สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 354 นามนั้นคือ...
ปัง ปัง ปัง
เสียงเคาะประตูปลุกหนานเยว่ตื่นขึ้นมา เมื่อวันวานนางเหน็ดเหนื่อยอย่าง
แท้จริง ถึงกับหลับเป็นตายเลยทีเดียว นางพยายามถ่างหนังตาที่หนักอึ้ง เปิดประตู
ออกไปดู แต่พอเห็นคนภายนอกชัดตา อาการง่วงงุนงัวเงียพลันหายวับเป็นปลิดทิ้ง
ผู้ที่เคาะประตูคือฉีเหล่าซือ ใบหน้ามันประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเป็นกันเอง
ด้านหลังมันเป็นผู้คนกลุ่มใหญ่ยืนเรียงรายหน้าสลอน หนานเยว่รู้สึกว่าใบหน้า
เหล่านั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่เมื่อนางเห็นประมุขตำหนักของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัว
ม่วง อดตะลึงงันไม่ได้
“หนานเยว่ พวกเราคงไม่ได้มารบกวนการพักผ่อนของเจ้ากระมัง?” ฉีเหล่าซื
อสุ้มเสียงอบอุ่น เต็มไปด้วยความห่วงใยกังวล ไม่เหลือเค้าเข้มงวดดุดันตามปกติ ราว
กับว่ากลายเป็นคนละคนไปอย่างสิ้นเชิง
“อ้อ ไม่รบกวน ไม่รบกวน” หนานเยว่สั่นศีรษะตามสัญชาตญาณ
นางในที่สุดค่อยนึกออกว่าผู้เฒ่าเหล่านี้ไฉนดูคุ้นตานัก พวกมันล้วนเป็นเหล่าผู้
อาวุโสของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง!
หนึ่ง สอง สาม … …สิบสอง!
หนานเยว่หนังศีรษะชาหนึบ ผู้อาวุโสทุกท่านในสภาผู้อาวุโสตำหนักศาสตร์อสูร
ดอกบัวม่วงล้วนยืนอยู่หน้าบ้านนาง! ผู้อาวุโสเหล่านี้ปกติมีท่าทีสูงส่งไม่แยแส ยามนี้
ถึงกับแย้มยิ้มพริ้มพราย แผ่ซ่านกลิ่นอายเป็นกันเองออกมาไม่ขาดระยะ ระดับสูงของ
ตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วงล้วนอยู่ที่นี่พร้อมหน้า ไม่ขาดหายไปแม้แต่คนเดียว
เห็นหนานเยว่ยังคงยืนตะลึงงัน ฉีเหล่าซือย่อมเข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด อดกล่าว
อย่างยิ้มแย้มไม่ได้ “เป็นไร? เจ้าจะไม่เชิญพวกเราเข้าไปนั่งสนทนาเสียหน่อยหรือ?”
“โอ้โอ้โอ้!” หนานเยว่ในที่สุดค่อยมีปฏิกิริยา ดูคล้ายเพิ่งสะดุ้งตื่นจากความฝัน
นางรีบหลบออกจากประตู ร้องบอกอย่างลนลาน “เชิญเข้า เชิญเข้า ทุกท่านกรุณา
เข้ามาเถอะ!”
ทั้งหมดยกขบวนเข้าไป
ประมุขตำหนักกวาดตามองรอบห้องที่แทบจะเกลี้ยงเกลา มีเพียงผนังสี่ด้านของ
หนานเยว่ ต้องกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ศิษย์หนานเยว่ช่างเรียบง่ายสมถะโดยแท้!
สมกับเป็นแบบอย่างของศิษย์อื่นในตำหนักเรา ศิษย์อื่นๆ ของเราสมควรเรียนรู้จาก
แนวทางการใช้ชีวิตอันเปี่ยมคุณค่าความหมายนี้”
หนานเยว่เหงื่อตก นางไม่ได้สมถะ นางแค่จน! แต่ในเวลานี้นางไม่รู้จะตอบสนอง
อย่างไรดี ได้แต่เออๆ ออๆ คล้อยตามไปด้วย
“อย่างไรก็ตาม” ประมุขตำหนักหันกลับมาจ้องมองนาง น้ าเสียงเปลี่ยนไปทันที
กล่าวอย่างเร่าร้อนฮึกเหิม “ในฐานะหัวหน้าศิษย์อาวุโสของตำหนักศาสตร์อสูร
ดอกบัวม่วง ศิษย์หนานเยว่จะต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่และหนักหน่วงขึ้น! ที่นี่อยู่
ไกลเกินไป ไม่ค่อยสะดวกนัก อ้อ ที่สวนดอกบัวม่วงของตำหนักเรามีหอวิญญาณ
กระจ่างที่ยังว่างอยู่ ศิษย์หนานเยว่หากย้ายเข้าไปพำนักที่นั่น จะสะดวกกว่ามาก”
ฉีเหล่าซือสายตาทอแววนับถือเลื่อมใส หอวิญญาณกระจ่างเป็นที่พำนักระดับ
สูงสุดของตำหนักศาสตร์อสูรดอกบัวม่วง มีทั้งสิ้นเพียงสามหอเท่านั้น ประมุขตำหนัก
ถึงกับมอบให้แก่หนานเยว่หนึ่งหอ ส่วนที่มีค่าสูงสุดของหอวิญญาณกระจ่างคือบ่อน้ า
วิญญาณกระจ่าง สามารถช่วยหนุนเสริม เพิ่มความเร็วในการฝึกปรือพลังจิตสำนึก ไม่
ต้องกล่าวถึงว่า บ่อน้ าวิญญาณกระจ่างมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสร้างสูงมาก ทั้งยัง
สร้างได้เฉพาะในภูมิประเทศพิเศษที่เหมาะสมเท่านั้น
หลังจากนั้นเหล่าผู้อาวุโสก็ช่วยกันเกลี้ยกล่อมโน้มน้าว ล้วนแล้วแต่มีสีหน้าท่าที
จริงใจสุดเปรียบปาน
หนานเยว่คล้ายผ่านกระบวนการทั้งหมดดุจเป็นความฝันตื่นหนึ่ง นางไม่ทราบ
ว่าตัวเองกำลังทำอะไร กล่าวตอบไปเช่นไร รอจนท่านประมุขกับเหล่าผู้อาวุโสพากัน
ร่ าลาจากไปตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว นางค่อยฟื้นคืนสติขึ้นมาทีละน้อย
หัวหน้าศิษย์อาวุโส? นางกลายเป็นหัวหน้าศิษย์อาวุโส? อีกทั้งพวกมันยังมอบ
หอวิญญาณกระจ่างให้นางเข้าพัก?
นางยังคงฝันอยู่ใช่หรือไม่?
แต่เมื่อนางสงบสติอารมณ์จากความตื่นเต้นในตอนแรก พลันเข้าใจจุดสำคัญ
อย่างรวดเร็ว เป้าประสงค์ที่แท้จริงของประมุขตำหนักกับเหล่าผู้อาวุโสคืออะไร ไม่ใช่
เรื่องยากที่จะคาดเดา
พวกมันมาเพื่อต้าเหริน!
แม้ว่าวันนี้พวกมันไม่ได้เอ่ยถึงต้าเหรินแม้สักครึ่งคำ แต่หนานเยว่มั่นใจเต็มร้อย
ว่าพวกมันมาเพื่อต้าเหริน!
ไม่ได้การ นี่จะต้องรีบรายงานต้าเหริน!
นางพลันจดจำได้ ว่าวันนี้เป็นวันแรกที่คุกชั้นที่หนึ่งโฉมใหม่จะเผยโฉมออกมา
คิดถึงเรื่องนี้ หนานเยว่คึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที นางรีบตรวจสอบจิตสำนึกของ
ตน พบว่าแม้อาการบาดเจ็บยังไม่ทุเลาหายดี แต่ก็ฟื้นตัวได้มากพอที่จะเข้าไปยังคุก
ชั้นที่หนึ่งแล้ว นางรีบเข้าสู่ห้วงฌานสมาธิ ดิ่งลงไปยังคุกชั้นที่หนึ่งในบัดดล
“อ๊าก มารดามันเถอะ!” เจ็บปวดรวดร้าวจนแทบอยากตาย จั่วม่อคำราม
ออกมาดังสนั่น
เป็นเวลานานมากแล้วที่จิตสำนึกของมันไม่ได้รับบาดเจ็บ ความเจ็บปวดเจียน
ตายที่ขาดหายไปนานปรากฏขึ้นอีกครั้ง มิหนำซ้ าความเจ็บปวดดูเหมือนจะรุนแรง
กว่าในอดีตมาก
“นี่คือจุดจบของการพยายามอวดโอ่โอหังและดื้อดึง” ผูเยาเยาะเย้ยอย่างเฉื่อย
ชา
“โอย… …โอย ที่แท้เป็นผู้ใดวางแผนเล่นงานข้า? ไม่ได้ ความเจ็บปวดนี้ข้าไม่
อาจกล้ ากลืนฝืนทนได้ ข้าจะต้องเอาคืน!” จั่วม่อผู้เจ็บปวดเจียนตาย ยังมิวายอาฆาต
มาดร้าย
“เจ้าไม่ใช่คู่มือของมัน” ผูเยาขัดคออย่างไร้ปราณี
“ยังไม่เคยลองประมือดู จะรู้ได้อย่างไร? รีบบอกมา! มันเป็นใคร!” จั่วม่อดูท่าไม่
คิดเลิกราง่ายๆ เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันล้นปรี่
“คงหมิงเชียนหลิว” (นภาจรัสพันธารา)
“คงหมิงเชียนหลิว? นั่นมันตัวอันใด?” จั่วม่อเอียงคอถาม สีหน้าใคร่รู้
“ไม่ใช่ตัวอันใด เพียงแค่อสูรน้อยอายุสามร้อยกว่าปีเท่านั้น”
“ชิ เพียงแค่อสูรน้อยอายุสามร้อยกว่าปีตนหนึ่ง” จั่วม่อไม่เห็นสำคัญ จากนั้น
กล่าวเสียงต่ า “อสูรเฒ่าอายุหลายพันปีอย่างเจ้ายังไม่นับเป็นอะไร นี่แค่สามร้อยกว่า
ปี… …”
ผูเยาเส้นเลือดบนขมับเขียวปูดโปน แต่ยังพยายามสะกดอารมณ์ “มันเข้าใจลม
หายใจวารี”
“ลมหายใจวารี?” จั่วม่อตื่นตัวขึ้นมาทันที กล่าวอย่างเขื่องโขว่า “ลมหายใจวารี
แล้วเป็นไร? ยังมิใช่ถูกศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยของข้าทุบตีจนหาทิศเหนือไม่
เจอหรอกหรือ!”
ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยของข้า… …
ผูเยาเส้นเลือดเขียวบนขมับเต้นตุบๆ อีกครั้ง มันพยายามระงับอย่างสุด
ความสามารถ แล้วแสร้งกล่าวอย่างปลอดโปร่งว่า “นั่นเป็นรอยประทับวิญญาณที่มัน
ทิ้งไว้เบื้องหลังตั้งแต่สามร้อยปีก่อน”
“รอยประทับวิญญาณที่ทิ้งไว้ตั้งแต่สามร้อยปีก่อน!” จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดี
ฝ่อ “หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ตั้งแต่สามร้อยปีก่อนมันก็มีพลังถึงขั้นนี้แล้ว?”
“มิผิด”
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก กล่าวด้วยใบหน้าเป็นสีแดงอยู่บ้างว่า “สันติ
สุขเป็นสิ่งมีค่า สันติสุขเป็นสิ่งมีค่า การต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่ดี จะเข่นฆ่ากันไปเพื่ออะไร!”
ทำเป็นเมินเฉยต่อสายตาเหยียดหยามของผูเยา มันถามต่ออย่างกระหายใคร่รู้
“ว่าแต่ไฉนรอยประทับวิญญาณของมันจู่โจมข้าเล่า? ข้าไม่เคยล่วงเกินมันเสียหน่อย”
“มันเห็นว่าเจ้าเป็นที่ขัดตา”
คำตอบของผูเยายิ่งทำให้จั่วม่อรู้สึกอับอายกว่าเดิม “คุกสิบนิ้วดูเหมือนเป็น
สถานที่อันตรายอย่างแท้จริง ข้าว่าต่อไปไม่สมควรไปยังสถานที่เช่นนี้อีก”
ผูเยาพอฟัง ต้องขบคิดวูบหนึ่ง ไม่ได้การ หากจั่วม่อหวั่นเกรงขึ้นมา ไม่ยอมไปยัง
คุกสิบนิ้วอีก นั่นจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่เคราะห์ดีที่มันคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของจั่วม่อ
เป็นอย่างยิ่ง เจ้าตัวประหลาดน้อยนี้ไม่อาจใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ ได้แต่ล่อลวงเท่านั้น หาก
มีผลประโยชน์มากพอ เจ้าผู้นี้จะแหงนหน้าขู่คำรามและโถมเข้าไปเอง
“ใช่แล้ว มีอันตรายอยู่บ้างจริงๆ แต่ก็ยังคงมีผลกำไรมากมาย” ผูเยาปั้นสีหน้า
ไม่อนาทรร้อนใจ ราวกับว่ากำลังกล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน “เจ้าทำลาย
รอยประทับวิญญาณของเชียนหลิว ทั้งยังกลืนกินลูกแก้วลมหายใจวารีของมัน เจ้าไม่
รู้สึกอะไรเลยหรือ?”
พอผูเยาสะกิดเตือน จั่วม่อค่อยนึกได้ว่าก่อนที่มันจะสิ้นสติไป ได้กลืนกินลูกแก้ว
ผลึกเข้าไปจริงๆ มันรีบตรวจสอบ และค้นพบลูกแก้วลมหายใจวารีในทันที
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของมัน เห็นลูกแก้วผลึกสุกใสระยิบระยับลอยอยู่กลาง
อากาศ ทะเลแห่งจิตสำนึกที่เดิมเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกโชน ยามนี้เพิ่มด้วยไอน้ าอันชุ่ม
ชื้นสมบูรณ์และมีชีวิตชีวา ลูกแก้วผลึกน้ าค้างแผ่ซ่านไอน้ าและความชุ่มชื้นจางๆ
ออกมา ความชุ่มชื้นนี้ไม่ว่าผ่านไปถึงที่ใด จิตสำนึกที่ได้รับบาดเจ็บ ก็เหมือนกับผืนดิน
ที่มอดไหม้ได้รับการหล่อเลี้ยงฟื้นฟู กลับคืนสู่ความแช่มชื่นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง จั่วม่อ
รู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
สิ่งที่ดีโดยแท้!
จั่วม่อเพ่งจิตวูบ ลูกแก้วน้ าค้างลอยออกมาเบื้องหน้ามัน ความชุ่มชื้นอันอบอุ่น
พัดเข้าปะทะใบหน้า
“ลูกแก้วลมหายใจวารีมีพลังเยียวยารักษาใช่หรือไม่?”
เพื่อให้จั่วม่อเข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของลูกแก้วลมหายใจวารี ผูเยาย่อมต้องพล่าม
ไม่รู้จบ “ไม่ใช่แค่เยียวยารักษา ด้วยเจ้าสิ่งนี้ จะช่วยให้การเข้าใจลมหายใจวารีของตัว
เจ้าเองง่ายดายขึ้น และเมื่อเจ้าบรรลุลมหายใจวารีของตัวเองแล้ว เจ้าสิ่งนี้จะผสาน
รวมเข้ากับลมหายใจวารีที่เจ้าเข้าใจ ศาสตร์อสูรธาตุน้ าส่วนใหญ่ รวมถึงเวทวิชาธาตุ
น้ า ยามที่เจ้าร่ายออกมา มิเพียงง่ายดายกว่า ทั้งยังทรงพลานุภาพเหนือชั้นกว่าผู้อื่น
อีกด้วย”
“ร้ายกาจถึงเพียงนั้น?” จั่วม่อตื่นเต้นยินดียิ่ง มันเข้าใจคุณค่าอย่างชัดเจน ด้วย
ลูกแก้วลมหายใจวารีลูกนี้ ก็เท่ากับว่าร่างกายของมันกับธาตุน้ ามีความสัมพันธ์กัน
อย่างใกล้ชิดประดุจญาติมิตร นี่จะช่วยเพิ่มพลังของศาสตร์อสูรและเวทวิชาส่วนใหญ่
เลยทีเดียว
เวทวิชาธาตุน้ า เกอล่วงรู้วิชาธาตุน้ า! มันร่ายเคล็ดเมฆฝนหล่นรินอย่าง
ภาคภูมิใจ ก้อนเมฆขนาดเท่าฝ่ามือพลันลอยขึ้นเหนือฝ่ามือของมัน
ฮะ ก้อนเมฆของเคล็ดเมฆฝนหล่นรินรอบนี้ ผิดแผกแตกต่างจากที่เคย
ก้อนเมฆดูประหนึ่งมีชีวิต หยาดพิรุณที่สาดซัดลงมาเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อหยดน้ าฝนหล่นลงในมือจั่วม่อ พวกมันแทรกซึมลงไปในผิวหนังบนฝ่ามือของ
จั่วม่อ แล้วหายไปลับตา จั่วม่อรู้สึกแช่มชื่นอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
เคล็ดเมฆฝนหล่นรินขั้นที่หก!
จั่วม่อดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เพียงแค่เพิ่ม
ลูกแก้วลมหายใจวารีเข้าไปเม็ดหนึ่ง เคล็ดเมฆฝนหล่นรินของมันก็เลื่อนชั้นขึ้นเป็นขั้น
ที่หก!
เคล็ดเมฆฝนหล่นรินขั้นที่หกสามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย!
จั่วม่อเบิกบานสราญใจยิ่ง
สมบัติ! สมบัติอันล้ าค่า!
“เจ้าสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นสมบัติกระมัง?” ผูเยาคล้ายล่วงรู้ความคิดของจั่วม่อดุจ
เห็นกับตา มุมปากลอบยกยิ้มจางๆ แทบมองไม่เห็น มันยังคงชักจูงจั่วม่ออย่าง
ต่อเนื่อง “ลองนึกดู ลมหายใจวารีนี้เป็นเพียงสิ่งที่ได้จากศึกทลายคุกของคุกชั้นแรก
เท่านั้น คุกสิบนิ้วแต่ละชั้นล้วนมีสิ่งที่ดี เฉพาะสิ่งที่อยู่ในคุกชั้นถัดๆ ไปเท่านั้น จึง
สามารถเรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่แท้จริง!”
“แต่ละคุกล้วนมีสมบัติของตัวเองหรือ?” จั่วม่อตาลุกวาบ
“เป็นไร? เจ้าสนใจหรือไม่?” ผูเยาเหลือบมองจั่วม่อ แสร้งทำท่าเป็นไม่แยแส
สนใจ
“สนใจ! สนใจยิ่ง!” จั่วม่อพยักหน้ารัวๆ ถูมือไปมา พลางกล่าวอย่างรุ่มร้อนและ
กระตือรือร้น “ผูเยา ไปเอาสมบัติทั้งหมดกันเถอะ! สมบัติตั้งมากมาย ไม่อาจปล่อยให้
เสียเปล่า!”
“นี่ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้า” ผูเยาไม่ได้คล้อยตาม “ศึกทลายคุกหลังจากนี้มีแต่จะ
ร้ายกาจขึ้นกว่านี้”
ในสายตาของจั่วม่อเห็นจิงสือนับไม่ถ้วนบินโฉบไปมา มันน้ าลายไหลย้อย กล่าว
ด้วยรอยยิ้มโง่งม “ไม่เป็นไร เราสามารถค่อยๆ บดขยี้มัน บดขยี้พวกมันจนตาย!”
ลูกแก้วลมหายใจวารีอัศจรรย์พันลึกอย่างที่คาดไว้ หลังจากนั้นไม่นาน อาการ
บาดเจ็บทางจิตสำนึกของจั่วม่อก็ทุเลาหายดี จั่วม่อเต็มไปด้วยความประหลาดใจและ
นิยมชมชื่น ยิ่งกระหายอยากต่อสมบัติอื่นมากขึ้นกว่าเดิม
“ไปเถอะ เจ้ายังไม่ได้ตั้งนามสนามประลองในคุกของเจ้า” ผูเยาร้องบอก พลาง
ดึงจั่วม่อเข้าไปในนภาจรัสวารีไพศาลในทันที
จั่วม่อเหม่อมองสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย อ้าปากหวอ สีหน้าตะลึงงัน
แม่น้ าลำธารสลับซับซ้อนในกาลก่อนหายไปหมดสิ้น แผ่นหินที่เป็นพื้นใต้ฝ่าเท้า
มันก็หายไป สิ่งที่แทนที่คือตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสต่างสีสัน เห็นแผ่นตารางสี่เหลี่ยม
หลากสียืดขยายออกไปสุดลูกหูลูกตา ประดุจกระดานหมากรุกใหญ่โตมโหฬารไร้ที่
สิ้นสุดกระดานหนึ่ง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด” ผูเยาระงับความตื่นตระหนกในใจ ฝืนกล่าวเสียง
ราบเรียบ “เจ้าทำลายคุกชั้นที่หนึ่งซึ่งผู้อื่นทิ้งเอาไว้ก่อนหน้าเจ้า ดังนั้นคุกชั้นที่หนึ่งจึง
ถูกสร้างขึ้นใหม่”
“อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อเผยสีหน้าเข้าใจทันที
สองเท้าพามันก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เหยียบลงไปบนสี่เหลี่ยมจัตุรัสสี
เขียว ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มันก้าวต่อไปยังสี่เหลี่ยมอื่นๆ ยังคงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
ดูเหมือนว่ามันเพิ่งจะเปลี่ยนรูปโฉม
ความตื่นตะลึงในหัวใจจั่วม่อเลือนหายไป รู้สึกน่าเบื่อยิ่ง สีหน้ากลับเป็นปกติ
ทันใดนั้นเอง ฉากเบื้องหน้ามันพลันแปรเปลี่ยนอีกครั้ง
มันคล้ายพุ่งทะยานขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูงลิบ ก้มมองลงมาจากมุมมองห่างไกล
มันเห็นกระดานหมากรุกขนาดมหึมา กลุ่มแผ่นสี่เหลี่ยมเหล่านั้นดูกระจัดกระจาย แต่
ก็รวมกันเป็นรูปร่างอันแปลกประหลาด ทว่าจั่วม่อกลับรู้สึกว่าร่างนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง
พลันตระหนักอย่างรวดเร็วว่าเป็นลวดลายโครงสร้างอันใด สัตว์ร้ายแดนร้าง นั่นคือ
สัตว์ร้ายแดนร้าง!
“มอบนามให้แก่มัน” เสียงแผ่วเบาของผูเยาดังขึ้นข้างหูของจั่วม่อ
“กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง!” จั่วม่อใจกระตุกวูบ โพล่งออกไปอย่าง
เลอะเลือน
บึม บึม บึม!
เสียงกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน โครงร่างของสัตว์ร้ายแดนร้างบนกระดาน
หมากรุก คล้ายจู่ๆ ก็กลับกลายเป็นมีชีวิต หมอกควันสีเทาสายหนึ่งล่องลอยออกมา
จากกระดานหมากรุก เพียงชั่วพริบตา ก็เปลี่ยนเป็นสัตว์ร้ายแดนร้าง
ดวงตาใหญ่โตเท่าตะเกียงสีแดงฉาน ดูดุร้ายกระหายเลือด แผ่ซ่านพลังสภาวะ
เย่อหยิ่งอหังการและอ้างว้างเยือกเย็น ร่างกายบิดเป็นเกลียว ไม่มีรูปร่างแน่นอน
มันจ้องมองจั่วม่อแวบหนึ่ง แล้วพุ่งกลับเข้าไปในกระดานหมากรุกอย่างฉับพลัน
กระดานหมากรุกที่ด้านล่าง กลับคืนสู่สภาพแรกเริ่มอีกครั้ง
ในจิตใจของบรรดาอสูรที่พากันโถมเข้ามาอย่างคึกคักฮึกเหิม ปรากฏสามคำ
ลอยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง …กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง!