สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 412 ปะทะ
แตกต่างจากซังหนานกับพวกที่แทบกระอักเลือด จั่วม่อกลับ
ชมดูจนตาเป็นประกาย เลทอดลมพลุ่งพล่าน แทบอยากลงไปโลด
แล่นบุกทะลวงค่ายทัพหลักของฝ่ายตรงข้ามร่วมกับทัพอสูรเพลิง
เหล็กหมาดด้วย ช่างสาสมใจกระไรปานนี้! น่าเบิกบานใจยิ่งนัก!
กลุยทธ์อันตระการตานั้นน่าชม แต่การบุกทะลวงอย่าง
ตรงไปตรงมาเช่นนี้กลับเหมาะกับอารมณ์ของจั่วม่อมากกว่า
ซึ่งความจริงกงซุนชาไม่ได้คิดอะไรมากมายปานนั้น
พฤติการณ์และทางเลือกแปลกประหลาดในสายตาผู้อื่นนี้ ที่แท้เกิด
จากความอับจนปัญญาของมัน เนื่องเพราะกลยุทธ์พื้นฐานของ
อสูรอย่างเช่นต้นไม้อสูรและอื่นๆ มันล้วนไม่เข้าใจอะไรเลย
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ย่อมต้องไม่ยินยอมรับการประลองที่ไม่
เป็นธรรมเช่นนี้แน่ แต่กงซุนชาไม่เคยสนใจเรื่องความยุติธรรมอัน
ใด การต่อสู้เคยเป็นธรรมที่ไหนกัน?
กงซุนชาที่ภายนอกดูบ้าคลั่ง แต่ในใจเยือกเย็นปานนํ้าแข็ง
มันทราบดีว่ายิ่งการต่อสู้ยืดเยื้อออกไปเท่าใด สำหรับมันก็ยิ่ง
เสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อจัดกระบวนทัพแล้วเสร็จ มันก็
บุกทะลวงเข้าค่ายทัพของอีกฝ่ายโดยไม่ชะงักรั้งรอ
ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ความแตกต่างของทั้งสองฝ่ายยังเล็กแคบ
ที่สุด หากปล่อยให้เวลาผ่านไป ช่องว่างระหว่างขุมกำลังทั้งสอง
ฝ่ายจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้มันยังทราบดีว่ากับคนลึกลับผู้นี้ การบุกทะลวง
เช่นนี้ไม่แน่ว่าจะเกิดผลดี แต่มันไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่ฉวย
โอกาสบุกทะลวงประดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหูเท่านั้น
กงซุนชาไม่รู้ตัวเลย ว่ามันขู่ขวัญอวี้เหิงจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ
ตาย ถึงกับไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร
นี่มันกลยุทธ์อะไรกัน?
ใบหน้ามันเต็มไปด้วยความฉงนงุนงง
หลังจากดำรงตำแหน่งในกองทัพมานานปี อวี้เหิงแตกฉานกล
ยุทธ์หลายประเภท เคยประมือกับยอดฝีมือหลายคน แน่นอนว่า
ย่อมต้องมีคู่ต่อสู้ที่ไม่เดินไปตามสามัญสำนึก ทว่าแม้แต่ผู้ที่ไม่เดิน
ไปตามสามัญสำนึกเหล่านั้นก็เพีนงแค่ใช้กลอุบายที่แหวกแนว แต่
ยังคงสามารถค้นพบเจตนาที่ซ่อนอยู่หลังกระบวนทัพของพวกมัน
ได้ หมากรุกสงครามถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานปี กลยุทธ์
จำนวนมากถูกศึกษาค้นคว้าจนแทบทะลุปรุโปร่ง
หมากตาที่ใช้เปิดฉากการต่อสู้ในการประลอง เป็นประเด็น
สำคัญที่ได้รับการศึกษาค้นคว้ามากที่สุด นี่สามารถใช้กลยุทธ์ได้
หลายประเภท กลยุทธ์มากมายยังเป็นที่นิยมอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อ
เวลาผ่านไป กลยุทธ์เหล่านี้จะถูกศึกษาจนปรุโปร่ง จุดอ่อนถูก
เปิดเผยออกมา แต่ละกลยุทธ์เริ่มใช้การไม่ได้ จากนั้นก็จะถูกกล
ยุทธ์ใหม่กลืนหายไป
หมากเปิดกระดานของอวี้เหิงเป็นกลยุทธ์ที่นิยมกันมากที่สุด
หมากเปิดกระดานแบบสามส่วน โดยจะแบ่งกำลังหนึ่งในสามทำ
การพัฒนา อีกหนึ่งในสามทำการป้องกัน และอีกหนึ่งในสามรอรับ
การเปลี่ยนแปลง
หมากเปิดกระดานแบบสามส่วนมีสมดุลที่ดีเยี่ยม พลังป้องกัน
โดดเด่น ศักยภาพในการพัฒนายังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหมากเปิด
กระดานชั้นยอดที่นิยมใช้กันมาก หมากสามส่วนของอวี้เหิงยังแฝง
การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ไว้ ด้วยการมุ่งเน้นไปที่การผสมผสานทหาร
ประเภทต่างๆ การผสมผสานนี้ทำให้ผู้ตาดวงตาเป็นประกายอย่าง
ครั่นคร้าม เนื่องเพราะกองกำลังที่ใช้ป้องกันกับกองกำลังที่รอรับ
การเปลี่ยนแปลง สามารถประสานเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
ได้อย่างอิสระ การปรับเปลี่ยนที่พิเศษเฉพาะนี้ ทำให้หมากเปิด
กระดานสามส่วนของอวี้เหิงยิ่งร้ายกาจกว่าเดิม ผู้คนเมื่อชมดูสิ่งนี้
ถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยน เป็นที่เห็นได้ว่าอวี้เหิงมีฝีมือสูงเยี่ยมปานใด
แต่อวี้เหิงที่แตกฉานกลยุทธ์ทุกประเภท กลับไม่เคยคิดว่าอีก
ฝ่ายจะบุกเข่นฆ่าเข้ามาถึงหน้าประตูบ้านตรงๆ ราวกับอันธพาลที่
มุทะลุดุดันผู้หนึ่ง
มันใช่คิดฆ่าตัวตายหรือไม่?
อวี้เหิงตะลึงงัน แล้วฟื้นคืนสติในบัดดล
หมากเปิดกระดานสามส่วนแม้ไม่มีพลังโจมตีที่รุนแรง แต่พลัง
ป้องกันไม่อ่อนด้อยเลย ดังนั้นอวี้เหิงเพียงรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ไม่ได้
แตกตื่นลนลาน ค่ายทัพหลักของมันก่อตั้งแล้วเสร็จ ความสามารถ
ในการป้องกันเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าอีกฝ่ายจะทุ่มกองกำลังทั้งหมดเข้า
โจมตีในคราวเดียว มันยังมีความมั่นใจมากพอว่าจะสามารถต้าน
รับไว้ได้
อย่างไรก็ตาม มันยังคงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อาศัยเพียงขุม
กำลังที่อีกฝ่ายครอบครอง คิดจู่โจมทำลายค่ายทัพหลักที่เสร็จ
สมบูรณ์ของมัน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อวี้เหิงเชื่อว่าเซียวม่อเกอย่
อมเข้าใจเรื่องนี้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังคงเข้าใจว่ากองทัพอสูร
เพลิงเหล็กหมาดล้วนๆ ของเซียวม่อเกอ เป็นกลอุบายรายหนึ่ง
เซียวม่อเกอจะต้องซ่อนแผนการตามหลังไว้แน่ และนั่นจึงเป็น
ท่าสังหารที่แท้จริง!
มันเชื่อมั่นในการขบคิดวิเคราะห์ของมัน มันไม่เชื่อว่าเซียวม่อ
เกอจะเลือกมาเพียงอสูรเพลิงเหล็กหมาดอย่างเดียว อวี้เหิง
ระมัดระวังยิ่ง ขณะที่เริ่มบัญชาการให้กองทัพรุดไปเบื้องหน้า
ตระเตรียมตั้งรับกระบวนท่าของฝ่ายตรงข้าม
อีกด้านหนึ่ง สมาธิจิตใจของกงซุนชาจดจ่อรวมตัวอย่างที่ไม่
เคยเป็นมาก่อน
ผู้อื่นอาจเข้าใจว่าเพียงไล่ติดตามหน่วยสอดแนมของอวี้เหิง
เท่านั้น พวกมันไม่ทราบว่าภายในกองกำลังที่คล้ายถาโถมไปอย่าง
ราบเรียบลื่นไหล กงซุนชากำลังทำความคุ้นเคยกับกระบวนทัพ
ใหม่ของมันอย่างต่อเนื่อง หากมันสามารถคุ้นเคยเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง
จะยิ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
เคราะห์ดีที่มันขบคิดใคร่ครวญถึงกระบวนทัพเกล็ดหิมะมาเป็น
เวลานาน ไม่ถึงกับไม่คุ้นเคยเสียทีเดียว ระหว่างทางมันก็ยิ่งคุ้นเคย
มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นขับเคลื่อนทุกสิ่งได้ดั่งใจปรารถนา การไล่
ล่าถือเป็นการอุ่นเครื่อง เมื่อมันบรรลุถึงค่ายทัพหลักของอวี้เหิง มัน
ก็เสร็จสิ้นการอุ่นเครื่องพอดี พลังสภาวะและจิตวิญญาณการต่อสู้
ของกงซุนชาก็บรรลุถึงจุดสูงสุด!
เกล็ดหิมะถล่มทลายที่เพิ่งบรรลุถึงรอบนอกของค่ายทัพหลัก
ทันใดนั้นเร่งความเร็ว โถมทะยานไปเบื้องหน้าในบัดดล!
พวกมันประดุจขบวนกงจักรที่หมุนคว้างด้วยความเร็วสูงสุด
พลันกระแทกใส่ค่ายทัพหลักอย่างหักโหม
ในเวลาเดียวกัน กงซุนชาดวงตาสาดประกายเจิดจ้า จิตสำนึก
ที่แผ่กว้างสั่นสะเทือนขึ้นอย่างฉับพลัน แรงสั่นสะเทือนก่อเกิด
ระลอกนับไม่ถ้วน แล่นผ่านไปยังทุกซอกมุมในตาข่ายจิตสำนึก
อย่างเร่งร้อน
วู้ม!
ใจกลางเกล็ดหิมะแดงทันใดนั้นสว่างวาบ สาดแสงสีแดงเจิดจ้า
บาดตาออกมา แสงสีแดงแพร่กระจายไปด้วยความเร็วอันน่าสะท้าน
ใจ มันดูราวกับเหล็กหลอมเหลวที่ไหลบ่าออกจากใจกลางวง
กระจายไปตามเส้นทางของเกล็ดหิมะ บรรลุถึงปลายกิ่งของเกล็ด
หิมะแต่ละด้านอย่งรวดเร็ว
เห็นอสูรเพลิงเหล็กหมาดแปดร้อยกว่าตนร่ายศาสตร์อสูรไฟ
อย่างพร้อมเพรียง ความร้อนที่พลุ่งขึ้นอย่างฉับพลันบิดเบือน
อากาศธาตุ เป็นเหตุให้กระบวนทัพเกล็ดหิมะคล้ายบิดงออย่าง
แปลกประหลาด
สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า คืออสูรเพลิงเหล็กหมาดทุกตนกำลัง
เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางเกล็ดหิมะแดงอันสดใสที่หมุน
คว้างอย่างเร่งร้อน
แต่ละตนเหมือนกงจักรสีแดงฉานอันร้อนเร่า แผดเสียงคำราม
กระหึ่มอย่างดุดัน!
พลังสภาวะสะท้านฟ้าสะเทือนดินของอสูรเพลิงเหล็กหมาด
เหล่านี้ ทำเอาทุกผู้คนตื่นตระหนกสุดระงับ พวกมันล้วนเคยใช้อสูร
เพลิงเหล็กหมาดมาก่อน แต่ไม่เคยเห็นพลังสภาวะอันเขย่าขวัญ
สั่นประสาทเท่านี้มาก่อน
ทันทีที่กองกำลังของมันถูกโจมตี อวี้เหิงสีหน้าแปรเปลี่ยน
อย่างรุนแรง พลังสภาวะที่จู่ๆ ก็พลุ่งพล่านทะยานฟ้าของศัตรู เหนือ
ความคาดหมายของมันอย่างสิ้นเชิง
ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้?
มันเชื่อมั่นมาโดยตลอด ว่าการโจมตีระลอกแรกของศัตรู
จะต้องเป็นการโจมตีล่อหลอก ภัยคุกคามที่แท้จริงของมันคือกอง
กำลังซุ่มโจมตีที่จะมาถึงในตอนที่มันเผยช่องโหว่ ดังนั้นมันเพียงส่ง
กองกำลังส่วนหนึ่งไปรับมือศัตรู ทหารส่วนใหญ่ยังคงปักหลักเฝ้า
รอศัตรูที่ยังไม่เผยตัว
การโจมตีอันดุเดือดรุนแรงครั้งนี้ ประดุจพายุโหมถล่มพัดโดย
ไม่มีเค้าลางล่วงหน้า!
หกเกล็ดหิมะมหึมาที่แผดเสียงแหลมสูงและลุกโชน กระแทกใส่
ค่ายทัพหลักของมันอย่างเกรี้ยวกราด
ชั่วพริบตาที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ลำแสงเจิดจ้านับไม่ถ้วนพวย
พุ่งออกมาดุจห่าฝนแน่นขนัด! ประหนึ่งกงจักรลุกไหม้แดงฉานหก
วง ท่ามกลางแสงกรีดแหลมบาดหู ประกายแสงกระเซ็นซ่านดุจ
หยดนํ้าฝนสาดพรม!
ท้องฟ้าสว่างเจิดจรัสด้วยศาสตร์อสูรไฟลุกโหม
ผิดท่าแล้ว!
อวี้เหิงใจหายวาบ ร่างสั่นสะท้าน ในดวงตาที่เบิกกว้างทอแวว
เหลือเชื่อ
ผู้อื่นใช้เพียงแค่อสูรเพลิงเหล็กหมาดจริงๆ! ศัตรูที่แท้โหม
โจมตีด้วยขุมกำลังทั้งหมดอย่างแท้จริง!
การคาดการณ์ทั้งหมด ข้อวินิจฉัยทั้งหมด ล้วนผิดพลาด
ตั้งแต่ต้น!
การวิเคราะห์พื้นฐานทั้งสองข้อล้วนผิดพลาด ไม่ว่าจากมุมใด
นี่เป็นอันตรายถึงตาย!
เพื่อที่จะเตรียมการไว้รับมือทัพซุ่มโจมตีของศัตรู มันสงวนขุม
กำลังส่วนใหญ่เอาไว้ นี่หมายความว่าจำนวนทหารอสูรที่แถวหน้า
สุดซึ่งเผชิญกับอสูรเพลิงเหล็กหมาดนับว่าน้อยเกินไปมาก ความ
ห่างชั้นของทั้งสองฝ่ายห่างไกลสุดกู่ เมื่อขึ้นชื่อลือชาเรื่องพลัง
โจมตี อสูรเพลิงเหล็กหมาดก็รีดเค้นข้อได้เปรียบของพวกมัน
ออกมาจนถึงขีดสุด
หกกองกำลังประดุจกงจักรรูปเกล็ดหิมะร้อนฉ่า ทะลวงผ่าน
กองทัพของมันดุจผ่าก้อนเต้าหู้ ตัดผ่านเข้ามาโดยไม่สิ้นเปลือง
เรี่ยวแรงแม้แต่น้อย!
อวี้เหิงที่ถูกบังคับให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันสิ้นหวัง ค่อย
สำแดงให้เห็นถึงความสำเร็จทางยุทธวิธีอันโดดของมันในเวลานี้
ต่อหน้าสถานการณ์ที่แทบจะพังพินาศนี้ มันสงบใจลงอย่างรวดเร็ว
แม้ว่ามันคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทุ่มโจมตีสุดกำลังตั้งแต่การโจมตี
ระลอกแรก แต่มันก็ไม่ลังเลที่จะทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าต่อกรเช่นกัน
สีหน้ามันกลับเป็นสงบราบเรียบดังเดิม เร่งปรับเปลี่ยนกระบวน
ทัพอย่างรวดเร็ว
กองกำลังใต้บังคับบัญชาของมันดูคล้ายแตกระเบิดออกไป
พวกมันเปลี่ยนเป็นหน่วยทัพเล็กหลายร้อยหน่วย แผ่กระจาย
ออกไปยังทุกซอกทุกมุมของค่ายทัพในบัดดล
พึ่งพาความสามารถในการป้องกันของค่ายทัพ หน่วยทัพ
เล็กๆ เหล่านี้คล่องแคล่วปราดเปรียวยิ่ง ประดุจฝูงหมาป่าดุร้าย
คอยคุกคามทำร้ายกองกำลังข้าศึกอย่างไม่หยุดยั้ง
สถานการณ์กลายเป็นคู่คี่กํ้ากึ่งอย่างรวดเร็ว กระบวนทัพเกล็ด
หิมะเมื่อเผชิญแรงต้านทาน สุดท้ายเริ่มชะลอการรุดหน้าลง
“ร้ายกาจยิ่ง!”
ซังหนานอดปรบมือร้องชมเชยออกมาไม่ได้ การโจมตีอย่าง
เฉียบพลันของเซียวม่อเกอแทบทำให้มันหยุดหายใจ ส่วนการตอบ
โต้ตามนํ้าของวี้เหิงตั้งอยู่บนหลักการใช้อ่อนหยุ่นสยบแข็งกร้าว
ภายใต้สถานการณ์คับขันอันตรายเช่นนี้ ยังสามารถต้านรับไว้ได้
อย่างหมดจดงดงาม ชื่อเสียงของอวี้เหิงไม่ได้เกินเลยไปแม้แต่น้อย!
การปะทะครั้งนี้กระชั้นสั้นยิ่ง แต่ดุเดือดรุนแรงถึงที่สุด!
หลังจากหํ้าหั่นกันช่วงสั้นๆ อวี้เหิงหลงเหลือทหารอสูรเพียง
สองพันหกร้อยตนเท่านั้น ความสูญเสียของมันอาจเรียกได้ว่า
สาหัสสากรรจ์ ฝ่ายเซียวม่อเกอยังคงเหลืออสูรเพลิงเหล็กหมาดสี่
พันตน มันคล้ายได้เปรียบด้านจำนวน แต่ความเร็วของพวกมันถู
กอวี้เหิงยันเอาไว้ได้สำเร็จ พวกมันยังล่วงลึกเข้ามาในดินแดน
ข้าศึก บัดนี้ยังต้องเผชิญกับอาวุธป้องกันเมืองในค่ายทัพของ
ข้าศึก อสูรเพลิงเหล็กหมาดพลังป้องกันอ่อนแอจนน่าเวทนา ตก
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมเลวร้ายถึงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
มองจากด้านนี้ ทั้งสองฝ่ายนับว่าอยู่ในจุดที่เท่าเทียมกันอีก
ครั้ง
เหล่าแม่ทัพบัญชาการศึกล้วนจ้องเขม็งตาไม่กะพริบ การ
ปะทะดุเดือดเลือดพล่านเช่นนี้ โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นนสงครามปิด
ท้ายกระดานเท่านั้น หลายคนถึงกับแทบลืมหายใจ ไม่มีผู้ใดในหมู่
พวกมันคาดหวัง ว่าเกล็ดหิมะที่ดูสวยงามแต่ไร้ประโยชน์ จะคมกล้า
กระหายเลือดถึงเพียงนี้!
เหล่าแม่ทัพบัญชาการศึกได้แต่นิ่งอึ้งตะลึงงัน!
ไม่มีผู้ใดกังขาในความสามารถด้านแม่ทัพบัญชาการศึกของ
เซียวม่อเกออีกต่อไป การบุกทะลวงอย่างสุดขั้วเช่นนี้ หากเกิดขึ้น
ท่ามกลางสนามรบจริง นับเป็นฝันร้ายของศัตรู!
อย่างไรก็ตาม แม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมืออยู่บ้าง ล้วน
มองเห็นความคับขันอันตรายที่เซียวม่อเกอกำลังเผชิญ
อวี้เหิงอาศัยประสบการณ์ทำศึกอันโชกโชนของมัน เปลี่ยน
ค่ายทัพหลักของตนให้กลายเป็นบึงโคลน กระทั่งกงจักรที่คมกล้า
สุดเปรียบปาน ยังต้องจมลงในบึงโคลนอันน่าสะพรึงกลัวนี้
เซียวม่อเกอจะทำอย่างไร?
คำถามนี้ปรากฎขึ้นในใจของเหล่าผู้ชมอย่างพร้อมเพรียง
แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่ากงซุนชาที่ดูเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์
คับขันอันตราย เจ้าตัวกลับไม่ได้รู้สึกว่าอันตรายแต่อย่างใด ทันทีที่
ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน กงซุนชาก็ล่วงรู้ทันทีว่าคู่มือของมันคราวนี้
ไม่ใช่คนลึกลับที่น่าคลั่งใจตายผู้นั้น
แบบฉบับของคนทั้งสองห่างไกลกันเป็นคนละโลก!
ที่สำคัญไปกว่านั้น กงซุนชาไม่ได้รู้สึกถึงสภาวะกดดันจนแทบ
หายใจไม่ออกเหมือนเช่นเคย ไม่ได้รู้สึกเหมือนกับถูกเชือกรัดคอ
อยู่ตลอดเวลาเช่นปกติ!
เมื่อเคยชินกับสภาวะคุกคามของผูเยา พอเผชิญกับอวี้เหิง กง
ซุนชารู้สึกราวกับมัจฉาในวารี สามารถหายใจได้คล่องคอดี
เหลือเกิน
ทุกคนเข้าใจว่าอวี้เหิงคํ้ายันสถานการณ์เอาไว้ได้ ทำให้เซียว
ม่อเกอตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
สิ่งที่พวกมันไม่เข้าใจก็คือ สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นกง
ซุนชา ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนภายใต้การทารุณกรรมของผูเยามาโดย
ตลอด การที่ไม่มีห่วงรัดคอเหมือนเคย จะหมายความว่าอย่างไร
นั่นหมายความว่ามือของมันไม่ได้ถูกผูกมัดเอาไว้อีก!
เมื่อมีพื้นที่เพียงพอให้มันอาละวาดอย่างอิสระเสรี คนอย่างกง
ซุนชาจะสามารถน่าสะพรึงกลัวได้ถึงระดับใด?
ก่อนหน้าวันนี้…ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้!
ปลดเปลื้องจากพันธนาการ กงซุนชารู้สึกไม่แปลกใหม่อยู่บ้าง
ความแปลกใหม่นี้ปลุกเร้ามันอย่างลึกลํ้า ดวงตามันสาดประกาย
เจิดจ้ากว่าเดิม ผมเผ้ายุ่งเหยิงปัดผ่านใบหน้า รอยยิ้มเอียงอาย
ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
แรงสั่นสะเทือนที่แทบสัมผัสไม่ได้ แล่นผ่านตาข่ายจิตสำนึกที่
มองไม่เห็น ส่งไปยังอสูรเพลิงเหล็กหมาดทุกตน
การโอบรัดเปิดฉากขึ้นแล้ว!