สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 385 ชื่อเสียงของจอมโฉด
“ใช่ขอรับ ต้าเหริน” สุ้มเสียงเคารพเทิดทูนของคังเจ๋อเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ไร้ที่
เปรียบ ก่อนหน้านี้เมื่อจั่วม่อตัดสินใจเปิดเวทีประลอง มันรู้สึกว่าเหลวไหลอยู่บ้าง แต่ยามนี้ในใจมัน
เห็นต้าเหรินประดุจเทพสงคราม ทรงพลานุภาพไร้เทียนทาน แข็งแกร่งลึกลํ้าสุดประมาณ
มันเชื่อมั่นว่าต้าเหรินแม้อายุไม่มาก แต่จะต้องทิ้งชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่า
อสูร ความเชื่อมั่นนี้รุนแรงอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย จนมันถึงกับออกปากกับเหล่าผู้อาวุโสใน
ตระกูล หวังว่าพวกมันจะสามารถสนับสนุนต้าเหรินมากกว่านี้
แรกเริ่มเดิมทีเหล่าผู้อาวุโสยังไม่ใคร่เชื่อถือมันเท่าใด แต่หลังจากศาสตร์อสูร
บันทึกภาพหลายชุดเริ่มเผยแพร่ออกมา ภาพเหล่านั้นสยบความกังขาของบรรดาผู้อาวุโสได้ชะงัดนัก
ศาสตร์อสูรบันทึกภาพเป็นเหล่าผู้ท้าประลองของเซียวม่อเกอบันทึกเอาไว้เอง ทั้งยังบันทึก
กระบวนการต่อสู้ของพวกมันกับเซียวม่อเกอตั้งแต่จนจนจบ
ผู้ท้าประลองทั้งยี่สิบหกคน มีศาสตร์อสูรบันทึกภาพที่เผยแพร่ออกมาทั้งหมดเก้าชุด
ในบรรดาผู้ท้าประลองยี่สิบหกคน ที่มีชื่อเสียงที่สุดคืออวี้จื่อโจว อัจฉริยะบุรุษผู้มี
ความสำเร็จสูงลํ้าที่สุดในคนรุ่นหลังของตระกูลหยก ครั้งหนึ่งมันเคยได้รับการเชื้อเชิญเข้าสู่สภาผู้
อาวุโสของสมาพันธ์อัจฉริยะ แต่เพื่อมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝีมือ มันปฏิเสธคำเชิญของหมิงเยวี่ยเยี่ยอ
ย่างไม่ไยดี ตระกูลอวี้แม้ไม่ใช่ตระกูลใหญ่อันทรงอำนาจ แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สามารถสืบ
ย้อนกลับไปถึงสมัยโบราณ
เมื่ออวี้จื่อโจวปรากฎตัวขึ้นในสนามประลองของกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
ทุกผู้คนล้วนเข้าใจว่าการประลองคราวนี้จบสิ้นแล้ว ในภพอสูรไม่มีอสูรตนใดไม่ทราบว่าอวี้จื่อโจว
กำลังติดพันจีลี่หวี่ ทั้งยังเป็นที่ยอมรับกันไปทั่ว ว่ามันเป็นหนึ่งในคนที่อาจสามารถพิชิตใจจีลี่หวี่
สำเร็จ
แต่ไม่ว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึง ภายใต้พลานุภาพไร้ผู้ต้านของเซียวม่อเกอ ยอดฝีมือเช่นอวี้จื่อ
โจวถึงกับถูกโจมตีแพ้พ่ายในบัดดล
แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ นั่นยังเป็นเพียงแค่การเปิดฉากโหมโรง สิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้น ถึงกับท้าทายขอบเขตจินตนาการของผู้ชมยิ่งกว่า
เซียวม่อเกอประหนึ่งสัตว์ร้ายน่าประหวั่นพรั่นพรึงที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าคู่มือ
เป็นใคร หากกล้ายืนอยู่ตรงหน้ามัน ล้วนถูกบดขยี้ในชั่วพริบตา
หนึ่งคน ตามด้วยอีกหนึ่งคน อีกหนึ่งคน แทบไม่มีหยุดชะงักรั้งรอ… …
นอกจากผู้ท้าประลองลึกลับคนแรกแล้ว ไม่มีผู้ท้าประลองคนใดยืนหยัดอยู่ได้เกินห้า
อึดใจ กระทั่งอวี้จื่อโจวก็ไม่สามารถ ในบรรดาผู้ท้าประลอง มีทั้งอัจฉริยะอายุเยาว์เช่นอวี้จื่อโจว มี
ทั้งยอดฝีมือที่กรำศึกอาบเลือดมาอย่างโชกโชน มีแม้กระทั่งอสูรนักรบที่มาจากกองทัพถึงสองคน
นอกจากนี้ยังมีผู้ดูแลจากสมาพันธ์อัจฉริยะอีกห้าคน
ขบวนผู้ท้าประลองอันเข้มแข็งแกร่งกร้าวถึงเพียงนี้ อาจบางทีหากอยู่ในสนามรบแนว
หน้า ถึงกับสามารถสร้างเป็นกองทัพอสูรอันร้ายกาจทัพหนึ่ง!
อย่างไรก็ตาม เบื้องหน้าเซียวม่อเกอ กระบวนการทั้งหมดประดุจหั่นผักผ่าผลแตง พวก
มันถูกสับทิ้งเหมือนผักปลา! ในคุกชั้นที่สามขึ้นไป มีข่าวลือแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ว่าบรรดาอสูร
ที่พ่ายแพ้ในศึกท้าประลอง รวมทั้งอวี้จื่อโจวด้วย ล้วนรับบาดเจ็บสาหัสในจิตสำนึก ต้องรีบรักษา
เยียวยาอย่างเร่งด่วน มีสองสามคนที่ตกอยู่ในสภาพน่าอนาถกว่า นอกเหนือจากอาการบาดเจ็บแล้ว
การต่อสู้ครั้งนี้ยังทิ้งเงาทะมึนคอยหลอกหลอกอยู่ในใจพวกมันตลอดกาล อาจเป็นไปได้ว่าชั่วชีวิตนี้
จะไม่มีความรุดหน้าอีก
หลังการศึกสะท้านฟ้าสะท้านดินหนนี้ นามของเซียวม่อเกอระบือลือเลื่องไปทั่ว!
ชื่อเสียงในด้านดุร้ายอำมหิตของมันในยามนี้ ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียมได้!
“เจ้าทราบหรือยังว่านี่เป็นศาสตร์อสูรวิชาใด?” ซูเว่ยชะโงกหน้าเข้ามาชมดู พลางถาม
อย่างใคร่รู้
หมิงเจวี๋ยจื่อสั่นศีรษะอย่างเหนื่อยอ่อน “ยังไม่”
สายตาของมันจับจ้องไปยังเซียวม่อเกอที่อยู่บนภาพบันทึกศาสตร์อสูรอีกครั้ง ดูน่า
พิศวงเหลือจะกล่าว ทั้งร่างปกคลุมด้วยเปลวไฟ แสงสว่างสีเหลืองทอง ห่อหุ้มด้วยชุดเกราะเต็มตัว
โล่กลมที่มือซ้าย ดาบยาวในมือขวา ปีกสีทองโปร่งแสง กรงเล็บสีทองที่สองเท้า ชุดเกราะสงครามที่
แปลกประหลาดยิ่งนี้ ถูกบันทึกไว้ในบันทึกภาพศาสตร์อสูรทั้งเก้าชุดที่ถูกเผยแพร่ออกมา สิ่งที่น่า
หวาดหวั่นขวัญผวาที่สุด เป็นดวงตาสีทองที่ประกอบด้วยเปลวเพลิงแดงฉาน เนื่องเพราะพวกมัน
เย็นเยียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ความเฉยชานี้ตรงกันข้ามกับการต่อสู้เข่นฆ่าอย่างดุร้ายกระหาย
เลือดโดยสิ้นเชิง เซียวม่อเกอราวกับสัตว์ร้ายไร้เมตตาที่รู้จักแต่เพียงการเข่นฆ่าสังหาร
ผู้ท้าประลองทุกคนไม่ต่างจากเหยื่ออ่อนแอที่น่าเวทนา ภายใต้กรงเล็บแหลมคมของมัน
มีแต่จะถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ
“กระทั่งเจ้ายังไม่พบสิ่งใดเลยหรือ?” คราวนี้ซูเว่ยแปลกใจอย่างแท้จริง ด้านพลังฝีมือ
ของหมิงเจวี๋ยจื่ออาจไม่สูงส่งพอที่จะทำให้มีชื่อเสียง แต่ในด้านภูมิความรู้อันกว้างขวาง น้อยคนนัก
ที่จะเปรียบเทียบกับมันได้ หมิงเจวี๋ยจื่อคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ลับทุกชนิด รวมถึงบรรดาข้อมูล
ข่าวสารที่ไม่ได้แพร่หลายในวงกว้าง กระทั่งประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูรก่อนสงครามพันปี มันยัง
ศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดี
“อา” หมิงเจวี๋ยจื่อไม่ยอมละสายตา ยังคงจ้องมองศาสตร์อสูรบันทึกภาพ ชั่วครู่ให้หลัง
ค่อยเอ่ยปากอย่างลังเล “ข้าคิดว่านี่อาจไม่ใช่ศาสตร์อสูร”
“ไม่ใช่ศาสตร์อสูร?” ซูเว่ยงงงันวูบ จากนั้นสั่นศีรษะระรัวเหมือนตีกลอง “เป็นไป
ไม่ได้! ถ้าไม่ใช่ศาสตร์อสูร ยังจะเป็นอะไรไปได้อีก?”
หมิงเจวี๋ยจื่อเงียบงันไปชั่วขณะ “สิ่งนี้คล้ายทักษะปิศาจอยู่บ้าง”
“ทักษะปิศาจ?” สายตาของซูเว่ยกลายเป็นแปลกพิกล “พี่ชาย เจ้าไม่สบาย
หรือไม่! ทักษะปิศาจ! ทักษะปิศาจจะมาปรากฏในคุกสิบนิ้วได้อย่างไร? นอกเหนือจากศาสตร์
อสูร ในคุกสิบนิ้วไม่มีสิ่งใดสามารถปรากฏขึ้นได้อีก”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบแล้ว” หมิงเจวี๋ยจื่อแบสองมือออกกว้าง “แต่ข้ารู้สึกว่ามันดูไม่คล้าย
ศาสตร์อสูรจริงๆ”
ซูเว่ยกล่าวเสียงลึก “อย่าเพิ่งรีบร้อน เราสามารถค่อยๆ สืบหาดู จะต้องมีใครสักคนรู้จัก
วิชานี้แน่”
“ได้แต่ทำเช่นนั้นแล้ว” หมิงเจวี๋ยจื่อพยักหน้าอย่างจนปัญญา มันทันใดนั้นฉุกคิดถึงบาง
สิ่ง กระตุ้นเตือนอย่างจริงจัง “อย่าได้เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับปลักนํ้านี้ เซียวม่อเกอผู้นี้
โหดเหี้ยมยิ่ง”
“ย่อมไม่ ย่อมไม่!” ซูเว่ยกล่าวอย่างไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว “ข้ายังไม่อยากแส่หาที่
ตาย! คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าเห็นชีวิตอสูรเป็นแค่ผักปลา ในเงื้อมมือมันหากไม่ตาย ก็บาดเจ็บสาหัสปาง
ตาย! นี่มันมารร้ายกระหายเลือด! คนผู้นี้เป็นมารร้ายกระหายเลือดชัดๆ! เจ้าดูสองคนจากกองทัพ
นั้นเถอะ พวกมันมิใช่ว่าถูกสับในดาบเดียวหรอกหรือ?”
สองสหายเผ่าอสูรสีหน้าซีดเซียว พวกมันชมดูบันทึกภาพศาสตร์อสูรทั้งเก้าชุดมาหลาย
รอบแล้ว ความโหดเหี้ยมดุร้ายที่ราวกับเทพอสูรจุติ ตราตรึงในจิตใจของพวกมันอย่างลึกลํ้า
“สังขารปิศาจมหาทิวาไฉนแผลงฤทธิ์ในคุกสิบนิ้วได้?” ผูเยาซักถามพลางจับจ้องเว่ย
ตาเขม็ง คำถามนี้ยังคงค้างคาใจมันมานาน
เว่ยนั่งขัดสมาธิท่าดอกบัว ท่อนแขนขนานกับต้นขา พาดมือไว้บนเข่า ดวงตาลุ่มลึกดุจ
ห้วงสมุทร “สังขารปิศาจมหาทิวาเป็นสังขารปิศาจที่หาได้ยากยิ่งชนิดหนึ่ง คนที่ทราบต้นกำเนิด
ของมัน เกรงว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น”
“ต้นกำเนิด?” ผูเยาช้อนตามอง “ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าสังขารปิศาจยังมีต้นกำเนิด
อันใดด้วย”
เว่ยแย้มยิ้ม ไม่ปฏิเสธ เพียงอธิบายว่า “ในสมัยโบราณ ยังไม่มีการแบ่งแยกเซียน อสูร
หรือปิศาจ วิธีฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรยังไม่ได้ซับซ้อนเท่าในเวลานี้ อันที่จริงผู้บำเพ็ญเพียรในสมัยนั้น
ฝึกปรือทุกสิ่งทุกอย่าง วิธีการบำเพ็ญเพียรในตอนนั้นผสมผสานกันจนแยกไม่ออก ฝึกปรือ
หลากหลายวิถีรุดหน้าไปด้วยกัน สังขารปิศาจปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นๆ แต่มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้
ว่าผู้ที่คิดค้นวิถีฝึกปรือสังขารปิศาจขึ้นมา หากแยกแยะตามประเภทของยุคปัจจุบันนี้ สมควรเป็น
อสูรมากกว่า”
“ฮา! เจ้าบอกว่าผู้ที่สร้างสังขารปิศาจขึ้นมา ถึงกับเป็นอสูรผู้หนึ่ง?” ผูเยาคล้ายเพิ่งรับ
ฟังเรื่องที่น่าขบขันที่สุดในโลก
“มิผิด” เว่ยไม่โต้เถียง เพียงเล่าสืบต่อด้วยสุ้มเสียงราบเรียบ “ในเวลานั้นมันค้นพบ ว่า
เคล็ดวิชาที่มันฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร หากไม่มีสังขารร่างกายที่แข็งแกร่งสุดยอด จะไม่สามารถรองรับ
ได้อีก มันจำต้องเสียเวลาฝึกปรือสังขารร่างกายอย่างยาวนาน ดังนั้นมันดูหมิ่นเหยียดหยามเคล็ดวิชา
ฝึกปรือสังขารที่นิยมกันในเวลานั้น ว่าวิชาเหล่านั้นเห็นผลเชื่องช้าเกินไป สุดท้ายมันคิดค้นวิชา
ฝึกปรือสังขารนอกสารบบขึ้นมา สร้างเป็นวิถีฝึกปรือสังขารปิศาจ”
ผูเยาไม่เอ่ยปากขัดจังหวะอีกต่อไป มันทราบกระจ่างว่าวิญsูชนจอมปลอมผู้นี้ไม่ได้
กล่าวเหลวไหลเลื่อนลอย วิถีบำเพ็ญเพียรสังขารปิศาจมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง แต่ขั้นตอนการ
ฝึกปรือเสี่ยงอันตรายถึงที่สุด ผูเยารอบรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง มันล่วงรู้ว่าการคิดค้นสิ่งยิ่งใหญ่ใน
ประวัติศาสตร์ แม้ดูเหมือนเต็มไปด้วยโอกาสและมากมีสีสัน แต่ภายใต้พื้นผิว มักจะพบว่าซ่อน
ความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เอาไว้ นี่คือข้อเรียกร้องในการพัฒนารุดหน้าที่มักปรากฏอยู่ตามหน้า
ประวัติศาสตร์
“ในเวลานั้น ย่อมไม่ใช่แค่เพียงมันผู้เดียวที่คิดค้นพัฒนาวิธีการฝึกปรือสังขารปิศาจ แต่
ผลลัพธ์ของมันโดดเด่นเหนือผู้ใด สังขารปิศาจมหาทิวาคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมัน ครั้ง
นั้นสังขารปิศาจไม่ได้มีมากมายหลากหลายเหมือนเช่นทุกวันนี้ สังขารปิศาจมหาทิวาในยุคนั้น
นับเป็นจุดสูงสุดของสังขารปิศาจทั้งมวลอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนั้นแตกฉานที่สุดยังคง
เป็นศาสตร์อสูร ดังนั้นการคิดค้นพัฒนาวิธีการฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวา ได้รับแรงบันดาลใจจาก
ศาสตร์อสูร กล่าวได้ว่า สังขารปิศาจมหาทิวาอาจเป็นสังขารปิศาจที่ใกล้เคียงกับศาสตร์อสูรมาก
ที่สุด หากอธิบายด้วยวิธีการปัจจุบัน นั่นก็คือสังขารปิศาจมหาทิวา โน้มเอียงมาทางด้านใช้พลัง
จิตสำนึกเข้าช่วยหนุนเสริม”
เว่ยยังคงอรรถาธิบายอย่างต่อเนื่อง ราวกับกำลังสนทนาเรื่องธรรมดาสามัญที่มันคุ้นค
ยเป็นอย่างดี
ผูเยาไม่ตอบคำ ก้มหน้าขบคิดชั่วครู่ ค่อยกล่าวอย่างกระจ่างใจ “ที่แท้นี่ก็คือเหตุผล” มัน
เดิมทีก็เป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง เป็นตัวประหลาดที่ได้รับการขนานนามว่าสารานุกรมศาสตร์อสูร
เคลื่อนที่ หลังจากทำศึกรบราฆ่าฟันมาโดยตลอด เวทวิชาและทักษะปิศาจที่มันได้มาเป็นสิน
สงครามและเก็บสะสมเอาไว้ เรียกได้ว่านับไม่ถ้วน มันรอบรู้เจนจบ กระทั่งหลายส่วนที่เคยงุนงง
สงสัยมาก่อน เพียงฟังวาจาของเว่ยไม่กี่ประโยคเหล่านี้ ก็มากพอให้มันจับใจความสำคัญได้อย่างชัด
แจ้ง
“ผู้ที่คิดค้นเคล็ดวิชานี้สมกับเป็นยอดอัจฉริยะโดยแท้!” ผูเยาอดนิยมชมชื่นไม่ได้ มัน
คล้ายได้รับการจุดประกายความคิดใหม่ๆ รำพึงกับตัวเองไม่หยุด “อาจบางทีสามารถทดลองดูสัก
ครา?”
เว่ยสีหน้าสงบราบเรียบ แต่ในใจลอบสั่นสะท้าน ในฐานะศัตรูกับผูเยา มันย่อมสัมผัส
ถึงพรสวรรค์ตามธรรมชาติของตัวประหลาดนี้ได้โดยตรง ผูเยาขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน แหลมคม
เฉียบไหว ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังดุดันเฉียบขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความ
คลุ้มคลั่งเสียสติที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก เป็นความเสียสติชนิดที่ว่าเพื่อเป้าหมายของมันแล้ว มัน
สามารถทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มือไม้อ่อนสักนิด!
ศัตรูอันน่าพรั่นพรึง!
เว่ยในใจบังเกิดระลอกอย่างช่วยไม่ได้ แต่แล้วรีบสงบใจลงทันควัน มันทอดตามองผู
เยาอย่างเปิดเผย ในสายตาไม่มีอาการสั่นไหวอีกแม้แต่น้อย
ทั้งสองจมอยู่ในความคิดของตนเอง กลายเป็นนิ่งเงียบงันไป
จั่วม่อเหม่อมองคังเจ๋ออย่างโง่งม อ้าปากค้างอยู่ครึ่งค่อนวัน เข่นฆ่าอสูรยอดฝีมือยี่สิบ
หกตนอย่างต่อเนื่อง? ล้อข้าเล่นหรือไร! มันจะเหี้ยมหาญดุดันถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? มันทราบ
กระจ่างว่าตัวเองมีนํ้าหนักสักเท่าใด แม้ว่ามันจะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของผู้คนที่ตกตายใต้คมดาบ
ของมัน แต่อสูรนักรบของกองทัพ ผู้ดูแลระดับสูงของสมาพันธ์อัจฉริยะ รวมถึงอสูรหนุ่มที่ได้รับ
เชิญให้เข้าร่วมสภาผู้อาวุโสของสมาพันธ์อัจฉริยะ ได้ยินคังเจ๋อเล่าเรื่องราวเหล่านี้อย่างร้อนแรง เต็ม
ไปด้วยนํ้าเสียงครั่นคร้ามยำเกรง จั่วม่อรู้สึกราวกับกำลังฟังนิทานข้างถนน
นี่ใช่เป็นเรื่องชวนหัวของภพอสูรหรือไม่?
ข้อกังขานี้คือถ้อยคำที่สะท้อนก้องอยู่ในใจมันมากที่สุด แต่พอเห็นคังเจ๋อตื่นเต้นเร้าใจ
จนริมฝีปากสั่นระริก จั่วม่อรู้สึกได้ว่านี่ไม่ใช่อาการเสแสร้ง
ที่แท้มันกระทำการดังที่ว่ามาจริงหรือ? จั่วม่อเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย มันรู้สึก
คล้ายกำลังฟังนิยายประโลมโลก
เอาละ อาจบางทีมันทำเช่นนี้จริงๆ… …
จั่วม่อกล่าวกับตัวเอง อ้อ รอประเดี๋ยว มาสนใจสิ่งที่สำคัญกว่านั้นกันดีกว่า มันรีบเงย
หน้าขึ้นถาม “เราทำกำไรได้เท่าใด?”
ได้ยินประโยคนี้ คังเจ๋อที่กำลังเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้เทิดทูน ถึงกับตัวแข็งค้าง ในชั่ว
พริบตานี้ เงาร่างใหญ่โตเทียมฟ้าของต้าเหรินในใจมันเกิดสั่นพร่าขึ้นมาทันที มันรู้สึกลมหายใจ
ชะงักขาดห้วง
เห็นสีหน้าของคังเจ๋อ จั่วม่อตื่นตระหนักในบัดดล “เราไม่ได้เงินหรือ?”
คังเจ๋อแทบทรุดกายลงพังพาบ ไยเป็นเช่นนี้ … … ไยเป็นเช่นนี้… …
ในตำนานทั้งหลาย วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่มิใช่สมควรเห็นว่าทรัพย์สินเงินทองเป็นของ
สกปรกหรอกหรือ?
เงาร่างของเทพสงครามไร้ผู้ต้านในใจคังเจ๋อพังทลายลงกับตา
“ต้า… …ต้าเหริน พวกเราได้รับเงิน… …ได้รับเงิน สามสิบล้าน… …” คังเจ๋อรู้สึกราวกับ
ว่ามันเป็นเสี่ยวเอ้อที่กำลังรายงานผลกำไรต่อเถ้าแก่เจ้าของร้าน
“มากมายถึงเพียงนี้เชียว?” จั่วม่อตาลุกวาบ เบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ต่อหน้าผลกำไรที่
เที่ยงแท้แน่นอนนี้ ข้อกังขาทั้งหมดหายวับไปทันตา
จำนวนอสูรที่มันทุบตีปางตาย ไหนเลยจะจับต้องได้เท่าตัวเลขผลกำไร? จั่วม่อแทบ
แหงนหน้าหัวร่ออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง!