สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 344 อีเจิ้ง*
(*อี – ในที่นี่น่าจะเป็นลำดับรุ่นของหลวงจีน เจิ้ง – ซื่อตรง)
มู่ซีเฝ้าสังเกตกองกำลังซิวเจ่อจากระยะไกล ไม่อาจซ่อนเร้นความตื่นตะลึงใน
ดวงตานางได้อีก ไม่ใช่แค่นางผู้เดียว กระทั่งเหยียนฟงผู้มักจะดูแคลนคนทั่วหล้า ยัง
ถึงกับมีสีหน้าแตกตื่นตระหนก
กระบวนทัพของกองกำลังซิวเจ่อนี้ไม่ได้เคร่งครัดเข้มงวด แต่สภาวะของพวกมัน
เชื่อมประสานเป็นหนึ่งเดียว บันดาลให้มู่ซีรู้สึกสั่นไหวเป็นระลอก เจตนาฆ่าฟันหนัก
หน่วงเก็บงำประดุจคลื่นใต้น้ า การต่อสู้ไล่ล่าอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองฝ่าย ทิ้ง
ความประทับไว้ในใจนางอย่างลึกล้ า
ซิวเจ่อเหล่านี้ไม่ได้แข็งแกร่งทรงพลังมากนัก เพียงคู่คี่ก้ ากึ่งกับคนของนาง แต่
ระหว่างการต่อสู้ไล่ล่าหลายครั้งหลายหน ฝ่ายนางไม่อาจช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบได้
แม้แต่ครั้งเดียว
สายตานางมองไปยังบุรุษหนุ่มชุดขาวที่อยู่ตรงใจกลางกองทัพ พลันบังเกิด
ความรู้สึกว่า คนผู้นี้อาจจะเป็นคู่แข่งชั่วชีวิตของนางเอง
ในการปะทะแต่ละครั้ง ซิวเจ่อหนุ่มผู้นี้บัญชาการอย่างเข้มงวด ไม่เนิบช้าไม่เร่ง
ร้อน แฝงไว้ด้วยท่วงท่าของแม่ทัพบัญชาการศึกผู้เกรียงไกร นางอดนับถือเลื่อมใสมิได้
คนผู้นี้จะต้องเป็นศิษย์เอกของสำนักใหญ่ที่ได้รับการฝึกปรือมาเป็นอย่างดี สิ่งนี้อาจ
พบเบาะแสได้จากผู้คนรอบกายมัน เพื่อที่จะปกป้องคุ้มครองมัน คนเหล่านั้นไม่
เสียดายชีวิตตัวเอง
มู่ซีดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ทะยานออกจากแถวทัพ ประสานมือกล่าว
เสียงดังกังวาน “ผู้ต่ าต้อยมู่ซี วันนี้เรื่องราวยุติแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าจะได้พบกันใน
สมรภูมิอื่น ท่านที่นับถือ รักษาตัวด้วย!”
ขบวนทัพฝ่ายศัตรูแยกออกเป็นช่อง บุรุษหนุ่มชุดขาวทะยานออกมาด้านหน้า
แถวทัพ กล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ไม่น่าแปลกใจเลย วังทะเลสาบตระกูลไม้ ชื่อเสียง
สมคำร่ าลือ! หลินเชียนเสียคารวะแล้ว!”
มู่ซีตะลึงลานอีกรอบ ทั้งยังไม่อาจปิดบังเค้าความตระหนกบนใบหน้า “พี่หลิน
ท่านถึงกับรู้จักวังทะเลสาบตระกูลไม้ ช่างรอบรู้กว้างขวางอย่างแท้จริง สตรีต่ าต้อยผู้นี้
นับถือเลื่อมใสนัก!”
ตระกูลไม้เป็นหนึ่งในห้าตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภพอสูร ทั้งยังเป็นตระกูลที่มี
สาขาแยกย่อยมากที่สุด กระทั่งในภพอสูร ก็ใช่ว่าทุกคนจะรู้จักต้นกำเนิดของนาง แต่
หลินเชียนเป็นซิวเจ่อผู้หนึ่ง พอเอ่ยปากก็ระบุชาติกำเนิดของนางอย่างถูกต้อง เป็นข้อ
ยืนยันได้ชัดเจนว่าเบื้องหลังของคนผู้นี้จะต้องทรงพลังอำนาจอย่างคาดไม่ถึง
หลินเชียนเห็นมู่ซีโอ่อ่าผ่าเผย สัตย์ซื่อใจกว้าง ไม่มีทีท่าอวดโอ่ลำพองแม้แต่น้อย
อดบังเกิดความรู้สึกที่ดีไม่ได้ “อา วันนี้ยุติแต่เพียงเท่านี้ คุณหนูมู่ รักษาตัวด้วย!”
มู่ซีแย้มยิ้มสดใส ประสานมือค้อมกายอำลาอย่างสง่างาม “พี่หลินเดินทางให้ดี
ไม่ส่งแล้ว!”
เห็นผู้คนเหล่าซิวเจ่อลับหายไป เหยียนฟงขุ่นข้องอยู่บ้าง “เราจะปล่อยพวกมัน
ไปเช่นนี้หรือ?”
มู่ซีเหลือบมองมัน “แล้วเราสามารถเอาชนะพวกมันได้หรือไม่?”
เหยียนฟงชะงักกึก แต่ยังโต้เถียงว่า “หากเราลากถ่วงพวกมันเอาไว้ รอจนต้าเห
รินท่านอื่นเร่งรุดมาถึง แล้วค่อยล้อม… …”
“จากนั้นเราก็ไม่ต้องทำอะไรอีก มัวแต่ติดตามลากถ่วงพวกมันอยู่เช่นนี้” มู่ซี
ขัดจังหวะ สำทับเบาๆ “อย่าลืมว่าเรากำลังทำภารกิจใดอยู่!”
เหยียนฟงพูดไม่ออก
“คนผู้นี้จะเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของต้าเหริน!” บุรุษกลางคนรองผู้บัญชาการของมู่
ซีกล่าวอย่างกังวล สีหน้าหนักอึ้ง
มู่ซีปัดปอยผมขึ้นทัดหู กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ในกองทัพมีต้าเหรินมากมายนับไม่
ถ้วน เกรงว่าคงไม่ถึงรอบให้ข้าต้องกังวลกับเรื่องนี้”
“ต้าเหรินถ่อมตัวเกินไป!” บุรุษกลางคนสั่นศีรษะพลางหัวร่อ มันเชื่อมั่นอย่าง
ลึกล้ าต่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของมู่ซี เหยียนฟงที่ด้านข้างเบ้ปากอย่างไม่เห็นพ้อง แต่
ไม่ได้กล่าวคำใดที่อาจกระตุ้นโทสะของฝูงชน
ขบวนของหลินเชียนเดินทางออกจากที่แห่งนั้นอย่างเร่งรีบ หลังจากปะทะกับ
กองทัพอสูรหลายครั้ง ทั้งสองฝ่ายพากันบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก หลินเชียนใบหน้า
สงบเยือกเย็นดุจบ่อน้ าใสนิ่ง ไม่มีทีท่าร้อนรนหวาดหวั่น ซิวเจ่อที่ร่วมทางมากับมันก็
ได้รับการฝึกปรือมาเป็นอย่างดี ระเบียบวินัยเคร่งครัด ไม่มีผู้ใดกล่าววาจาวุ่นวายมาก
ความ
ดินแดนเสวียนคง
เสียงระฆังดังกังวานท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน วัดเล็กๆ อันเรียบง่ายสมถะ
แฝงตัวอยู่ระหว่างยอดเขา ผนังกำแพงวัดสีเหลืองปกคลุมไปด้วยเครือเถาไม้เลื้อย
หลังคามุงกระเบื้องสีเทาอมเขียว ภายในวิหารจัดวางรูปปั้นหินมากมาย ล้วนเป็น
พระพุทธรูปที่ดูเสมือนมีชีวิต พายุฝนเล็กๆ เพิ่งผ่านพ้นไป ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่น
หอมหวนของหญ้าเขียวขจี หยาดฝนที่ตกค้างส่องประกายไหลร่วงลงมาตามชายคา
ราวกับสร้อยไข่มุกสายขาด ร่วงกราวลงบนพื้นหิน ติงติงตงตง ไพเราะเสนาะหูเป็น
พิเศษ
ในหอหลักของวัดวาเล็กๆ หลวงจีนสองรูปนั่งเผชิญหน้ากัน
“ศิษย์พี่ หลังจากข้าออกเดินทางไปคราวนี้ เกรงว่าคงยากจะหาเวลามาเยี่ยม
เยียนศิษย์พี่อีก!” หลวงจีนหนุ่มรูปหนึ่งทีท่ารีรอลังเล คล้ายไม่อาจหักใจจากไป มัน
สวมกาสาวพัสตร์สีฟ้า ใบหน้าหล่อเหลาประดุจหยก คล้ายไม่แปดเปื้อนธุลีทางโลก
ดวงตาทั้งคู่ส่องประกายแวววามจางๆ ชั้นหนึ่ง ดูผิวเผินอายุไม่เกินยี่สิบปี ในความ
หล่อเหลาแฝงความสงบมั่นคงประการหนึ่ง คุกเข่าอยู่บนฟูกสมาธิ ยังให้ความรู้สึกถึง
จิตวิญญาณอันสูงส่ง
หลวงจีนที่สูงวัยกว่าแย้มยิ้มอ่อนโยน กล่าวว่า “การไปคราวนี้นับเป็นเรื่องดี
สำหรับเจ้า เมื่อจบภารกิจค่อยกลับมาจะเป็นไร”
กาสาวพัสตร์สีเหลืองซีดที่คนผู้นี้สวมใส่ เห็นได้ว่าผ่านการซักล้างมานับครั้งไม่
ถ้วน จนสีซีดจางแทบไม่เห็นเค้าเดิม เต็มไปด้วยรอยปะชุนแทบทุกจุด บนร่างกายไม่มี
ร่องรอยของพลังปราณอันใด ไม่แตกต่างจากปุถุชนคนธรรมดาแม้แต่น้อย
“อา ข้าได้กำชับให้ผู้คนด้านล่างเรียบร้อยแล้ว ให้จัดส่งสิ่งของของแต่ละเดือน
ตามกำหนดเวลา!” หลวงจีนหนุ่มกล่าวด้วยเบาๆ “ข้าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
ศิษย์พี่โบกมือตัดบท แย้มยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ต้องการวัตถุดิบ
เหล่านี้”
“นั่นจะได้อย่างไร!” หลวงจีนหนุ่มยืดตัวตรง กล่าวอย่างเคร่งเครียด “ศิษย์พี่
ต้องรับปากข้าว่าจะรักษาตัวเอง ข้าจึงสามารถจากไปอย่างวางใจ เม็ดยาเก้าคดเคี้ยว
ยังขาดพืชหญ้าปราณที่จำเป็นอีกไม่กี่ชนิดเท่านั้น ไปคราวนี้ข้าจะเสาะหาอย่างถี่ถ้วน
รอจนหลอมกลั่นเม็ดยาเก้าคดเคี้ยวสำเร็จ ศิษย์พี่ฟื้นฟูพลังฝีมือ เฮอะ ลองมาดูกันว่า
ผู้ใดกล้าหยามดูแคลนศิษย์พี่อีก!”
กล่าวถึงประโยคท้าย ในดวงตาสาดประกายเกรี้ยวกราดวูบหนึ่ง
“ศิษย์น้อง เจ้าต้องปล่อยวางโทสจริต” หลวงจีนจีวรเหลืองกล่าวเบาๆ
“ศิษย์พี่สั่งสอนถูกต้อง” หลวงจีนหนุ่มก้มหน้า รีบยอมรับความผิด
“แม้ว่าเจ้าจะลงเขาไป ก็อย่าได้ละเลยการฝึกจิตแห่งเซนของเจ้า”
“ทราบแล้ว”
อีเจิ้งเหลียวมองย้อนกลับไปยังวัดเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังภูเขา ทะยานร่างขึ้น หาย
วับไปกลางท้องฟ้า เหาะเหินไปได้ไม่นานนัก ก็พบพานผู้คนกลุ่มหนึ่ง เมื่อเห็นคน
เหล่านั้นชัดตา อีเจิ้งอดขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ได้
ฝ่ายตรงข้ามก็พบเห็นอีเจิ้งในทันทีเช่นกัน รีบชะลอความเร็วลง
“ฟังว่าศิษย์น้องกำลังจะเดินทางไกล ยินดีด้วย ยินดีด้วย!” ผู้มาแย้มยิ้มพลาง
ประสานมือทักทาย
อีเจิ้งประสานมือคำนับตอบอย่างเยือกเย็น “ล้วนอาศัยบารมีและความเมตตา
ของศิษย์พี่ทุกท่าน”
สองฝ่ายสนทนากันเล็กน้อย หลังจากพบว่าต่างฝ่ายต่างไม่มีอารมณ์สนทนา ก็
อำลาจากกันไป
อีเจิ้งอารมณ์ขุ่นมัวแต่แรก เวลานี้ยิ่งย่ าแย่ลงไปอีก คนเหล่านี้เป็นศิษย์ในสาขา
ของอาจารย์คุ่ย สำนักเวลานี้เจริญรุ่งเรือง เหล่าศิษย์เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน แน่นอนว่า
ย่อมนำมาซึ่งความขัดแย้งและการแก่งแย่งแข่งขันภายในด้วยเช่นกัน
ครั้งหนึ่งซือฟู่ของอีเจิ้งออกไปปฏิบัติภารกิจ แล้วไม่ได้หวนกลับมาอีกเลย
คงเหลือแต่ศิษย์พี่เลี้ยงดูมันตามลำพัง ศิษย์พี่ของมันเปี่ยมพรสวรรค์ ในบรรดาศิษย์
รุ่นนี้สามารถเบียดเสียดเข้าสู่สิบลำดับแรก บรรดาผู้อาวุโสในสำนักพากันคาดคิดว่า
มันจะมีอนาคตอันเรืองรอง ทว่าฟ้าริษยาอัจฉริยะ ในการปฏิบัติภารกิจหนหนึ่ง ศิษย์
พี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย แม้เก็บกู้ชีวิตกลับมาได้ แต่พลังบำเพ็ญเพียรของมันไม่
มีอยู่อีกต่อไป
นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นสาขาของพวกมันเสื่อมทรุดลงอย่างต่อเนื่อง
ศิษย์พี่ต้องย้ายมายังวัดน้อยพระพุทธศิลาเพื่อพักฟื้น อีเจิ้งยามนั้นอายุได้สิบสามปี นับ
แต่นั้นมา ต้องรับภาระหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ โชคยังดีที่ศิษย์พี่ของมันแม้พลังบำเพ็ญ
เพียรสูญสลาย แต่ยังคงสามารถชี้แนะการฝึกปรือของอีเจิ้ง ในการทดสอบนักบวช
เซนครั้งล่าสุดนี้ มันสามารถคว้าลำดับที่สิบห้ามาได้สำเร็จ กลับเข้าสู่สายตาของเหล่าผู้
อาวุโสในสำนักอีกครั้ง จนได้รับมอบหมายภารกิจในคราวนี้
ตามกฎของสำนัก ศิษย์แต่ละคนจะได้รับเสบียงรายเดือน แต่เสบียงเหล่านี้เพียง
ตอบสนองต่อความต้องการในการฝึกปรือบำเพ็ญเพียรประจำวัน ศิษย์อื่นๆ ยังได้รับ
การหนุนเสริมจากซือฟู่ของพวกมัน แต่อีเจิ้งได้แต่พึ่งพาแหล่งรายได้อื่น อย่างเช่นการ
รับสอนศิษย์ระดับต่ ากว่า นั่นเป็นแหล่งรายได้หลักของมัน สำนักยังคงใจกว้างต่อศิษย์
ทุกคน ทุกภารกิจมีรางวัลให้อย่างสมน้ าสมเนื้อยิ่ง เพียงแต่ในสำนักมีอัจฉริยะมากมาย
การแข่งขันแย่งชิงภารกิจที่ดีจึงดุเดือดเลือดพล่านไม่เบา ที่ผ่านมามันไม่เคยมีความ
แข็งแกร่งพอที่จะแย่งชิงกับผู้อื่น
จนกระทั่งบัดนี้
หลังจากตระเตรียมพร้อมสรรพ มันก็ตัดสินใจลงเขา
มันจดจำรายละเอียดของภารกิจได้ขึ้นใจ ระหว่างเดินทางมันก็เริ่มขบคิด
ภารกิจคราวนี้ไม่ลึกลับซับซ้อนอันใด หนึ่งในสำนักเล็กๆ ใต้อำนาจของสำนักมัน
ค้นพบโพรงที่ลึกเป็นอย่างยิ่ง และแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งแห่งหนึ่ง ในส่วนลึก
ของโพรงมีแสงสีเลือดม้วนตลบ ผู้คนที่เข้าไป ไม่เคยมีผู้ใดกลับออกมา สิ่งที่มันต้องทำ
ก็เรียบง่ายยิ่ง นั่นคือเข้าไปตรวจดูว่าข้างในเป็นอย่างไร แล้วรายงานกลับไปยังสำนัก
หลังจากเร่งรุดเดินทางติดต่อกันสิบกว่าวัน อีเจิ้งในที่สุดบรรลุถึงสำนักที่เกิด
เรื่อง… นิกายหนึ่งแสงอำไพ
รอจนจั่วม่อถูกผูเยาดึงกลับมายังคุกาภจรัสวารีไพศาล ม้าฝานก็ยังคงไม่ได้สติ
“ผู เจ้าเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลเถิ่งแห่งสวรรค์แดนใต้?” จั่วม่อซักถาม มัน
สามารถเห็นได้ชัดเจนว่าผูเยาห่วงกังวลสนใจกับหนานเยว่ ด้วยนิสัยเขี้ยวลากดินของ
เจ้าผู้นี้ ให้มันต้องการเริ่มสอนศาสตร์อสูรให้แก่ผู้ใดอย่างแข็งขันถึงเพียงนี้ ก็เหมือน
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก
จั่วม่อยังเห็นว่า ผูเยาไม่ได้เพียงแค่จะถ่ายทอดศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้
ให้แก่หนานเยว่เท่านั้น
“ลูกหลานของสหายเก่า” ผูเยากล่าวแผ่วเบา
คำตอบของผูเยาไม่ต่างจากที่คาดเอาไว้ จั่วม่อถามต่ออย่างใคร่รู้ “ศาสตร์
เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้เป็นศาสตร์อสูรเยี่ยงไร? ใช่เป็นศาสตร์อสูรที่ใช้ธนูวิชาหนึ่ง
หรือไม่?”
“เป็นศาสตร์อสูรที่ร้ายกาจยิ่งวิชาหนึ่ง”
ผูเยาเหมือนจะตอบไปส่งๆ แต่จั่วม่อกลับได้คิด ศาสตร์อสูรที่กระทั่งผูเยายัง
เรียกว่าร้ายกาจ เช่นนั้นก็ต้องแข็งแกร่งสุดยอดแล้ว!
ขณะที่วิญญาณแห่งการซอกแซกนินทาของจั่วม่อถูกถ้อยคำกำกวมของผูเยา
กระตุ้นขึ้นมา ตระเตรียมจะล้วงลึกความลี้ลับนี้ หนานเยว่ก็มาแล้ว
หนานเยว่พอมาถึงก็ประสานมือคารวะจั่วม่ออย่างอ่อนน้อมเป็นที่สุด “ต้าเห
ริน!”
คราวที่แล้วนางเปล่งประกายในการประลองทดสอบในตำหนัก สะท้านไปทั่ว
ตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง สถานะในตำหนักของนางพุ่งทะยานขึ้นในบัดดล
เหล่าซือหลายท่านแสดงความจำนงต้องการรับนางเป็นศิษย์ แต่นางล้วนปฏิเสธทุก
ผู้คนอย่างสุภาพ นางอันที่จริงไม่ได้เรียนรู้ศาสตร์อสูรอันลึกล้ าอันใด หากทว่าคำสั่ง
สอนของต้าเหรินช่วยเปิดโลกใบใหม่ให้แก่นางอย่างสมบูรณ์
ยามนี้นางบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น ต่อให้ไม่มีศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์
แดนใต้อยู่จริง นางก็สามารถสร้างวิถีทางของตนเอง
และอาจเนเพราะความเข้าใจที่นางได้รับในระยะนี้ ทำให้นางยิ่งเคารพเทิดทูน
จั่วม่อมากขึ้นเรื่อยๆ พลังฝีมือที่แท้จริงของต้าเหรินสมควรลึกล้ ายิ่งกว่านี้! ใน
ความเห็นของนาง หากนำบรรดาเหล่าซือแห่งตำหนักศาสตร์อสูรมาเทียบกับต้าเหริน
มิทราบห่างชั้นกันเท่าใด
“อ้อ เจ้ามาแล้ว” จั่วม่อแสร้งวางท่าตอบรับ จากนั้นถามว่า “มีคำถามใด
หรือไม่? หากมีก็รีบถามมา”
หนานเยว่ระงับความตื่นเต้นในใจ รีบกล่าวถึงปัญหาที่นางประสบพบเจอ
รวมถึงที่คิดขึ้นได้ในช่วงหลายวันมานี้
ปัญหาเหล่านี้ล้วนอยู่ในขอบเขตของศาสตร์อสูรน้อย จั่วม่อก็ไม่เกียจคร้าน
พยายามตอบทุกคำถามด้วยตัวเอง มากกว่าจะโยนคำถามไปให้ผูเยาโดยตรง จั่วม่ออยู่
กับผูเยามานาน รับฟังมาไม่น้อย ชมดูมาก็มาก หลักการของศาสตร์อสูรที่เคยสัมผัส
มาก็ลึกล้ ากว่าหนานเยว่ มุมมองที่มันมองคำถามย่อมลึกล้ ากว่าหนานเยว่อยู่บ้าง
หนานเยว่พอฟังคำอธิบายก็ตาเป็นประกาย พยักหน้าไม่หยุดยั้ง
สำหรับจั่วม่อ นี่ก็เป็นบททดสอบที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง มีอยู่สองคำถามที่
หนานเยว่นำมา เป็นปัญหาที่กระทั่งมันยังไม่เคยนึกถึงมาก่อน ส่งผลกระทบต่อมัน
อย่างรุนแรง
หลังจากคลี่คลายปัญหาค้างคาใจทั้งหมด หนานเยว่แย้มยิ้มอย่างเบิกบานใจ
จั่วม่อศีรษะชุ่มไปด้วยเหงื่อ ลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
หากมันไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ก็เสียหน้าอย่างแท้จริง!
ทั้งยังเป็นการเสียหน้า*ต่อหน้าอสูร… …
ขณะที่ความคิดเหลวไหลนี้ลอยเข้ามาในหัว ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงใครบางคน
ตะโกนเรียก
“หนานเยว่! หนานเยว่!”
จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมอง เห็นกลุ่มคนมุ่งตรงเข้ามา อ้อ ไม่ใช่ กลุ่มอสูรกำลังมุ่งตรง
เข้ามา พลางโบกไม้โบกมือให้นานเยว่อย่างตื่นเต้นยินดี
(*คำว่าเสียหน้าในที่นี้คือ 丢人 ซึ่ง 丢 = หาย, ทิ้ง, สูญหาย 人 = คน
ประมาณว่าเป็นมุขเล่นคำของจั่วม่อ หมายความว่าตัวมันเป็น คน ยังต้องมา เสียคน
ต่อหน้าอสูร)