบมองไม่เห็น
ประการหนึ่ง
เพียงชั่วอึดใจ สีหน้าของมันกลับคืนเป็นปกติ แย้มยิ้มเย้ยหยัน พลางกล่าว
“เป็นไร? เกรงว่ามรดกของเจ้าจะไร้ผู้สืบทอดกระมัง? เหล่าของเก่าแก่ขึ้นราของเจ้า
สมควรจะถูกทิ้งลงกองขยะไปตั้งนานแล้ว!”
“เฮอะ! หากมันอยากฝึกนัก เช่นนั้นก็ทดลองดูเถอะ! ข้าก็อยากรู้อยู่บ้างเช่นกัน
จุ๊จุ๊ ศาสตร์อสูร สังขารปิศาจ เวทวิชาเซียน ค่ายกล เจ้าตัวประหลาดน้อยผู้นี้ สุดท้าย
จะฝึกปรือออกมาเป็นเช่นไร?”
ดวงตาสีเลือดของผูเยาสาดประกายบ้าระห่ า
ภายในค่าย เมื่อจั่วม่อลืมตาขึ้นจากห้วงฌาน ทุกคนค่อยวางใจลงในที่สุด แต่จะ
อย่างไร เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ส่งเสียงเตือนพวกมัน สถานที่ผีสางแห่งนี้เป็นอันตราย
มากกว่าที่พวกมันคิด
บรรดาผู้คนของค่ายเว่ยยิ่งคร่ าเคร่งฝึกปรือหนักหน่วงขึ้นอีก
พลังงานภูตทมิฬมีคุณต่อพวกมัน ภายในหมอกภูตยิ่งมีพลังงานภูตทมิฬ
หนาแน่นเข้มข้นกว่าที่ผ่านมา แต่ยากจะกลั่นเกลาให้บริสุทธิ์ พวกมันต้องคอยควบคุม
อัตราการดูดซับหมอกภูตอย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้น หมอกภูตจะกัดกร่อน
สติสัมปชัญญะของพวกมัน สุดท้ายพวกมันจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
ไปเสียเอง
อย่างไรก็ตาม ที่นี่นับเป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการฝึกปรือเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก
ค่ายเว่ยทั้งหมดรุดหน้าอย่างรวดเร็วดุจติดปีกบิน คนอื่นๆ ฝึกปรือจนก่อกำเนิดอาวุธ
ประจำตัวได้สำเร็จ แต่คนที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจและเหนือความคาดหมายมากที่สุด
กลับเป็นอาเหวิน อาเหวินหลังจากทุเลาหายดี ก็เข้าร่วมค่ายเว่ย และเริ่มต้นฝึกปรือ
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากกับเหล่าสหายอย่างไม่รีรอลังเล
ในค่ายเว่ยทั้งหมด นับอาเหวินเริ่มต้นช้าที่สุด ใช้เวลาฝึกปรือเคล็ดองครักษ์ทุกข์
ยากน้อยที่สุด แต่อัตราความก้าวหน้ากลับน่าแตกตื่นสะท้านใจ รอจนจั่วม่อได้รับ
รายงานว่าอาเหวินก่อกำเนิดอาวุธคู่กายสำเร็จแล้ว ยังอดแตกตื่นตะลึงลานไม่ได้
พรสวรรค์นี้ล้ าเลิศเหี้ยมหาญเกินไปแล้ว
อาวุธของอาเหวินเป็นหอกยาวเล่มหนึ่ง ดำสนิทไร้ประกายตลอดทั้งเล่ม พู่หอก
สีแดงเข้มใต้ใบหอกร้อนแรงประดุจเปลวเพลิงสีเข้ม
ทันทีที่หอกเล่มนี้ถือกำเนิด อาเหวินก็กอดมัน จมลงไปในห้วงฌานสมาธิ
อีกด้านหนึ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจ คือทาสบุปผาสามร้อยกว่าคน ทาสบุปผา
เหล่านี้หลังจากได้รับการช่วยเหลือออกจากพันธมิตรร้อยบุปผา ซู่หลงก็เฝ้าดูแลพวก
มันและช่วยเหลือให้พวกมันฝึกปรือศาสตร์อสูรบุปผาร่วมสัมพันธ์ ศาสตร์อสูรวิชานี้
อัศจรรย์พันลึกยิ่ง ภายในช่วงเวลาไม่นาน พวกมันก็ฟื้นฟูสติสัมปชัญญะที่ชัดเจน และ
สามารถพิชิตบุปผาปราณที่ปลูกอยู่บนร่างของพวกมันได้สำเร็จ
บรรดาบุปผาปราณที่พันธมิตรร้อยบุปผาเลือกมาปลูกบนร่างของทาสบุปผา
เหล่านี้ ทั้งหมดเป็นบุปผาปราณล้ าค่าที่หาได้ยากยิ่ง บุปผาปราณเหล่านี้ล้วนเป็น
ระดับห้า ทุกชนิดเป็นวัตถุดิบหายากที่สามารถดูดซับพลังปราณธรรมชาติจากรอบข้าง
ได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม แดนร้างที่พวกมันมาถึงนี้ พลังปราณธรรมชาติบางเบา
เต็มไปด้วยพลังงานภูตทมิฬ ที่น่าประหลาดใจก็คือ เหล่าบุปผาปราณบนร่างของพวก
มันล้วนพากันเปลี่ยนไปดูดซับพลังงานภูตทมิฬแทน
อาจกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนมีฝีมือเฉพาะของตัวเอง
พลังงานภูตทมิฬอันหนาวเย็นและโหดร้าย เมื่อถูกบุปผาปราณดูดกลืนเข้าไป ก็
หนาวเย็นไม่ออกแล้ว กลายเป็นอบอุ่นมีชีวิตชีวา ช่วยให้เหล่าทาสบุปผารุดหน้าไป
อย่างรวดเร็ว
เทียบกับค่ายเว่ยที่กลายเป็นมัจฉาในวารีแล้ว สถานการณ์ของค่ายจูเชวี่ยเรียก
ได้ว่าไม่ค่อยดีเท่าใด แม้ว่าจั่วม่อมอบม้วนหยกเคล็ดปราณภูตให้แก่พวกมัน ทำให้พวก
มันไม่ต้องเกรงกลัวพลังงานภูตทมิฬมากเท่าก่อนหน้านี้อีก แต่เพื่อให้สามารถต่อสู้ได้
เต็มกำลัง พวกมันยังคงต้องใช้เวลาฝึกปรือจนถึงระดับที่เหมาะสม
ในบรรดาพวกมันทั้งหมด นับสิบหกเซียนยันต์ที่นำโดยกงเหลียงเหว่ยย่ าแย่ที่สุด
พวกมันนับตั้งแต่ถูกจับกุมในอาณาจักรขุนเขาน้อย ก็ถูกกงซุนชาจัดให้เข้าร่วม
ค่ายจูเชวี่ย อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยวิถีฝึกปรืออันพิเศษเฉพาะ ตำแหน่งของพวกมันใน
ค่ายจูเชวี่ยก็ชวนอึดอัดขัดข้องอยู่ไม่น้อย
ปัจจุบันกลยุทธ์การต่อสู้ของค่ายจูเชวี่ย เน้นไปที่ความเร็วอันหมดจดและความ
แหลมคมที่ไร้ผู้ต้าน นี่ย่อมเป็นกลยุทธ์ที่เซียนกระบี่ช่ าชองชำนาญที่สุด สิ่งที่เซียนยันต์
อย่างพวกมันมีฝีมือมากที่สุดคือการสนับสนุน ผนวกกับเวทวิชาที่พวกมันฝึกปรือไม่ใช่
ยอดวิชาที่ลึกล้ าอันใด ความสามารถในการช่วยหนุนเสริมพรรคพวกมีข้อจำกัดอยู่มาก
บ่อยครั้งที่พวกมันยังไม่ทันจะเริ่มต้น การต่อสู้ก็จบสิ้นลงแล้ว
กงซุนชาต้าเหรินแม้ให้ความสำคัญกับพวกมัน แต่ความจริงที่ว่าพวกมันอยู่ใน
ตำแหน่งที่ชวนอึดอัดขัดข้อง ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันรั้งท้ายสุดในค่ายจูเชวี่ย เคล็ดปราณภูตมีข้อ
เรียกร้องระดับพลังบำเพ็ญเพียรสูงไม่น้อย ทำให้พวกมันต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน
มากกว่าเหล่าสหายร่วมค่าย
“ไฉนเราไม่ขอให้กงซุนชาต้าเหรินโยกย้ายพวกเราไปยังค่ายจินวู” หนึ่งในกลุ่ม
กล่าวพลางก้มหน้าคอตก
กงเหลียงเหว่ยเงียบกริบ มันอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้ว แม้มีพรสวรรค์ธรรมดา
สามัญ แต่อาศัยความสงบมั่นคง จึงสามารถเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเหล่าเซียนยันต์กลุ่มนี้
มันย่อมล่วงรู้ว่าในเวลานี้ ค่ายจินวูจึงจะเหมาะสมกับความสามารถของพวกมันมาก
ที่สุด
พวกมันมีฝีมือในวิชายันต์ทุกชนิด หนึ่งในพวกมันเรียกว่าหลี่จั๋ว สามารถสร้าง
ยันต์ทหารระดับสอง สำหรับเซียนยันต์ด่านหนิงม่าย นี่นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
ประการหนึ่ง
เซียนยันต์ย่อมมีฝีมือในวิชายันต์ทุกประเภท มีฝีมือเชิงค่ายกล เชี่ยวชาญการ
สร้างแผ่นยันต์ทั้งมวล และแตกฉานการโจมตีด้วยการใช้ยันต์
ในการฝึกปรือตามปกติของเซียนยันต์ พวกมันต้องพึ่งพาการใช้ค่ายกลและยันต์
ทุกประเภท นี่เป็นจุดที่เซียนยันต์แตกต่างจากซิวเจ่อประเภทอื่น แต่พวกมันทั้งขบวน
ต้องมาจบลงในสถานที่ที่มีพลังปราณธรรมชาติเบาบางเช่นนี้ ค่ายกลที่ต้องใช้ในการ
ฝึกปรือของพวกมันไม่สามารถสำแดงพลังได้เต็มที่ มิหนำซ้ าระดับพลังบำเพ็ญเพียร
ของพวกมันก็ไม่เพียงพอจะฝึกปรือเคล็ดปราณภูต
นี่คือสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่พวกมันกำลังประสบอยู่ และยังไม่มี
ปัญญาหาทางออกที่เหมาะสม
ขณะที่พวกมันปรึกษาหารืออย่างกลัดกลุ้มกังวล จงหยูก็มุ่งตรงเข้ามาอย่าง
ฉับพลัน
กงเหลียงเหว่ยรีบผุดลุกขึ้น ออกไปรับหน้าจงหยูโดยไม่รีรอ จงหยูเป็นผู้นำของ
หน่วยองครักษ์โล่ รับหน้าที่ปกป้องคุ้มครองกงซุนชาต้าเหริน ในค่ายจูเชวี่ยนับว่ามี
ตำแหน่งสูงไม่น้อยหน้าผู้ใด กงเหลียงเหว่ยรู้จักคบหาสมาคมกับผู้คน ยามนั้นใบหน้า
หลงเหลือวี่แววกลัดกลุ้มกังวล เพียงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ยากนักที่จงต้าเหรินมาเยือน
พวกเราถึงที่นี่ มิทราบมีคำสั่งเร่งด่วนใด?”
จงหยูแย้มยิ้ม ส่งม้วนหยกหลายม้วนไปให้ พลางกล่าว “กงซุนต้าเหรินสั่งให้ข้า
นำส่งสิ่งของเหล่านี้ให้พวกเจ้า”
กงเหลียงเหว่ยยื่นมือรับม้วนหยก สีหน้างุนงงสงสัยอยู่บ้าง “เป็นสิ่งของอันใดจึง
คู่ควรให้ต้าเหรินท่านมาด้วยตัวเอง?”
“ทุกคนลองอ่านดูก็จะเข้าใจเอง”
จงหยูกล่าวเพียงเท่านั้น ประนมมือคราหนึ่ง แล้วจากไปทันที พลังบำเพ็ญเพียร
ของจงหยูยิ่งมายิ่งล้ าลึกขึ้นทุกวัน และยิ่งพลังบำเพ็ญเพียรของมันล้ าลึกขึ้นเท่าใด
ภายนอกก็ยิ่งอบอุ่นอ่อนโยนมากขึ้นเท่านั้น ราวกับคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีความ
แหลมคมใดๆ
จงหยูพอจากไปลับตา ทั้งสิบหกเซียนยันต์ก็สุมหัวเข้ามา
กงเหลียงเหว่ยกวาดจิตสำนึกสำรวจม้วนหยกรอบหนึ่ง สะท้านขึ้นทั้งร่าง
ม้วนหยกในมือพวกมัน คือม้วนหยกที่จั่วม่อส่งไปยังค่ายจินวูนั่นเอง
เนื้อหาเกี่ยวกับวิชาค่ายกลบันดาลให้ทุกผู้คนดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า
ด้านกงซุนชา ทุกวี่วันเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับหมากรุกสงคราม คนลึกลับนั้นไม่ได้
ปรากฏตัว ดังนั้นมันศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง นับตั้งแต่ได้ฟังว่าเหล่าแม่ทัพบัญชาการ
ศึกฝึกปรือเวทวิชาเฉพาะทางสำหรับพวกมัน ความคิดของกงซุนชาก็เริ่มทำงาน
มันหลงใหลคลั่งไคล้อาชีพที่ยากลำบากอย่างแม่ทัพบัญชาการศึกนี้อย่างสมบูรณ์
ในเมื่อมันไม่มีเวทวิชาที่แม่ทัพบัญชาการศึกเหล่านั้นฝึกปรือ เช่นนั้นมันไฉนไม่
ลองเสาะหาดูด้วยตัวเอง?
กงซุนชาเดิมทีก็มีนิสัยบ้าระห่ าอยู่ไม่น้อย สิ่งที่คนธรรมดาคิดว่าไม่มีเหตุผล มัน
กลับเต็มไปด้วยความสนใจและหลงใหลได้ปลื้มอยู่เสมอ อย่างเช่นการคิดค้นเวทวิชา
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกด้วยตัวเอง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่ากระทั่งคิดยังไม่
กล้าคิด แต่มันหาได้หวาดกลัวแม้แต่น้อยไม่
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึงด้านความรอบรู้ในการฝึกปรือบำเพ็ญเพียร มันทราบ
กระจ่างในข้อจำกัดของตัวเองเป็นอย่างดี แต่มันก็มีตัวช่วยของตัวเอง นั่นคือหมากรุก
สงคราม หมากรุกสงครามเหล่านี้สร้างขึ้นอย่างประณีตและมีรายละเอียดที่ลอกเลียน
ได้สมจริง ผู้ที่ออกแบบการละเล่นนี้ขึ้นมา ย่อมต้องเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่ยิ่งใหญ่
เกรียงไกร แน่นอนว่ามีโอกาสสูงยิ่ง ที่คนผู้นี้จะเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกฝ่ายอสูรปิศาจ
อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของกงซุนชา ความแตกต่างในส่วนนี้ไม่ได้สำคัญอะไร
มากนัก
มันพยายามเสาะหาร่องรอยและเบาะแสในหมากรุกสงคราม มันกระหายใคร่รู้
ยิ่ง ว่าแม่ทัพบัญชาการศึกที่แท้จริงฝึกฝีมือกันอย่างไร ระยะหลังมานี้ มันเอาแต่
หมกมุ่นอยู่กับการสำรวจที่ยากลำบากนี้
ในที่สุดก็มองเห็นเค้าโครงเสียที!
ผูเยาซึ่งกำลังสอนวิชาให้จั่วม่อ ทันใดนั้นเงยหน้าขวับ ในดวงตาสีเลือดทอ
ประกายตื่นตะลึงแวบหนึ่ง
จั่วม่องงงันวูบ เงยหน้าขึ้นมอง แล้วถามว่า “มีเรื่องอันใด?”
“อ้อ ไม่มีใด” ผูเยาสีหน้ากลับเป็นปกติ หันกลับมามองจั่วม่อ “สรุปว่าเจ้า
สามารถฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาไปพร้อมกันได้ แต่เงื่อนไขคือเจ้าจะต้องฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรให้ได้ถึงระดับที่ข้าต้องการ”
“แล้วเจ้าต้องการถึงระดับใดเล่า?” จั่วม่อถามเสียงอ่อน
ผูเยาแย้มยิ้มเห็นฟันขาว “ข้าเคยกล่าวแล้ว ครั้งที่ข้ายังอยู่ในตำหนักศาสตร์อสูร
เคยมีฉายา”
“ฉายา จั่วม่อมึนงง “ฉายาอันใด?”
“ผู้คนชมชอบเรียกข้าว่า ‘สารานุกรมศาสตร์อสูรเคลื่อนที่’ ” เสียงแผ่วเบาแว่ว
ออกมาจากใบหน้าที่ถูกปกคลุมอยู่ในเงามืดของผูเยา รอยยิ้มเยาะเย้ยเย็นเยียบ
เหมือนคมมีด “ในฐานะผู้สืบทอดของข้า เจ้าต้องรักษาประเพณีอันดีงามนี้ไว้”
สังหรณ์เลวร้ายผุดขึ้นในใจจั่วม่อทันที
“นับตั้งแต่วันนี้ไป จงดื่มด่ ากับทะเลแห่งศาสตร์อสูรเถอะ!”
สุ้มเสียงหยิ่งผยองของผูเยาโยนจั่วม่อลงไปในขุมนรก
ศาสตร์อสูรมีจำนวนมากมายมหาศาลจนนับไม่ถ้วน เพียงแค่ศาสตร์อสูรน้อยขั้น
พื้นฐานก็มีมากกว่าห้าร้อยชนิดแล้ว จำนวนที่แท้จริงของพวกมันย่อมเป็นที่คาด
คำนวณได้
ที่สำคัญ ผูเยาคล้ายไม่คิดถ่ายทอดศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยไปยังจั่วม่อ
เพียงเริ่มต้นบรรยายเกี่ยวกับศาสตร์อสูรน้อยตั้งแต่แรกเริ่ม ทำเอาจั่วม่อถึงกับตื่น
ตะลึงอย่างสุดแสน ศาสตร์อสูรน้อยที่มันคิดว่าเรียนรู้ทั้งหมดแล้ว ที่แท้ลึกล้ า ซับซ้อน
และไพศาลยิ่งกว่าที่มันเคยคิดเอาไว้มาก
โลกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ค่อยๆ เผยตัวขึ้นตรงหน้ามัน
ผูเยาไม่เคยแยกแยะบรรยายศาสร์อสูรเช่นนี้มาก่อน ทุกชนิดของศาสตร์อสูรที่
มันกล่าวมา เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ไร้ขอบเขตจำกัด และแตกฉานถึงที่สุด
หนึ่งคนหนึ่งอสูร หลงลืมกาลเวลาโดยสิ้นเชิง เอาแต่ดื่มด่ าลุ่มหลงอยู่กับทะเล
แห่งศาสตร์อสูรอันลึกล้ าไพศาล
ไม่ทราบว่าผ่านไปกี่วันกี่คืน พวกมันถูกขัดจังหวะอย่างกะทันหัน ด้วยเสียง
เอะอะอึกทึกอันแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง
มาจากทางค่ายจินวู!