สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 394 เราเป็นเหยื่อล่อ
เมื่อข่าวความพ่ายแพ้ที่แนวหน้าส่งกลับมาถึงด้านหลัง ทั้งหมดล้วนตื่นตระหนก นี่เป็น
การพ่ายแพ้ครั้งแรกนับแต่สงครามเปิดฉากขึ้น ซํ้าความสูญเสียยังรุนแรงเหนือคาดคิด
ในสงครามที่ผ่านๆ มา กองทัพอสูรรุดหน้าอย่างราบรื่น ซิวเจ่อมิอาจไม่ล่าถอยออกจาก
มหานครนภาโลหิต พวกมันยังสูญเสียอาณาจักรมากมาย ผู้คนล้มตายเป็นเบือ แต่เมื่อสงบใจมอง
จากยามนี้ เห็นได้ว่าซิวเจ่อที่แท้ยังไม่ได้ประสบความสูญเสียอย่างแท้จริงเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่พวก
มันสูญเสียไป ก็มีเพียงบรรดาสำนักระดับตํ่าสุดเท่านั้น ส่วนเหล่าชนชั้นสูงที่แท้จริงยังไม่ได้เสียหาย
อันใด
ในการปราชัยครั้งใหญ่รอบนี้ อสูรนักรบที่บาดเจ็บล้มตายทั้งหมด เป็นอสูรด่านจ่งหุน
ขึ้นไปทั้งสิ้น
อสูรทั่วไปกับอสูรนักรบแม้อยู่ในด่านจ่งหุนเช่นเดียวกัน แต่ความสามารถในการสู้รบมี
ความห่างชั้นกันมาก ในการศึกสงครามเล็กๆ เรื่องนี้อาจเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่หากเป็นสงคราม
ใหญ่ ความแตกต่างนี้จะโดดเด่นขึ้นมาทันที ต่อให้เป็นกองกำลังท้องถิ่น พวกมันยังจำเป็นต้อง
ฝึกฝนอย่างน้อยห้าปี เพื่อสร้างความสามารถในการสู้รบขั้นพื้นฐาน
ที่สำคัญไปกว่านั้น กองพลเพลิงเดือดยังเป็นกองทัพที่ขึ้นตรงต่อสภาผู้อาวุโสแห่งภพ
อสูร
ไม่มีใครคาดคิดว่าซิวเจ่อจะตอบโต้อย่างเฉียบขาดรุนแรงถึงเพียงนี้ พวกมันพอลงมือ ก็
ประดุจอสนีบาตฟาดทลาย
เมื่อสถานการณ์ในแนวหน้าดีงาม อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่ด้านหลังก็สุขสงบยิ่ง แต่
เมื่อข่าวความปราชัยแพร่ออกมา อารมณ์ของทุกคนก็กลายเป็นเขม็งตึงเครียด
กองพลเพลิงเดือดของเหยียนซังต้าเหรินขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมหาญดุดัน แต่พวกมัน
ถึงกับพินาศสิ้นทั้งกองทัพ เช่นนั้นแล้วศัตรูจะเข้มแข็งสักเพียงใด?
เหล่าอสูรในที่สุดค่อยจดจำได้ ว่าซิวเจ่อครอบครองมหานครนภาโลหิตมายาวนานถึง
สามพันปี สามพันปี! ต่อให้มหานครนภาโลหิตไม่เหมาะสมต่อการต่อสู้ของซิวเจ่อ พวกมันยังคง
คุ้นเคยกับสถานที่ประดุจสวนหลังบ้านของพวกมันเอง
กลุ่มแสงบนฝ่ามือแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง จั่วม่อระมัดระวังยิ่ง
เพียะ ลำแสงดับสลายไป
จั่วม่อสั่นศีรษะ ยังคงไม่ได้ผล มันพยายามนึกถึงความรู้สึกที่ใช้หัตถ์คว้าจับกระจ่างแจ้ง
จับเอาไว้ได้ในวันนั้น คลับคล้ายเข้าใจบางสิ่ง แต่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้ มันทราบว่านี่เป็นเพราะ
มันยังไม่ได้มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งพอ ความเข้าใจที่คลุมเครือเช่นนี้ ยังต้องสั่งสมให้มากกว่านี้
ดูเหมือนมันจะต้องเสาะหาเสี่ยวหงหงอีกรอบแล้ว
ม่อหรูหั่วที่น่าสงสาร มันความจริงเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงไม่น้อย แต่เนื่องจากทั้งร่างเป็นสีแดง
จั่วม่อจึงเรียกมันติดปากว่าเสี่ยวหงหง หากม่อหรูหั่วได้ยินชื่อเล่นนี้ มันไม่โถมเข้ามาเสี่ยงชีวิตก็
แปลกไปแล้ว
จั่วม่อเดิมทีตั้งใจจะใช้สนามประลองในคุกมาฝึกปรือศาสตร์อสูรของมัน แต่ถึงตอนนี้ก็
ไม่มีความคิดใหม่ๆ ใด มันตัดสินใจไม่ลากถ่วงอีกต่อไป
ขอเพียงไม่ได้เปิดศึกทลายคุก การผ่านด่านสำหรับมันแล้วลำบากเพียงยกมือเท่านั้น
มันได้รับสิทธิ์เข้าไปยังคุกชั้นสามอย่างรวดเร็ว
มันคิดว่าวันนี้ใช้เวลาในคุกสิบนิ้วมากเพียงพอแล้ว จึงกวาดจิตสำนึกผ่านรอยประทับ
วิญญาณ พบว่าคังเจ๋อกับหนานเยว่ล้วนอยู่กันทั้งคู่ มันมุ่งหน้ากลับไปยังกระดานหมากรุกสัตว์ร้าย
แดนร้างทันที
เมื่อจั่วม่อพบหน้าคังเจ๋อกับหนานเยว่ ค่อยพบว่าทั้งคู่มีสีหน้าสลดหดหู่และวิตกกังวล
เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
“มีเรื่องอันใด?” จั่วม่อถามอย่างสงสัยใจ “เกิดอะไรขึ้นหรือไม่?”
คังเจ๋อบอกเล่าข่าวการปราชัยที่แนวหน้าด้วยเสียงตํ่าลึก หนานเยว่ที่ด้านข้างเผยสีหน้า
หวาดวิตก พวกมันอาศัยอยู่ในภพอสูร หากกองทัพอสูรพ่ายแพ้ ชีวิตของพวกมันจะกลายเป็นเลวร้าย
ลงกว่าเดิม พวกมันเพิ่งจะเห็นความหวังสายหนึ่ง แต่หากภพอสูรกลายเป็นอลหม่านวุ่นวายอีก
ภายใต้รังย่อยยับ ไหนเลยยังหลงเหลือไข่ที่สมบูรณ์?
หลังจากคังเจ๋อบอกเล่าจนครบถ้วน จั่วม่อยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ในใจมีเพียงความ
แตกตื่นตกใจอย่างรุนแรง
เนิ่นนานหลังจากนั้น มันค่อยตั้งสติได้
ปฏิกิริยาแรกของมันคือ จะเป็นไปได้อย่างไร?
มันพบเห็นความแข็งแกร่งอันเกรียงไกรของกองทัพอสูรด้วยสายตาตนเอง อาณาจักร
นภาจันทร์ อาณาจักรขุนเขาน้อย ไม่ใช่ว่าซิวเจ่อล้วนพากันหลบหนีอย่างลนลานหรอกหรือ? เหล่า
สำนักใหญ่พอได้ยินข่าวการบุกรุกของกองทัพอสูร ยังพากันหลบลี้หนีหน้า สุดท้ายมิใช่หลบหนีไป
ยังอาณาจักรคลื่นเรืองรองดุจสุนัขสูญเสียเจ้าของหรอกหรือ หลังจากนั้น จั่วม่อยังถึงกับสูญเสีย
ความเชื่อมั่นในคุนหลุนอย่างสิ้นเชิง กระทั่งค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ยในปัจจุบัน ในสายตาของจั่วม่อ ยัง
ไม่อาจยกขึ้นเทียบกับกองกำลังชั้นยอดของกองทัพอสูรที่มันเคยพบพานได้.
บัดนี้มันกลับได้ยินคังเจ๋อบอกว่ากองทัพอสูรถูกซิวเจ่อโจมตีแตกพ่ายยับเยิน
กองทัพอสูรที่ร้ายกาจถึงปานนั้น ถึงกับพ่ายแพ้จริงๆ? ทั้งยังพ่ายแพ้หน้าประตูบ้าน
ของตัวเองด้วย?
เมื่อมันฟังว่าจำนวนทหารที่ล้มตายสูงถึงหนึ่งหมื่นสองพันคน จั่วม่อไม่ทราบจะกล่าว
กระไรดี
ที่แท้ซิวเจ่อก็มีบุคคลอันร้ายกาจเช่นกัน… …
มันยังแทบเชื่อไม่ลง แต่ก็ทราบว่าคังเจ๋อกับหนานเยว่จะต้องไม่พยายามหลอกลวงมัน
ชัยชนะอันเจิดจรัสลบล้างภาพความอ่อนแอของบรรดาสำนักใหญ่ที่ฝังลึกอยู่ในใจของ
จั่วม่ออย่างสมบูรณ์ ทันใดนั้นมันพลันตระหนักว่า ส่วนลึกของบรรดาสำนักใหญ่ไม่ได้เป็นเหมือนที่
มันเข้าใจ
แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบ ในใจมันอดบังเกิดความรู้สึกแปลกพิกลไม่ได้
ความอ่อนแอที่ซิวเจ่อแสดงออกมาในอดีต กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ช่างย้อนแย้ง
กันมากเกินไป
ความแตกต่างระหว่างทั้งสองครั้ง ประดุจดินโคลนกับก้อนเมฆ
หรือว่า… … หรือว่า… …
จั่วม่อเบิกตากว้างอย่างฉับพลัน ร่างแข็งทื่อ คลื่นความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจาก
ก้นบึ้งหัวใจ
แสร้งทำเป็นอ่อนแอ?
สี่คำนี้ดุจดั่งอสนีบาตฟาดฟ้า ฉีกผ่านหัวใจของมันอย่างอำมหิต
สีหน้ามันแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
สละหลายอาณาจักรในดินแดน สละสำนักนับไม่ถ้วนเป็นเหยื่อล่อ… …เสียสติชัดๆ!
จิตใจมันเลื่อนลอยมึนงง พึมพำอย่างเซื่องซึม
หากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ที่วางแผนการนี้ต้องเป็นคนวิกลจริต! วิกลจริตอย่างไม่ต้อง
สงสัย!
จั่วม่อหวนกลับไปยังค่ายดุจคนไร้วิญญาณ
หมอกสีเทาบนฟากฟ้าถอยกลับไปรวมกันที่ใจกลางอย่างต่อเนื่อง เงาร่างขนาดยักษ์หด
ตัวลงไม่หยุดยั้ง ยิ่งกระจ่างชัดขึ้นทุกขณะ
รอจนรูปโฉมนั้นปรากฏในสายตาอย่างสมบูรณ์ เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บดัง
ขึ้นอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง
เห็นยักษ์ประหลาดตนหนึ่งลอยอยู่บนท้องนภา สูงยี่สิบจั้ง ประดุจขุนเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง
มีสามเศียรสามใบหน้าหันไปคนละทิศ แต่ละใบหน้ามีสีหน้าผิดแผกแตกต่าง หนึ่งถลึงตามองอย่าง
เกรี้ยวโกรธ อีกหนึ่งแย้มยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าสุดท้ายพริ้มตาลง อยู่ในห้วงภวังค์ความคิดอันลึกลํ้า หก
กรผนึกท่ามุทราที่แตกต่าง หรือกระทั่งประนมกรไว้เบื้องหน้า
สง่าราศีอันไม่มีที่สิ้นสุดราวกับคลื่นที่มองไม่เห็น กระแทกใส่จิตใจทุกผู้คน
จ้องมองยักษ์ที่อยู่บนท้องฟ้า อีเจิ้งใบหน้าขาวเผือดดุจกระดาษขาว ม่านตาแตกซ่าน
พึมพำอย่างเลอะเลือน
“มังกรคชสารบรรลุธรรม… …”
เมื่อจั่วม่อกลับมายังค่าย กระบวนการสร้างเม็ดพลังทองคำของจงหยูดำเนินมาถึงฉาก
สุดท้ายพอดี
มันจับจ้องจงหยูที่กลางอากาศ ทีแรกตะลึงลาน จากนั้นเผยสีหน้าเบิกบานใจ แต่ความ
เบิกบานใจเสี้ยวเล็กๆ นี้ถูกเมฆหมอกหนาทึบถมทับในทันที มันใบหน้ามืดทะมึน เรียกเหล่าแกนนำ
ทุกคนมารวมกันในกระโจมของมัน
บรรยากาศในค่ายหนักอึ้งหม่นมัวในบัดดล ทุกคนสีหน้ายํ่าแย่ยิ่ง ข่าวสารที่จั่วม่อนำมา
จากคุกสิบนิ้วทำให้พวกมันตระหนกตกใจ พากันเงียบงันไป
“พวกเราเป็นเหยื่อล่อ”
กงซุนชาหรี่ตาแคบลง เคาะนิ้วไล่ไปตามใบหน้าตัวเองเบาๆ ใบหน้าขวยเขินเอียงอาย
ยามนี้เย็นเยียบอย่างสมบูรณ์
“หากนี่เป็นหมากตาหนึ่งของพวกมันจริง เช่นนั้นจะต้องมีหมากตาต่อไปตามติดมาอีก
หลายก้าว ถึงกับต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่” กงซุนชากล่าวสืบต่อ สุ้มเสียงเย็นเยียบเหมือนก้อนนํ้าแข็งกลิ้ง
กระทบกัน ดวงตาที่เหมือนสายนํ้าฤดูใบไม้ร่วงเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน “ผู้ที่สามารถดำเนินแผนการ
เช่นนี้ ย่อมไม่เพียงมุ่งเป้าไปที่ชัยชนะเล็กน้อยเท่านี้แน่”
“ตัวบัดซบที่สมควรตาย!” เซี่ยซานตวาดก้อง ดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมา ใบหน้าบิด
เบี้ยวเกรี้ยวกราด
ซิวเจ่ออื่นๆ ที่มาจากอาณาจักรขุนเขาน้อยดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด ซิวเจ่อที่รอด
ชีวิตมาจากอาณาจักรขุนเขาน้อยหลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ ไม่มีผู้ใดรู้สึกลึกซึ้งไปกว่าพวกมันอีก
แต่ละคนล้วนปีนป่ายออกมาจากกองซากศพ
ไม่มีผู้ใดกังขาในการคาดเดาของกงซุนชา
ดวงตาดำสนิทของเหวยเสิ้งพลุ่งพล่านด้วยเจตจำนงกระบี่ สีหน้าดำทะมึน เมื่อครั้งที่
ร่วมทางกับหลินเชียนกับกองกำลังไปยังถํ้ากระบี่ มันก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาดอยู่แล้ว
องครักษ์ของหลินเชียนไม่ว่าผู้ใดล้วนทรงพลังอำนาจเป็นพิเศษ อาศัยพลังเช่นนี้ ไฉนพวกมันไม่
ป้องกันอาณาจักรนภาจันทร์? พวกมันคล้ายต้องการยกอาณาจักรนภาจันทร์ให้แก่กองทัพอสูรเสีย
มากกว่า
ยามนี้เมื่อเปรียบเทียบดู มันก็เข้าใจแล้ว โทสะอันรุนแรงและความเคียดแค้นชิงชังพลุ่ง
พล่านอยู่เต็มอก เจตจำนงกระบี่ในร่างมันคล้ายสัมผัสอารมณ์ของมันได้ โคจรอย่างเกรี้ยวกราด
ต้องการระเบิดออกมาจากร่างของมันในบัดดล
คุนหลุนปกครองแดนคุนหลุนทั้งมวล ทุกสำนักต้องจ่ายภาษีให้แก่คุนหลุน รายได้ส่วน
หนึ่งของพวกมันต้องไหลไปยังคุนหลุน กลายเป็นจิงสือ กลายเป็นวัตถุดิบให้เหล่าศิษย์ของคุนหลุน
ใช้ฝึกปรือ เพื่อให้คุนหลุนใช้เป็นค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองในแต่ละวัน
แต่พวกมันกลับ… …
เจตจำนงฆ่าฟันพลุ่งพล่านไปทั่วกระโจม บรรยากาศหม่นมัวอึมครึมยิ่ง
จั่วม่อผู้เงียบงันอยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้นเงยหน้าขึ้น แย้มยิ้มเฉิดฉันราวกับไม่มีอะไร
เกิดขึ้น ปรบมือพลางกล่าว “เอาละทุกคน ไปฝึกปรือกันได้แล้ว!หากพวกมันทำเช่นนี้จริง ฮ่า เรา
จะต้องมีโอกาสค่อยๆ ทวงหนี้ของเราจากพวกมันแน่”
“รีบด่วน รีบด่วน!”
“เร็วขึ้นอีก! เราต้องไปถึงแนวป้องกันภายในยี่สิบสี่ชั่วยาม!”
ทหารอสูรทุกตนล้วนมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย พวกมันขานรับคำสั่ง เพื่อที่จะรีบรุดไปยัง
มหานครนภาโลหิตโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกมันแทบใช้เรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น
“ท่านแม่ทัพ เราจะต้องไปถึงมหานครนภาโลหิตโดยเร็ว”
ในฐานะผู้บัญชาการกองทัพของกองพลนํ้าค้างแข็งเย็นเยือก หลันอยู่ในช่วงเวลาอันดี
เลิศที่สุดของมัน มันกลายเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ด้วยประสบการณ์
ยี่สิบปีในฐานะผู้บัญชาการกองทัพ ทำให้มันเผยแววว่าจะพัฒนารุดหน้า ในฐานะหนึ่งในผู้มีอำนาจ
บารมีที่สุดของตระกูลนํ้า ทุกคนคาดการณ์ว่ามันจะมีอนาคตอันดีงาม
หลันเป็นบุคคลอันรอบคอบระมัดระวังผู้หนึ่ง แบบฉบับการทำศึกของมันทั้งมั่นคงและ
เยือกเย็น แทบไม่เคยกระทำผิดพลาดมาก่อน
เหตุผลที่สภาผู้อาวุโสเรียกมันมาเป็นการด่วน ก็ด้วยความหวังว่ามันจะสามารถเปลี่ยน
พลิกสถานการณ์สงคราม ให้กลับคืนสู่สภาพสมดุลโดยเร็ว ป้องกันการพังทลายของแนวป้องกัน
หลัก
มองไปยังม่านหมอกโลหิตไร้ที่สิ้นสุดที่อยู่เบื้องหน้า หลันเงียบงันไป กองทหารเคลื่อน
ผ่านมันเข้าสู่หมอกโลหิตดุจสายนํ้าไม่ขาดตอน รองแม่ทัพของมันยืนอยู่ข้างกายอย่างเงียบเชียบ ไม่
เอ่ยปากรบกวนท่านแม่ทัพ
“เจ้าล่วงรู้ต้นกำเนิดของมหานครนภาโลหิตหรือไม่?” หลันพลันเอ่ยปากถาม
รองแม่ทัพกล่าวอย่างนอบน้อม “สามพันปีที่แล้ว พวกเราพ่ายศึก เพื่อที่จะหยุดยั้งการ
รุกคืบของซิวเจ่อ เจ้าเมืองของสี่อาณาจักรใหญ่กับเหล่ายอดฝีมือจำนวนมาก ใช้เลือดเนื้อร่างกายของ
พวกท่านบูชายัญ ใช้อาณาจักรขนาดกลางเจ็ดอาณาจักรเป็นแกน ใช้สี่สิบเก้าอาณาจักรขนาดเล็กเป็น
เขตแดน สร้างสิ่งที่เรียกว่ามหานครนภาโลหิตขึ้นมา”
หลันกล่าวด้วยอารมณ์ความรู้สึก “ถูกแล้ว เกิดจากเลือดเนื้อของเหล่าผู้อาวุโส ข้าหวังว่า
พวกท่านจะช่วยปกป้องคุ้มครองให้พวกเรากลับไปได้อย่างปลอดภัย”
รองแม่ทัพกล่าวอย่างตื่นตะลึง “ต้าเหรินใช่ไม่มั่นใจในภารกิจของเราครั้งนี้หรือไม่?”
“ฝ่ายตรงข้ามแน่นอนว่าต้องมีแผนการก้าวถัดไป” หลันสั่นศีรษะ “การปราชัยอย่างย่อย
ยับของกองพลเพลิงเดือดไม่ใช่เหตุบังเอิญ เมื่อพินาศทั้งกองทัพ อย่างน้อยต้องเป็นสงครามขนาด
กลาง หากพวกมันไม่ได้ระดมกำลังพลมามากพอ เป็นไปไม่ได้ที่จะสังหารกองพลเพลิงเดือด
ทั้งหมดในคราวเดียวโดยไม่มีผู้ใดเหลือรอด”
รองแม่ทัพอดมีสีหน้าหวาดวิตกไม่ได้ มันติดตามท่านแม่ทัพมานานหลายปี ต้าเหริน
แทบไม่เคยคาดการณ์ผิดพลาด
สังเกตเห็นสีหน้าของรองแม่ทัพ หลันกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “อย่าได้วิตกกังวลไป นํ้ามาก่อ
ทำนบกั้น ทหารมาตั้งทัพสู้ เราเพียงแค่ระมัดระวังให้มากไว้”
“เป็นผู้น้อยคิดมากเกินไปเอง” รองแม่ทัพรีบขออภัย
“ระมัดระวังให้มากไว้เป็นสิ่งที่ดี” หลันนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่าง
กะทันหัน ดวงตาสาดประกายวาบ “ถ่ายทอดคำสั่ง! เร่งความเร็วให้เต็มที่! เราต้องเข้าถึงแนว
ป้องกันภายในสิบสองชั่วยาม”
รองแม่ทัพประหวั่นใจวูบ รีบตอบรับ “รับคำสั่ง!”