สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 565 อสูรสนองตอบเสียงเพรียก
ผูเยาอยู่ในอารมณ์ที่ซับซ้อน เดินทอดน่องเนิบนาบคล้ายจมอยู่ใน
ภวังค์ครุ่นคิด
แม้ว่ามันจะเข้าสู่คุกสิบนิ้วตามปกติ แต่คล้ายมีพลังกดดันแตกต่างไป
จากเวลาปกติ ทำให้มันร้อนรุ่มกระวนกระวายอย่างที่ยากจะพบพาน เวลา
หลายพันปีที่ผันผ่าน ประดุจแม่น้าอันกว้างใหญ่ที่แบ่งแยกอดีตปัจจุบัน
ออกจากกัน บางสิ่งเป็นเพียงภาพเลือนรางอยู่ในความทรงจำ แต่บางอย่าง
กลับกระจ่างชัดเจน ราวกับว่าเพิ่งพบพานพวกมันเมื่อวันวานนี้เอง
?” ผูเยาถามด้วยสุ้มเสียงเฉย
ชา
ผู้มากวาดตามองผูเยาจากศีรษะจรดเท้า สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความ
กังขา “เป็นเจ้าที่ทิ้งข่าวสารไว้ใช่หรือไม่?”
คนผู้นี้ไม่สูงไม่ต่าเตี้ย กลางหว่างคิ้วเป็นผลึกสีฟ้าอ่อนตะปุ่มตะป่า
ดวงตาเรียวยาว รอยยิ้มพยศดุร้ายประดับอยู่ที่มุมปาก เรือนผมสีแดงเพลิง
ประดุจกองไฟลุกไหม้ร้อนแรง บันดาลให้ผู้คนรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ยินยอมสยบ
โดยง่าย
“มิผิด เป็นข้าเอง” ผูเยากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“อย่าได้แสร้งทำเป็นผีสาง!” บุรุษหนุ่มแค่นเสียง “เฮ้ ตาเฒ่า
ประหลาด เจ้าที่แท้เป็นใครกันแน่?”
ตาเฒ่าประหลาด?
ผูเยาดวงตาหดแคบลงเล็กน้อย ไม่เคยมีผู้ใดบังอาจเรียกหามันเช่นนี้
มาก่อน กระทั่งจั่วม่อยังไม่กล้า มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา ไม่เห็นขยับ
เคลื่อนไหวอันใด แต่กลับปรากฏสายโซ่นับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นจากพื้นใต้ฝ่าเท้า
บุรุษหนุ่ม แล้วรัดพันเอาไว้ทั้งร่าง
บุรุษหนุ่มหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย แต่อย่าหวังว่ามันจะยอมจำนนเพียง
เท่านี้ “ตาเฒ่า รังแกผู้เยาว์นับเป็นความสำเร็จอันใดกัน!”
“ตระกูลโหยวฉินหลงเหลือแต่เจ้าเพียงผู้เดียวรึ?”
? อย่าได้คิดว่าเพียงใช้ศาสตร์อสูรเล็กน้อย
ไม่กี่ท่า แล้วจะแสร้งเป็นภูตผีต่อหน้าเสี่ยวเหยียได้!”
จากนั้นคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเองอย่างขุ่นแค้น “หากข้าล่วงรู้ว่าจะ
เป็นเช่นนี้ ข้าจะไม่ฟังคำของตาเฒ่าน่าตายผู้นั้นแน่ นี่มันเรื่องโง่เง่าอันใด
ต้าเหรินผีสางอันใด ลัทธิอุบาทว์บัดซบอันใด?”
ผูเยาคล้ายไม่ได้ยินคำบ่นว่าของมัน “เจ้าเรียกว่าอะไร?”
“โหยวฉินเลี่ย!27” บุรุษหนุ่มเหลือกตา พลังของฝ่ายตรงข้ามคล้าย
เหนือความคาดหมายของมันมาก
“ชื่อที่ดี” ผูเยากล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นถามว่า “ตอนนี้เจ้า
อยู่ที่ใด?”
“เรือนจำ!” บุรุษหนุ่มหัวร่อฮิฮะ “เรือนจำเป้ยเก๋อ ระดับชั้นนักโทษ
ร้ายแรงที่สุด เป็นไร?
?” ผูเยาถาม สีหน้าสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ฮ่า ข้าสังหารเจ้าลูกส่าส่อนของตระกูลสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง มารดามันเถอะ
หากข้าพบพานพวกมันอีกครั้ง จะต้องฆ่าพวกมันให้สิ้นซากทั้งตระกูล!”
โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างเคียดแค้นชิงชัง
“เจ้ามีความแค้นกับมัน?”
“ไม่!” โหยวฉินเลี่ยสะบัดศีรษะแรงๆ ดวงตาแดงฉานและเรือนผม
แดงจัดคล้ายจะลุกไหม้ขึ้นพร้อมกัน “ฮ่า เจ้าเดรัจฉานนั่นข่มเหงน้องสาว
ของสหายข้า เสี่ยวเหยียผู้นี้ใช้เวลาสามเดือน กว่าจะหาโอกาสลงมือปลิด
ชีวิตสุนัขของมันได้!”
27 โหยวฉินเป็นแซ่สองตัว เลี่ยแปลว่าดุเดือด รุนแรง
“สามเดือน?
? ผูเยาหัวร่อเยาะในใจ พลางถามว่า “จากในเรือนจำ
แห่งนั้น เจ้าสามารถเข้าสู่คุกสิบนิ้วด้วย
“ฮ่า ตัวโง่งมเหล่านั้น พวกมันเข้าใจว่าอาคมหวงห้ามที่ฝังลงบนร่าง
ของเสี่ยวเหยียจะได้ผล ไหนเลยจะล่วงรู้ฝีมือของเสี่ยวเหยียผู้นี้ การเข้าสู่
คุกสิบนิ้วก็แค่ของเด็กเล่นเท่านั้น!” โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างเย่อหยิ่งถือดี
ผูเยานัยน์ตาสีเลือดทอประกายวูบหนึ่ง กล่าวถามต่อไปว่า “บิดาเจ้า
เคยสั่งความเรื่องภารกิจของเจ้าเอาไว้หรือไม่?”
“ตาเฒ่าที่สมควรตายนั่น!” โหยวฉินเลี่ยสุ้มเสียงไม่ไยดี แต่สายตา
พยศดุร้ายกลายเป็นอ่อนลงทันที มันสั่นศีรษะแรง ๆ “เฮ้ มิใช่ว่าเสี่ยว
เหยียคิดเบี้ยวหนี้เจ้า แต่เสี่ยวเหยียอยู่ในเรือนจำ ไม่มีปัญญาช่วยเหลืออัน
ใดได้”
“เช่นนั้นก็จงหลบหนีออกจากคุก” ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา
“หลบหนีออกจากคุก?” โหยวฉินเลี่ยคล้ายได้ฟังเรื่องตลกขบขันที่สุด
ในโลก ต้องหัวร่องอหาย “นี่คือเรือนจำเป้ยเก๋อ คุกที่มีความปลอดภัย
?” โหยวฉินเลี่ยน้าเสียงแฝงแววตระหนกอยู่
บ้าง แต่แล้วพลันเบิกตากว้าง ร้องออกมาอย่างเหลือเชื่อ “นี่มัน… …”
“เจ้ามีเวลาสิบวันในการหลบหนีออกจากคุก” ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา
“หากเจ้าไม่มีปัญญาหลบหนีออกมา เช่นนั้นก็จงตายอยู่ภายในนั้น
เถอะ”
กล่าวจบคำ ผูเยาก็หายวับไป
โหยวฉินเลี่ยคล้ายไม่ได้ฟังวาจาเหล่านี้ มันอ้าปากกว้าง สีหน้าตื่น
ตะลึง ดวงตาเลื่อนลอยราวกับถูกสิ่งใดครอบงำ…อาจบางทีเป็นเคล็ดวิชา
ในดวงแสงนั้นกระมัง
เอ้อเต๋อหัวใจเต้นกระหน่ารัวดุจตีกลอง
มันเดิมทีอาศัยอยู่ในอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยมาโดยตลอด หลังจาก
อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยถูกเปลี่ยนมือ มันที่นับถือเลื่อมใสในชื่อเสียง
ของสือตงต้าเหรินมานาน ก็เข้าร่วมกองทัพของสือตงต้าเหรินอย่างไม่
ลังเล ตอนแรกเริ่มวันคืนของมันค่อนข้างดีงามไม่น้อย แม้ว่าการฝึกอบรม
เข้มงวดกวดขันยิ่ง แต่ไม่มีผู้ใดปริปากบ่น ยามฝึกฝนยิ่งยากลำบากเท่าใด
ในยามต่อสู้กลางสมรภูมิก็ยิ่งช่วยให้พวกมันมีรอดชีวิตได้ง่ายดายเท่านั้น
ไม่ต้องเอ่ยถึงทักษะปิศาจที่สือตงต้าเหรินถ่ายทอดลงมา เคล็ด
องครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาเป็นทักษะปิศาจในระดับชั้นที่พวกมันเฝ้าใฝ่ฝัน
ถึงมาโดยตลอด นี่ช่วยปลุกเร้าความปรารถนาในการฝึกปรือของทุกคน ไม่
จำเป็นต้องบังคับเคี่ยวเข็ญ ทุกผู้คนล้วนทุ่มเทฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง พวก
มันเคยประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองมาแล้ว ในสมรภูมิสือตงต้าเหรินพิชิตไป
โดยไร้ผู้ต้าน กวาดผ่านทั่วทั้งอาณาจักรป่าเถื่อนน้อยจนยอมศิโรราบ
ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความคาดหวังต่ออนาคต
ทว่าในยามนี้ พวกมันพลันได้รับคำสั่งจากสือตงต้าเหริน จำต้องไปยัง
สถานที่ที่เรียกว่าเกาะเต่า เพื่อเข้ารับการฝึกพิเศษ
ฝึกพิเศษ?
ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินเรื่องนี้ เอ้อเต๋อเที่ยวสอบถามไปทั่ว รวมถึงผู้คนที่
ติดตามสือตงต้าเหรินมานานปี ฝึกพิเศษ?
ราชัน สำหรับเหล่าปิศาจแห่งอาณาจักรป่าเถื่อนน้อย ช่างเป็นถ้อยคำ
ที่ห่างไกลเสียเหลือเกิน
แต่ไม่มีผู้ใดกังขาในสายตาของสือตงต้าเหรินกับเยี่ยหลิงต้าเหริน ต้า
เหรินสองท่านนี้เมื่อเชื่อมั่น พวกมันส่วนใหญ่ก็เชื่อด้วยว่าพวกมันกำลัง
ติดตามต้าเหรินที่ทรงพลังอำนาจ ซึ่งวันหนึ่งจะขึ้นเป็นจอมราชัน!
ทว่า…เกาะเต่าแตกต่างจากที่เอ้อเต๋อวาดหวังเอาไว้อย่างสิ้นเชิง ที่
แห่งนี้เต็มไปด้วยซิวเจ่อ!
กองทัพปิศาจที่เพิ่งจะเข้าสู่เกาะเต่าเป็นครั้งแรก แทบหันหลัง
หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต เคราะห์ดีที่ต่อมาพวกมันพบว่าเกาะเต่าไม่ได้มีแต่
ซิวเจ่อ ยังมีปิศาจและอสูรอีกด้วย
นึกย้อนไปถึงสีหน้าของทุกคนในเวลานั้น เอ้อเต๋ออดหัวร่อออกมา
ไม่ได้ ซึ่งความจริงสีหน้ามันก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใด ในไม่ช้ามันก็พบว่า
ไม่ว่าจะเป็นอสูรปิศาจหรือซิวเจ่อ ในที่แห่งนี้พวกมันสามารถอยู่ร่วมกันได้
อย่างสงบสุข แม้ว่าจะยังมีคนที่จ้องมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง แต่
ไม่มีผู้ใดจะโถมเข้ามาเสี่ยงชีวิตกับเจ้า เพียงเพราะว่าเจ้าเป็นเผ่าปิศาจ
มีเพียงยามนี้เท่านั้น เอ้อเต๋อเพิ่งจะเชื่อมั่นในพลังอำนาจขององค์
ราชันอย่างหมดใจ!
ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดสามารถกระทำเรื่องเช่นนี้ได้
สมกับเป็นบุรุษซึ่งมีโอกาสขึ้นเป็นจอมราชันมากที่สุด!
ในไม่ช้าเอ้อเต๋อก็เริ่มชมชอบสถานที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ชมชอบ
บรรยากาศซึ่งไม่มีที่ใดเสมอเหมือน อย่างไรก็ตาม รอจนพวกมันเริ่มคุ้นชิน
กับเกาะเต่า การฝึกพิเศษที่กล่าวถึงกันมานานในที่สุดก็มาถึง
เอ้อเต๋อก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง เห็นดวงตาเจ็ดแปดคู่จับ
จ้องมาที่มันทันควัน
เอ้อเต๋อตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นมาทันที สิ่งที่ทำให้ประสาทของมันเขม็ง
เกลียวมากที่สุด คือคนเหล่านี้ล้วนเป็นซิวเจ่อ! แม้ว่าบนเกาะเต่าไม่มีการ
ต่อสู้ระหว่างซิวเจ่อกับอสูรปิศาจ แต่เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางสายตาจ้องเขม็ง
ของกลุ่มซิวเจ่อ มันยังอดบังเกิดความรู้สึกหวั่นใจไม่ได้
“ไม่ต้องกลัว คำถามแรก สายเลือดของเจ้าคืออะไร?”
“มีสายเลือดปิศาจจระเข้เกราะแข็งอยู่ส่วนหนึ่ง แต่เพียงเล็กน้อย
เท่านั้น” เอ้อเต๋อรีบตอบ
“ปิศาจจระเข้เกราะแข็ง? ไม่เลว ไม่เลว เป็นสายเลือดที่ไม่เลวเลย
ทีเดียว ด่านเจี้ยว เราสามารถสลักแผนผังปิศาจจระเข้เกราะแข็งที่สมบูรณ์
ให้แก่เจ้า ปลุกสายเลือดปิศาจจระเข้เกราะแข็งภายในกายเจ้าให้ตื่นขึ้น
อย่างเต็มที่ ช่วยเพิ่มพลังฝีมือของเจ้าราวสองเท่าตัว แน่นอน ผลลัพธ์จะ
ไม่สามารถเห็นได้ในทันที ต้องรอให้เลือดเนื้อของเจ้าปรับตัวเข้ากับ
แผนผังปิศาจอย่างสมบูรณ์เสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ามีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะ
รับหรือไม่รับ” ผู้ที่กล่าวเป็นปรมาจารย์แห่งค่ายจินวู ซุนเป่า
“สลักแผนผังปิศาจ?”
“เจ้าคงรู้จักอาจารย์ปลุกปิศาจกระมัง?”
“รู้จักขอรับ”
“คิดเสียว่าเป็นสิ่งที่ระดับสูงกว่านั้นอีกเล็กน้อย”
เอ้อเต๋อในที่สุดเริ่มเข้าใจอยู่บ้าง อดหัวใจเต้นระทึกไม่ได้ มันถามว่า
“แผนผังปิศาจของข้าตื่นขึ้นมาแต่แรกแล้ว?
?”
แต่เอ้อเต๋อในเมื่อยินยอมพร้อมใจ กระบวนการสลักแผนผังปิศาจก็
ย่อมเริ่มต้นขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อพวกมันล่วงรู้ว่าจั่วม่อตกอยู่ในอันตรายและต้องการความ
ช่วยเหลือ ซุนเป่ากับจี๋เหว่ยก็เร่งหารือว่าพวกมันจะสามารถช่วยเหลือต้า
เหรินด้วยวิธีใด บังเอิญว่าจั่วม่อได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับศาสตร์วิชาปลุก
แผนผังปิศาจที่เรียนรู้ในภพปิศาจกลับมา สองปรมาจารย์ตาลุกวาบทันที
พบว่าแผนผังปิศาจนี้เองที่สามารถช่วยเหลือต้าเหริน
คิดเคลื่อนไหวในภพปิศาจ ยังจะมีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าปิศาจอีกเล่า
ดังนั้นพวกมันจึงรวบรวมพลังทั้งหมดของค่ายจินวู เริ่มศึกษาค้นคว้า
เคล็ดความเกี่ยวกับแผนผังปิศาจที่จั่วม่อส่งกลับมาให้
ค่ายจินวูในยามนี้ไม่ใช่เหล่าสามเณรมือใหม่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ไม่
ว่าจะเป็นพลังส่วนบุคคลหรือความแข็งแกร่งโดยรวม พวกมันเหนือล้ากว่า
กาลก่อนหลายเท่าตัว รวมกับที่ว่าพวกมันเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันอย่างที่ไม่
เคยมีขุมกำลังใดมีมาก่อน กระบวนการทั้งหมดก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วดุจ
ก้าวกระโดด
ผูเยากับเว่ยเองก็ยื่นมือเข้าช่วยในกระบวนการนี้ด้วย
จั่วม่อเป็นผู้เริ่มบุกเบิกกระบวนการสลักแผนผังปิศาจลงบนร่างของ
ตงจื่อ จากนั้นถูกค่ายจินวูย่อยสลายอย่างรวดเร็ว และเมื่อเทียบกับแผนผัง
ปิศาจที่จั่วม่อสลักลงบนร่างตงจื่อแล้ว ค่ายจินวูยังมีฝีมือเหนือกว่า วิธีการ
ของพวกมันก็พัฒนารุดหน้ามากกว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่เนื่องเพราะการสลักแผนผังปิศาจ จะอย่างไรไม่อาจหลีกเลี่ยงจาก
ความต้องการขั้นพื้นฐานในด้านสายเลือด ดังนั้นยามกะทันหันยังไม่มี
หนทางให้ค่ายเว่ยผ่านกระบวนการนี้ได้ สองปรมาจารย์จึงหันไปสนใจ
กองทัพปิศาจอีกทัพหนึ่ง ค่ายฮุย
แม่นางน้อยอนุมัติแผนการสลักแผนผังปิศาจแก่ค่ายฮุยอย่างไม่รีรอ
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า ‘การฝึกพิเศษ’
เอ้อเต๋อย่อมไม่ลังเลใจ มันไม่เคยนึกฝันว่าสิ่งที่ดีเช่นนี้จะตกลงบน
ศีรษะมัน มันเคยได้ยินว่าบรรดาอาจารย์ปลุกปิศาจสามารถกระตุ้น
สายเลือดในร่างกายผู้คนได้ในระดับที่มากที่สุด แต่น่าเสียดายที่ใน