สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 369 ชื่อข้า เซียวม่อเกอ*
(*พ้องเสียงกับเสี่ยวม่อเกอ ดูค่าแปลที่ท้ายบท)
สุดท้ายผู้ที่ต้องรับค่าธรรมเนียมคือหนานเยว่ จั่วม่อแม้ก้นบึ้งของหัวใจจะไม่ยินดี
ปล่อยมือจากค่าธรรมเนียม แต่ก็เป็นเรื่องที่อับจนปัญญา ผู้ใดใช้ให้มันไม่ใช่อสูรทั้งยัง
ไม่ได้อยู่ในภพอสูร? ส่าหรับเรื่องราคาค่าธรรมเนียม มันใช้วิธีเพิ่มราคาที่คังเจ๋อแนะน่า
มาเป็นสองเท่า แม่นางอสูรน้อยพอได้ยินราคานี้ สีหน้าถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
ขณะที่นางติดต่อสอบถามหัวหน้าของนาง สุ้มเสียงของนางสั่นระริก
การสัมภาษณ์ด่าเนินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับค่าธรรมเนียม จั่วม่อก็ให้ความ
ร่วมมือเป็นอย่างดี
แต่ยิ่งการสัมภาษณ์ด่าเนินไปมากเท่าใด หนานเยว่กับคังเจ๋อก็ยิ่งมีสีหน้าปั้นยาก
มากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดใบหน้าของพวกมันถึงกับขาวซีดเหมือนศพ เต็มไปด้วยความ
หวาดหวั่นพรั่นพรึง
แม่นางอสูรน้อยอ้าปากหวอ เบิกตากลมโตเท่าไข่ห่าน แต่แล้วกลายเป็นลิงโลด
ยินดีในบัดดล
สวรรค์!
บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ต้องขายได้แน่!
หลังจากจบการสัมภาษณ์ แม่นางอสูรน้อยรีบแล่นจากไปทันที
เฝ้ามองแม่นางอสูรน้อยจากไปอย่างคึกคักแจ่มใส หนานเยว่กับคังเจ๋ออึกๆ อักๆ
คิดกล่าวอันใดสักค่า แต่ทันใดนั้น จั่วม่อร่างเปล่งแสงวาบ แล้วหายวับไปท่ามกลาง
เสียงอุทานอย่างฉุนเฉียว … รอบนี้มันใช้เวลาในคุกหมดไปโดยไม่รู้ตัว
หนานเยว่กับคัวเจ๋อเหม่อมองกลุ่มแสงสีขาวกระจายหายไปอย่างซึมเซา
อึดใจให้หลัง คังเจ๋อค่อยหาปากตัวเองพบ อดร้องออกมาอย่างขุ่นข้องระคนอับ
จนปัญญาไม่ได้ “คราวนี้เป็นเรื่องใหญ่แน่แล้ว”
หนานเยว่ทราบดีว่าคังเจ๋อกล่าวถึงเรื่องอันใด นางยังคงเงียบงัน แม้ว่าในใจเต็ม
ไปด้วยความห่วงกังวล แต่ลอบตั้งใจแน่วแน่ ไม่ว่าต้าเหรินจะต้องเผชิญปัญหาใด นาง
จะไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย!
ในฐานะผู้ติดตามของต้าเหริน หากหวั่นไหวใจกับเรื่องเพียงแค่นี้ ก็น่าขายหน้า
ยิ่ง!
แต่ต้าเหริน … คราวนี้ท่านก่อเรื่องใหญ่โตแล้วจริงๆ!
จั่วม่อสีหน้าด่าคล้่า “วันนี้ถูกเจ้าพวกนี้คอยขัดจังหวะ กระทั่งการค้าที่มาถึงมือ
แล้วยังไม่ส่าเร็จ”
ผูเยาจ้องมองจั่วม่ออย่างไม่พอใจยิ่ง แต่นึกถึงว่าการได้รับวิญญาณทองค่ายัง
ต้องพึ่งพาจั่วม่อ มันตัดสินใจหุบปากเอาไว้ก่อน
ในเวลานี้เอง ได้ยินเสียงจงหยูเรียกหาจากด้านนอก “ต้าเหริน”
“มีเรื่องใด เข้ามาเข้ามา!” จั่วม่อได้ยินสุ้มเสียงร้อนรนของจงหยู อดสงสัยใจอยู่
บ้างไม่ได้ จงหยูไม่ใช่ชิงฮวาจางสุ่ย ปราการป้องกันทางจิตของมันเข้มแข็งมั่นคงยิ่ง
นักบวชเซนที่สามารถผงาดขึ้นโดยไม่มีส่านัก ทั้งยังฝึกปรือพลังอภิญญาส่าเร็จ นี่ไม่ใช่
ระดับความเข้มแข็งที่ผู้คนทั่วไปจะสามารถเปรียบเทียบได้
จงหยูน่าคนผู้หนึ่งมาด้วย จั่วม่อพอเห็นหน้าก็จ่าได้ นี่เป็นคนที่ศิษย์พี่ใหญ่หอบ
หิ้วมาด้วยในวันนั้น
“ต้าเหริน ศิษย์พี่อีเจิ้งท่านนี้ เป็นศิษย์ชั้นสูงของวัดมหาพุทธะ” จงหยูแนะน่าตัว
อีเจิ้งเป็นล่าดับแรก
“วัดมหาพุทธะ!” ผูเยาในทะเลแห่งจิตส่านึก พลันกรีดร้องดังกึกก้อง จากนั้นกัด
ฟันกรอด “ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าผู้นี้มีกลิ่นอายอันน่ารังเกียจ! วัดมหาพุทธะ! วัดมหา
พุทธะ! ที่แท้วัดมหาพุทธะยังไม่ล่มสลายอีก!”
เสียงแผดร้องอย่างเกรี้ยวโกรธของผูเยาท่าเอาจั่วม่อสะดุ้งสุดตัว นี่เป็นครั้งแรกที่
มันได้เห็นผูเยาสูญเสียความสงบเยือกเย็นและพิโรธถึงขั้นนี้ ต้องสอบถามอย่าง
ระมัดระวัง “เจ้ามีข้อบาดหมางกับพวกมันหรือ?”
“เฮอะ!” ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา จากนั้นค่อยๆ สงบใจลง แต่ในดวงตาสี
เลือดหม่นมัวลงวูบหนึ่ง แต่เพียงแวบเดียวก็สาดประกายเจิดจ้า รังสีฆ่าฟันรอบกาย
มันสั่นกระเพื่อมเป็นระลอก
จงหยูเห็นจั่วม่อยังไม่มีปฏิกิริยาใด จึงกล่าวสืบต่อ “ศิษย์พี่อีเจิ้งบอกว่า อาจจะรู้
ว่าสถานที่นี้เป็นที่ใด”
ประโยคนี้พอกล่าว จั่วม่อก็ถูกดึงความสนใจกลับมาทันที มันตื่นตะลึงอยู่บ้าง
“อา เจ้าล่วงรู้จริงๆ? ที่นี่คือที่ใด?”
ระหว่างนี้อีเจิ้งก่าลังเพ่งพิจารณาจั่วม่ออยู่ตลอดเวลา นี่นับเป็นครั้งแรก ที่มันได้
เผชิญหน้ากับผู้น่าของกองก่าลังแปลกประหลาดนี้อย่างใกล้ชิด คนผู้นี้อายุน้อยกว่า
มันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อครั้งที่มันได้พบกับเหวยเสิ้งเป็นครั้งแรก มันก็เคยอัศจรรย์ใจกับ
ความอ่อนเยาว์ของเหวยเสิ้งมาแล้ว แต่เมื่อเห็นจั่วม่อที่อายุเยาว์เสียยิ่งกว่าเหวยเสิ้ง
ในใจมันมีเพียงประโยคเดียว
ไม่ใช่ยอดคนไม่อาจอาละวาดไปทั่วสารทิศ!
อีเจิ้งสะทกสะท้อนในใจ แต่มันไม่กล้าประมาทอีกฝ่ายเพียงเพราะอายุเยาว์ พลัง
อ่านาจที่ผู้อื่นควบคุมอยู่ในมือ เพียงพอที่จะบดขยี้มันเป็นผุยผงได้หลายร้อยครั้ง
อีเจิ้งรีบกล่าวอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน “หลวงจีนน้อยเพียงแค่คาดเดาเท่านั้น ยัง
ไม่ค่อยมั่นใจนัก หลวงจีนน้อยผู้นี้ชมชอบอ่านบันทึกหลากหลายที่ศิษย์พี่เก็บสะสมไว้
เคยผ่านตาต่านานอันคลุมเครือเรื่องหนึ่ง เอ่ยอ้างถึงมหาสงครามที่เรียกว่า สงคราม
ปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งว่ากันว่าเกิดขึ้นเมื่อสองหมื่นกว่าปีล่วงมาแล้ว ตอนนั้นหลวง
จีนน้อยเห็นว่าเรื่องราวดูเหลวไหลอยู่บ้าง จึงเพียงแค่อ่านผ่านตาโดยผิวเผิน แต่ยามนี้
มาลองคิดดู กลับรู้สึกว่ารายละเอียดคลับคล้ายกันอยู่บ้าง”
“สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์!” ผูเยาในทะลแห่งจิตส่านึกถึงกับสะท้านขึ้นทั้ง
ร่าง
“ศิษย์พี่ของหลวงจีนน้อยนี้ชมชอบเก็บรวบรวมต่านานเรื่องราวแปลกๆ ทุก
ประเภท หลวงจีนน้อยได้รับอิทธิพลจากศิษย์พี่ ชมชอบอ่านต่านานเรื่องราวมากมาย
แรกเริ่มเดิมทีสิ่งที่หลวงจีนน้อยสนใจมากที่สุด คือมหาสงครามเมื่อสามพันปีก่อน
ต่อมาหลวงจีนน้อยพบเศษบันทึกเรื่องราวในต่านานอันกระจัดกระจายหลายฉบับ
หนึ่งคือมหาสงครามเมื่อสามพันปีที่แล้ว อีกหนึ่งคือมหาสงครามเมื่อหมื่นปีก่อน มหา
สงครามสองครั้งนี้มีเรื่องราวอ้างถึงมากที่สุด ส่าหรับมหาสงครามสามพันปีก่อนย่อม
ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเอ่ยถึง แต่เริ่มจากมหาสงครามสามพันปีที่แล้ว ไปจนถึงมหาสงคราม
เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน มีเรื่องเล่าและต่านานมากมายเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาเหล่านั้น ทว่า
หากเราย้อนขึ้นไปไกลเกินกว่ามหาสงครามหนึ่งหมื่นปี กลับมีเรื่องราวบันทึกเอาไว้
น้อยมาก ในบรรดาสงครามเหล่านั้น มีเพียงสงครามครั้งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นมหา
สงคราม นั่นคือสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งอุบัติขึ้นเมื่อสองหมื่นกว่าปีล่วงมาแล้ว
สงครามครั้งนั้นเป็นเรื่องเก่าโบราณ เพียงถูกกล่าวถึงอย่างคลุมเครือในเหล่าบันทึกยิบ
ย่อยและเรื่องเล่าในจินตนาการที่ศิษย์พี่สะสมไว้”
ค่าบอกเล่าของอีเจิ้งพรั่งพรูดุจสายน้่าไหล มันทราบดีว่านี่เป็นเวลาที่จะพิสูจน์
คุณค่าในตัวมัน ไม่อาจท่าผิดพลาดได้ มันขุดค้นความทรงจ่าอย่างเมามัน พยายามนึก
ถึงรายละเอียดในบันทึกยิบย่อยแปลกพิสดาร และเรื่องเล่าพื้นเมืองที่เคยอ่านมาจาก
ห้องของศิษย์พี่
“แม้ว่าสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์จะไม่ค่อยถูกกล่าวถึงมากนัก แต่ในต่านาน
เหล่านั้นล้วนเล่าถึงภูเขาแม่น้่าเปลี่ยนสีสัน แผ่นดินท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีโลหิต และ
พื้นปฐพีที่ทับถมไปด้วยซากศพมากมายสุดคณานับ”
มหาสงครามเมื่อสองหมื่นกว่าปีมาแล้ว… …
จั่วม่อพอฟังถึงกับอ้าปากหวอ ราวกับก่าลังฟังนิทานตามข้างถนน ไม่ต้องเอ่ยถึง
สองหมื่นกว่าปีมาแล้ว แต่กระทั่งมหาสงครามเมื่อสามพันปีที่แล้ว ส่าหรับจั่วม่อยัง
คล้ายเรื่องเล่าอันห่างไกล สองหมื่นกว่าปีมาแล้ว นั่นเป็นยุคสมัยโบราณกาลที่เนิ่น
นานถึงเพียงไหน ในช่วงเวลานั้น เกรงว่ากระทั่งซิวเจ่อยังไม่ได้ถือก่าเนิดขึ้นมาด้วยซ้่า
… …
จั่วม่อแม้ว่าดูคล้ายก่าลังฟังเรื่องเล่า แต่อีกทางหนึ่งมันก็ลอบสังเกตปฏิกิริยา
ของผูเยาไปด้วย ผูเยานิ่งงันไปนาน คล้ายก่าลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ท่าให้จั่วม่อชักรู้สึก
ว่าค่าบอกเล่าของอีเจิ้งเห็นจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสียแล้ว
อีเจิ้งส่วนลึกในใจปรารถนาจะสร้างผลงานที่ดี แต่นอกเหนือจากช่วงเวลาที่มหา
สงครามครั้งนั้นอุบัติขึ้น มันก็ไม่ได้ล่วงรู้เกี่ยวกับสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์มากนัก
อดต่าหนิติเตียนตัวเองไม่ได้ หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ มันสมควรตั้งใจศึกษา
บันทึกของศิษย์พี่ให้ดี
ขณะที่อีเจิ้งก่าลังร้อนรนกระวนกระวาย จู่ๆ ได้ยินจั่วม่อถามค่าถามประหลาด
“ต้าเจิ้งต้าซือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
อีเจิ้งชะงักกึก สีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง “ท่านบรรพชนล่วงลับไปในปีที่แปด
หลังจากมหาสงครามหนนั้น”
ในทะเลแห่งจิตส่านึกของจั่วม่อ เสียงทอดถอนพลันดังขึ้น ผูเยาเค้าความดุร้าย
อ่ามหิตบนใบหน้าสลายหายไปดุจควันเมฆ หลงเหลือเพียงความอ้างว้างว่างเปล่าอัน
หนักข้น
มันหันหน้าไปทางหนึ่ง จ้องมองป้ายศิลาสุสานนิ่งงัน ร่าพึงเสียงแผ่วจาง “เจ้า
จากไปแล้ว… …พวกมันก็ล้วนจากไปแล้ว… …เหลือแต่ข้าที่ยังอยู่… …”
หลังจากส่งอีเจิ้งกับจงหยูจากไป จั่วม่อเข้าสู่ทะเลแห่งจิตส่านึกและเห็นภาพนี้
มันหุบปากเงียบอย่างรู้ความ ขณะที่ก่าลังจะออกจากทะเลแห่งจิตส่านึก กลับถูกผูเยา
เรียกรั้งเอาไว้
“สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ที่มันกล่าวถึง มีความเป็นไปได้สูงยิ่ง” ผูเยาหัน
กลับมา สีหน้ากลับเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่บนใบหน้า ราวกับไม่มี
อะไรเกิดขึ้น คล้ายว่าเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาที่จั่วม่อคิดไปเอง เสียงกล่าวยังสงบ
ราบเรียบยิ่ง “สงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์เนิ่นนานเกินไป เก่าแก่เกินไป กระทั่งข้า
เองยังนึกไม่ถึง เกี่ยวกับมหาสงครามครั้งนั้นข้าล่วงรู้น้อยนิดยิ่ง เราจ่าต้องสืบหาข้อมูล
เรื่องนี้”
“สืบหาอย่างไร?” จั่วม่อถามอย่างมึนงง พวกมันอยู่ในหมอกภูต ติดอยู่ในสนาม
รบโบราณที่ถูกปิดตาย ไม่มีช่องทางติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก พวกมันจะอาศัย
อะไรไปสืบหา?
“เจ้าลืมคุกสิบนิ้วแล้วหรือ” ผูเยาสะกิดเตือนเบาๆ
จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นบังเกิดปฏิกิริยาทันที ดวงตาเป็นประกาย ยามนี้ปัญหา
ใหญ่ที่สุดของพวกมันคือไม่มีวิธีติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก พวกมันถูกขังอยู่ใน
สนามรบโบราณอันลึกลับนี้ หากพวกมันมีหนทางติดต่อกับภายนอก พวกมันก็
สามารถได้รับการช่วยเหลือสนับสนุน ความช่วยเหลือสนับสนุนที่พวกมันต้องการมาก
ที่สุด ย่อมเป็นข้อมูลเฉพาะทั่วไป!
หากพวกมันล่วงรู้พิกัดทั่วไปของสนามรบโบราณแห่งนี้ จั่วม่ออาจสามารถใช้
ค่ายกลเคลื่อนย้ายน่าทุกคนออกไปจากสถานที่ผีสางนี้ พวกมันเข้ามาถึงสถานที่นี้ด้วย
ค่ายกลเคลื่อนย้าย เช่นนั้นพวกมันก็ย่อมสามารถออกจากที่แห่งนี้ด้วยค่ายกล
เคลื่อนย้ายเช่นกัน อย่างไรก็ตามเพื่อการนี้ เบื้องต้นที่สุดมันจะต้องล่วงรู้พิกัดทั่วไป
ของสถานที่ที่พวกมันอยู่ในตอนนี้เสียก่อน
มิเช่นนั้นหากมันใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายโดยไม่ใส่ใจเรื่องนี้ อาจน่าพาทุกคนเคลื่อย
ย้ายเข้าไปติดอยู่ในห้วงมิติแห่งความโกลาหลวุ่นวาย นั่นไม่ต่างจากแส่หาที่ตาย
จั่วม่อดวงตาลุกวาวเจิดจ้า
ก่อนหน้านี้มันรู้สึกราวกับเป็นไก่หัวขาด วิ่งวนอยู่ในหมอกภูต มองหาโอกาสที่
แทบไม่มีอยู่จริง แต่บัดนี้สถานการณ์แตกต่างออกไปแล้ว พวกมันไม่เพียงได้รับ
เบาะแส หากพวกมันสามารถคล่าไปตามเบาะแส ค้นหาเส้นทางได้จริง ความหวังที่
พวกมันจะสามารถออกจากสถานที่ผีสางนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นมาก!
จั่วม่อปรารถนาจะโบยบินเข้าสู่คุกสิบนิ้วในบัดดล นี่เป็นครั้งแรกที่มันต้องการ
เข้าสู่คุกสิบนิ้วอย่างสุดหัวใจ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแรงปรารถนาเท่านั้น มันต้องรอให้จิตส่านึกฟื้นตัวสู่สภาพ
เดิมเสียก่อน จึงสามารถเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม มีเรื่องราวบางประการที่มันยังข้องใจไม่คลาย
หากที่นี่คือสมรภูมิแห่งมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์จริง เช่นนั้นศิษย์พี่กับอี
เจิ้งมาที่นี่ได้อย่างไร?
“นี่คือช่องข่าวรุ่งอรุณแห่งอสูร เวลานี้เราก่าลังเผยแพร่รายงานการสัมภาษณ์
พิเศษ ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการบันทึกอย่างสดๆ ร้อนๆ เป็นบทสัมภาษณ์บุคคลที่เราท่าน
รู้จักกันดี อสูรทลายคุกผู้ที่เพิ่งคว้าชัยชนะในศึกทลายคุกนั่นเอง! เพื่อที่จะท่าการ
สัมภาษณ์หนนี้ เราต้องจ่ายไปไม่น้อย… …”
หนานเยว่กับคังเจ๋อ ผู้ก่าลังรับชมช่องข่าวรุ่งอรุณแห่งอสูรอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่มีสี
หน้าน่าเกลียดสุดทนดู
“นี่…น่าอายอยู่บ้างจริงๆ… …” คังเจ๋อถอนใจยาวเยือก
หนานเยว่ขบกรามแน่น ไม่ได้เอ่ยค่าใด แต่สีหน้านางดูคล้ายผู้เสียสละที่ตัดใจ
อุทิศตนแล้ว
เห็นแม่นางอสูรน้อยที่ปรากฏอยู่ในข่าวดูเหมือนตึงเครียดเล็กน้อย “โลก
ภายนอกพากันคาดเดานามยิ่งใหญ่ของท่านมาโดยตลอด ไม่ทราบสามารถบอกนาม
ให้ทุกคนได้รับทราบหรือไม่?”
สีหน้าท่าทีของจั่วม่อสงบราบเรียบยิ่ง ไม่มีอาการตื่นเต้นตึงเครียดต่อการถูก
สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกแม้แต่น้อย “ทุกคนสบาย? ข้าคือเซียวม่อเกอ”
“เซียวม่อเกอ? นามอันแปลกหูอยู่บ้าง!” แม่นางน้อยจดจ่าอย่างรวดเร็ว จากนั้น
รีบยิงค่าถามที่สอง “ท่านไฉนเรียกหาคุกใหม่ว่ากระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง?”
“เจ้าไม่คิดว่ามันดูคล้ายกระดานหมากรุกหรอกหรือ?” จั่วม่อย้อนถามด้วยสี
หน้างุนงงสงสัย
“เช่นนั้นสัตว์ร้ายแดนร้างคืออะไรเล่า?”
“สัตว์ร้ายแดนร้างก็คือสัตว์ร้ายแดนร้าง!”
“เซียวม่อเกอเซียนเซิง ช่วยกล่าวถึงข้อบาดหมางระหว่างท่านกับสมาพันธ์
อัจฉริยะได้หรือไม่?” แม่นางน้อยยิงค่าถามชี้น่าการสนทนาอย่างไม่ประสงค์ดี
“ข้าไม่รู้จักพวกมัน” จั่วม่อตอบตามความสัตย์
“อ๊า เซียวม่อเกอเซียนเซิงจะบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อของสมาพันธ์อัจฉริยะเลย
หรือ?” แม่นางอสูรน้อยตีความวาจาของจั่วม่อไปอีกทางอย่างจงใจ
“เพิ่งได้ยินจากพวกมัน” จั่วม่อเหลือบมองสองผู้ติดตามของตน ยังคงตอบไป
ตามความสัตย์ “เมื่อสักครู่นี้เอง”
หนานเยว่กับคังเจ๋อสีหน้ายิ่งมายิ่งย่าแย่ แม้ว่าพวกมันจะล่วงรู้เนื้อข่าวทั้งหมด
อยู่แล้ว แต่เมื่อชมดูอีกครั้ง ยังคงหนังศีรษะชาหนึบ
“นี่ใช่เป็นแผนที่ท่านใช้ตอบโต้พวกมันหรือไม่?” แม่นางน้อยถามอย่างกลอก
กลิ้ง
“ตอบโต้? ข้าจะต้องตอบโต้พวกมันหาอันใด?” จั่วม่อถามด้วยสีหน้าแปลกๆ
“ก็สมาพันธ์อัจฉริยะก่าลังท้าทายกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างของท่าน!”
แม่นางน้อยท่าสีหน้าประหนึ่งว่าย่อมต้องเป็นเช่นนี้แน่
“ข้าสามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือไม่?”
“ค่าธรรมเนียม?” แม่นางอสูรน้อยใบหน้าตะลึงงัน
“คิดตามจ่านวนครั้ง ท้าทายหนึ่งครั้งเก็บค่าธรรมเนียมหนึ่งครั้ง ยุติธรรมยิ่ง”
จั่วม่อรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย
แม่นางน้อยหน้าเขียวคล้่า แต่ยังฝืนระงับอารมณ์ “ท่านจะยอมรับการท้าทาย
จากสมาพันธ์อัจฉริยะหรือไม่? ข้าหมายถึงการท้าทายส่วนตัว”
“ไม่” จั่วม่อสั่นศีรษะโดยไม่ต้องคิด
“ไฉนไม่?” แม่นางน้อยร้องเสียงหลง
“ไม่ได้เงิน จะวุ่นวายไปเพื่ออันใด?”
“แค่กๆ ท่านไม่คิดว่านี่เป็นการเสียศักดิ์ศรีของท่านบ้างหรือ?”
“ศักดิ์ศรี? ข้ามีศักดิ์ศรีอยู่ที่ใด?” จั่วม่อย้อนถาม สีหน้างุนงง
“แค่กแค่ก!” แม่นางน้อยแทบส่าลัก “หากพวกมันยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเล่า?”
“มีคนปัญญาอ่อนเช่นนั้นจริงๆ?” จั่วม่อตกตะลึงมาก จากนั้นท่าท่าขบคิดอย่าง
จริงจัง แล้วกล่าวอย่างฝืนใจอยู่บ้างว่า “โอ้ หากพวกมันยินดีจ่าย ข้าจะลองพิจารณาดู
อีกที”
“แล้วท่านจะคิดราคาอย่างไร?” แม่นางน้อยยังคงถามจนถึงที่สุด
จั่วม่อลากคังเจ๋อออกมา “เรื่องนี้คุยกับมัน”
คั่งเจ๋อชมดูถึงฉากนี้ มันปรารถนาหารอยแยกในพื้นดินมุดหัวลงไป หนานเยว่
มองคังเจ๋ออย่างเห็นอกเห็นใจ แต่ในใจลอบนึกโชคดี ต้าเหรินทราบดีว่านางยากจนข้น
แค้นตั้งแต่เกิด ไม่มีฝีมือในการเจรจาต่อรอง มิเช่นนั้น หน้าที่น่าอายนี้ต้องตกเป็นของ
นางแน่!
“ยินดีรับค่าท้าของอสูรทุกตนหรือไม่?” แม่นางน้อยสมกับเป็นผู้สื่อข่าวมือ
อาชีพอย่างแท้จริง ไม่ซักไซ้จนปรุโปร่งไม่เลิกรา
“ไม่รับอสูรสตรี” จั่วม่อกล่าวอย่างเด็ดขาด
“เพราะเหตุใด?” แม่นางน้อยถามอย่างกระหายใคร่รู้
“วันนี้ข้าพบพานไฝเม็ดหนึ่ง… …”
“ไฝเม็ดหนึ่ง?”
“อา นางมีไฝอยู่ตรงนี้” จั่วม่อกล่าวพลางชี้ไปที่มุมปากตัวเอง
“โอ้”
“ไฝเม็ดหนึ่งพอพบเห็นข้า นางก็ใช้ศาสตร์ลวงตากับข้าทันที” จั่วม่อนึกถึงความ
ร้อนรุ่มกระสับกระส่ายในร่างกาย ต้องบันดาลโทสะขึ้นมาอีกครั้ง “เคราะห์ดีที่ข้า
รู้สึกตัวได้ทันท่วงที และโจมตีกลับโดยไม่เสียเวลากล่าววาจา”
“เราได้ท่าการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เซียวม่อเกอกล่าวถึงอย่างละเอียด ตามค่า
บอกเล่าของประจักษ์พยาน ไฝเม็ดหนึ่งที่เซียวม่อเกอพบ เป็นไปได้มากว่าจะเป็น
คุณหนูจีลี่หวี่แห่งตระกูลจี หลังจากนั้นเราได้เสนอผลตอบแทนก้อนโต และได้รับ
ศาสตร์อสูรที่บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้จากประจักษ์พยานผู้หนึ่ง คาดไม่ถึงว่านอกจาก
คุณหนูจีแล้ว จะพบชิงฮวาจางสุ่ยเซียนเซิงมีส่วนร่วมอยู่ด้วย มันคล้ายถูกเซียวม่อเกอ
เซียนเซิงดีดออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างเช่นเดียวกัน แต่เรากลับไม่พบ
ร่องรอยการใช้ศาสตร์อสูรของเซียวม่อเกอเซียนเซิงแต่อย่างใด ผู้เชี่ยวชาญคาดเดาว่า
ชิงฮวาจางสุ่ยเซียนเซิงถูกโจมตีด้วยศาสตร์อสูรอันลี้ลับชนิดหนึ่ง ซึ่งท่าให้จิตใจของมัน
สูญเสียความมั่นคง จนถูกขับออกจากกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง”
“ทั้งคุณหนูจีลี่หวี่และชิงฮวาจางสุ่ยเซียนเซิงเป็นสมาชิกของสมาพันธ์อัจฉริยะ
ทั้งคู่ มิหน่าซ้่าคุณหนูจีลี่หวี่ยังเป็นถึงหนึ่งในผู้อาวุโสของสมาพันธ์อัจฉริยะ เหตุการณ์
นี้หมายถึงว่าความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่าย ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีก! คาดว่าเรา
อาจจะได้ชมดูเรื่องราวใหญ่โตในเร็วๆ นี้”
ผู้สื่อข่าวอสูรร่ายยาวอย่างรวดเร็วด้วยสุ้มเสียงตื่นเต้นเร้าใจ วาจาเหล่านี้บอก
กล่าวชัดแจ้งยิ่ง
พายุใหญ่ก่าลังจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ!
หมายเหตุ (*เซียวม่อเกอ ค่านี้ออกเสียงคล้ายกับเสี่ยวม่อเกอ หรือพี่ม่อน้อยที่
เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เล่มหนึ่ง แต่เขียนไม่เหมือนกัน เซียว – หัวเราะ ม่อ –ถู,เสียดสี
เกอ – เป็นอาวุธโบราณด้ามยาว หัวแหลมเหมือนหอก มีใบมีดคล้ายตะขอที่ด้านข้าง
ดูได้ในรูปที่แนบมา สรุปคือเป็นนามแฝงที่พ้องเสียงกับชื่อเล่นเดิมของจั่วม่อ