สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 572 สายชนวนเริ่มไหม้ลาม
“มันต้องการทาส?
?” เปี๋ยหานถามเสียง
ราบเรียบ
“ใช่ขอรับ เตี้ยนเซี่ย” ฟู่ฟงกล่าวอย่างนอบน้อม “หลันเทียนหลงไม่
รับคำท้า แต่มอบทาสผู้นั้นให้โดยไม่มีเงื่อนไข”
ในดวงตาเย็นชาของเปี๋ยหานไม่มีร่องรอยความอบอุ่นใด ๆ ลวดลาย
อาคมหวงห้ามสีทองที่ฝังอยู่ทั่วร่างถูกลบล้างออกไปอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่
แทนที่คือแผนผังปิศาจสีขาวดุจหิมะบนผิวสีเข้มของมัน แผนผังปิศาจสี
ขาวอันละเอียดซับซ้อนเพียบพร้อมไปด้วยเสน่ห์อันลี้ลับจนเกือบจะชั่ว
ร้าย
“คนผู้นี้บางทีอาจจะเป็นซิวเจ่อ
เปี๋ยหานโพล่งออกมาอย่าง
กะทันหัน
ฟู่ฟงงงงันวูบ แล้วรีบสั่นศีรษะตามสัญชาตญาณ “ซิวเจ่อ?
“เช่นนั้นข้าเล่า? หลันเทียนหลงหากพบข้าก่อนหน้านี้ จะล่วงรู้หรือไม่
ว่าข้าไม่ใช่ซิวเจ่อ?” เปี๋ยหานถามพลางสั่นศีรษะ
“เตี้ยนเซี่ย ท่าน… …” ฟู่ฟงรีบกล่าว
แต่เปี๋ยหานขัดจังหวะอย่างเฉื่อยชา “ต่อไปอย่าได้เรียกข้าว่าเตี้ยน
เซี่ยแล้ว”
ถ้อยคำของเปี๋ยหานทำให้ฟู่ฟงหน้าเผือดสี รีบกล่าวทัดทาน “ไม่ได้!
ไม่ได้! เตี้ยนเซี่ย ศักดิ์ฐานะของท่าน… …”
เปี๋ยหานโบกมือตัดบท ไม่ให้ฟู่ฟงมีโอกาสได้กล่าวต่อ สีหน้าเย็นยะ
เยือก “บัลลังก์และทรัพย์สมบัติทั้งมวลของพระบิดาจะเป็นของพี่ชายข้า
ข้าตกอยู่ที่ด้านนอกยาวนานเกินไป นับตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่ได้พบ
หน้าพระบิดาอีก ตระกูลไม่ชมชอบข้า นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แค่พวกมัน
ยินยอมเห็นแก่สายเลือด ช่วยขจัดอาคมหวงห้ามออกจากร่างของข้าให้ ข้า
ก็พึงใจมากแล้ว”
นึกถึงการปฏิบัติอย่างเย็นชาที่เปี๋ยหานได้รับนับตั้งแต่กลับมายัง
ตระกูล ฟู่ฟงรันทดหดหู่ยิ่ง “เตี้ยนเซี่ย … … ไม่ว่าท่านจะมีศักดิ์ฐานะเป็น
เตี้ยนเซี่ยหรือไม่ ในหัวใจของตาเฒ่าผู้นี้ ท่านก็ยังคงเป็นเสี่ยวเตี้ยนเซี่ยใน
อ้อมแขนของพระมารดาตลอดไป!”
เปี๋ยหานแววตานุ่มนวลลงเล็กน้อย
นิ่งงันไปชั่วอึดใจ มันจู่ ๆ ก็ถามว่า “ฟู่ฟง เจ้าติดตามมารดาข้ามานาน
ปี เช่นนั้นเวลานี้ข้าอายุเท่าใด?”
“ปีนี้เตี้ยนเซี่ยท่านอายุยี่สิบห้าปี!” ฟู่ฟงมีสีหน้าหวนรำลึก “หากนาย
หญิงที่บนสวรรค์ล่วงรู้ว่าเตี้ยนเซี่ยหวนคืนสู่บ้านของเราแล้ว ท่านจะต้อง
ปลาบปลื้มประโลมใจยิ่งนัก”
“ยี่สิบห้าเช่นนั้นรึ” เปี๋ยหานรำพึงเบา ๆ สีหน้าทอแววเลื่อนลอยวูบ
หนึ่ง จากนั้นใบหน้ากลับเป็นเย็นชาและไม่แยแสตามเดิม “เอาเถอะเจ้าไป
เคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจจัดเรียงตามระดับความยากง่าย
ของเคล็ดความ จากขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นลึกล้า บริเวณโดยรอบหลักศิลา
รอบนอก ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน และยิ่งลึกเข้าไปเท่าใด
ผู้คนก็ยิ่งบางตาลงเท่านั้น
จั่วม่อเริ่มบทบาทตามแผนการ แสร้งทำเป็นเริ่มศึกษาเคล็ดความจาก
หลักศิลาต้นแรก
ทำตัวราวกับว่าคลั่งไคล้มึนเมา อา ต้องทำอย่างไรจึงจะมีทีท่า
ประหนึ่งว่ากำลังคลั่งไคล้มึนเมากันเล่า?
จั่วม่ออดหวาดวิตกไม่ได้ แต่แล้วเมื่อกวาดตามองหลักศิลาแวบแรก
กลับถูกเคล็ดความบนหลักศิลาทักษะปิศาจดึงดูดสายตาเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
เคล็ดความบนหลักศิลานี้เรียบง่ายยิ่ง เป็นเพียงคำอธิบายโดยคร่าว ๆ
แต่สำหรับจั่วม่อผู้ซึ่งนับตั้งแต่ฝึกฝีมือวิถีปิศาจมา ไม่เคยได้รับการฝึกปรือ
อย่างเป็นระบบมาก่อน สิ่งเหล่านี้ประดุจสายฝนตกต้องผืนดินแห้งผาก
ช่วยให้หลายแห่งที่มันเคยรู้สึกขาดพร่องไม่ชัดเจน กลับเป็นกระจ่างแจ่ม
แจ้งในทันที
สำหรับวิชาบำเพ็ญเพียรวิถีปิศาจ จั่วม่อเริ่มต้นด้วยตำแหน่งแห่งที่ที่
สูงเยี่ยมเกินไปมาก มันสำเร็จสังขารปิศาจมหาทิวาตั้งแต่แรก ลำพังเรื่องนี้
ก็เพียงพอจะยืนยันพรสวรรค์อันสูงล้าสุดยอดของมันได้ แต่ในทางตรงกัน
ข้าม กลับทำให้มันไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านเคล็ดวิชาขั้นพื้นฐาน
เหล่านี้แม้แต่น้อย เมื่อครั้งที่มันยังอยู่ในเมืองเศษหินยังเคยได้รับประโยชน์
อย่างใหญ่หลวงจากการสอนวิชาพื้นฐานของลุงอันหย่า เพียงแต่ฝีมือของ
ลุงอันหย่ามีจำกัด สิ่งที่สามารถสั่งสอนได้นั้นหยาบกระด้างยิ่ง
แต่ซือจื่อหมิงผู้นี้ นับเป็นยอดอัจฉริยะที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน
อย่างแท้จริง ลำพังเคล็ดวิชาพื้นฐานที่อรรถาธิบายไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ก็มีมากกว่าหลายร้อยวิถี มิหนำซ้าทุกวิถีทางพื้นฐานเหล่านี้ยังมีคำอธิบาย
ที่สอดคล้องกลมกลืน ควรค่าแก่การครุ่นคิดตรึกตรอง
จั่วม่อศึกษาเคล็ดความบนหลักศิลาไปทีละต้น ๆ ราวกับถูกครอบงำ
ซู่หลงยืนเฝ้าระวังอยู่ข้างกายไม่ยอมห่าง
สิ่งที่ผูเยากับเว่ยคาดไม่ถึงก็คือ ไม่เพียงจั่วม่อที่ลุ่มหลงงมงายเข้าจริง
ๆ กระทั่งอาเหวินก็พลอยลุ่มหลงงมงายไปด้วย
“ข้าทราบแล้ว” เจียงเจ๋อสุ้มเสียงสงบราบคาบราวกับว่าล่วงรู้เรื่องนี้
ตั้งแต่แรก
กลับไม่มีทีท่าว่าจะตื่นตะลึงและเดือดดาลตามที่คาดเอาไว้ ทำเอา
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่นำข่าวมารายงานอดแปลกใจอยู่บ้างไม่ได้ แต่ในใจลอบ
ถอนหายใจโล่งอก อย่าได้เห็นว่าเจียงเจ๋อต้าเหรินปกติสุภาพอ่อนโยน แต่
เมื่อใดบันดาลโทสะขึ้นมาก็น่าสะพรึงกลัวยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดล้วนหวาดกลัวจน
หัวหด
ฟ่งเยวี่ยต้าเหรินจู่ ๆ ก็ลอบนำพาไพร่พลหนึ่งพันคนติดตามนางไป
ล้างแค้นส่วนตัว ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ ว่ากันตามเหตุผลแล้วเจียงเจ๋อต้าเห
รินสมควรต้องไม่ยอมกล้ากลืนฝืนทน
ความคิดเหล่านี้วาบผ่านในใจซิวเจ่อผู้นำข่าวมารายงานอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะรีบสลัดทิ้งไปทันที ฟ่งเยวี่ยต้าเหรินเป็นที่รักของพวกมันทุกคน ไม่
มีผู้ใดอยากให้ฟ่งเยวี่ยต้าเหรินต้องถูกลงโทษเพราะเหตุนี้
หลังจากผู้ใดบังคับบัญชาล่าถอยออกไป เจียงเจ๋อทอดถอนใจเบา ๆ
ในดวงตาทอแวววิตกกังวลวูบ
ชั่วอึดใจให้หลัง มันพลันเงยหน้าขึ้น ร้องเรียกไปทางประตู “มีผู้ใดอยู่
บ้าง เข้ามา!”
“ต้าเหริน!”
“เลือกผู้คนห้าร้อยคนจากกองพันเจียงจื้อ ติดตามไปสนับสนุนศิษย์พี่
หญิงฟ่งเยวี่ย”
เกาเซวียนพอฟังคำสั่งของเจียงเจ๋ออดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ สี
หน้าแปลกใจฉายชัดออกมาทางใบหน้า ผู้ใดก็ทราบว่าฟ่งเยวี่ยต้าเหริน
ลอบนำกองพันไปล้างแค้นให้แก่อาจารย์อาติ้งเจินเป็นการส่วนตัว เดิมที
ทุกคนเข้าใจว่าครั้งนี้ฟ่งเยวี่ยต้าเหรินคงไม่แคล้วถูกลงโทษหนักหนาสาหัส
ตามวินัยกองทัพเป็นแน่ อย่าได้เห็นว่าต้าเหรินปกติดูสบาย ๆ แต่วินัยทัพ
เข้มงวดกวดขัน ไม่มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนมาก่อน
ดูเหมือนว่าต้าเหรินก็ต้องการแก้แค้นให้แก่อาจารย์อาติ้งเจินเช่นกัน!
เกาเซวียนอดลิงโลดยินดีไม่ได้ มันอยู่ในวัดไม่มีที่ใดโดดเด่นสะดุดตา
พลังฝีมือก็ไม่ได้เหนือล้ากว่าศิษย์อื่นแต่อย่างใด แต่อาจารย์อาติ้งเจินก็เคย
กรุณาชี้แนะสั่งสอนมันเช่นกัน ทว่ามันไม่ได้หาญกล้าบ้าบิ่นเท่าฟ่งเยวี่ยต้า
เหริน ไม่กล้าฝ่าฝืนวินัยทัพดังเช่นนาง
“รับคำสั่ง!” เกาเซวียนตอบรับเสียงดังฟังชัด
เจียงเจ๋อจ้องมองเกาเซวียน พลางกล่าว “เจ้ามีเวลาไม่มากนัก จะต้อง
รีบจบศึกแล้วพานางกลับมาโดยเร็ว การต่อสู้ในอาณาจักรขุนเขายะเยือก
ยังไม่จบสิ้น ข้าคาดเดาว่าหลังจากนี้อีกไม่นานพวกปิศาจจะต้องจู่โจมตอบ
โต้อย่างรุนแรง หากเจ้ากลับมาก่อนหน้านั้นได้จะดีที่สุด”
“มีเวลามากเท่าใด
เกาเซวียนถามอย่างระมัดระวัง
“อย่าได้ใช้เวลาเกินกว่าสองเดือน!” เจียงเจ๋อกล่าวอย่างเฉียบขาด
“ทราบแล้ว!” เกาเซวียนรับคำสั่งเสียงลึก สีหน้าเต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น
กองทัพใต้ร่มธงของเจียงเจ๋อได้ติดตามเจียงเจ๋อทำศึกมานานปี เจียง
เจ๋อรวมรวมพวกมันทั้งหมดมาจากแทบทุกสำนักใหญ่ในสังกัดวัดเสวียนคง
ในหมู่พวกมันยี่สิบคนจะมีจินตันอยู่หนึ่งคน
กองพันเจียงจื้อเป็นหนึ่งในกองทัพหลักแห่งวัดเสวียนคง
การศึกในอาณาจักรขุนเขายะเยือกค่อย ๆ หล่อหลอมกองพันที่เจียง
เจ๋อสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันให้กลายเป็นดาบที่คมกล้ายิ่งกว่าเดิม เนื่อง
เพราะการศึกครั้งนี้เอง ที่หนุนส่งกองพันเจียงจื้อให้โด่งดังทั่วหล้า
กลายเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดกองพันแห่งสวรรค์สี่ดินแดน
ลำพังกองพันเจียงจื้อห้าร้อยนายก็เพียงพอให้เกาเซวียนเชื่อมั่นอย่าง
เปี่ยมล้น มันมีขีดสามารถยึดครองอาณาจักรหนึ่งได้โดยไม่ลำบากยากเย็น
ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพหนึ่งพันคนที่ศิษย์พี่หญิงฟ่งเยวี่ยนำไปด้วยก็หา
ใช่ของประดับไม่ พวกมันแม้ไม่ได้เลือกเฟ้นอย่างเข้มงวดเท่ากองพันเจียง
จื้อ แต่ก็ผ่านการทดสอบอันยากลำบากมาหลายครั้งหลายหน แต่ละคน
ล้วนเป็นศิษย์ที่มีความสำเร็จจากศิษย์ฝ่ายนอก ไม่ว่าอยู่ในอาณาจักรใด
ล้วนสามารถกลายเป็นชนชั้นยอดทั้งสิ้น เพียงแต่พวกมันถือกำเนิดจากวัด
เสวียนคง ซึ่งมีการประชันขันแข่งดุเดือดรุนแรงเกินไป จึงไม่สามารถเข้าสู่
กองพันเจียงจื้อได้เท่านั้น
อาณาจักรทะเลเมฆซึ่งเป็นขุมกำลังที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก พวกมันจะร้ายกาจ
ได้สักเท่าใดกัน?
กระทั่งคนที่หนักแน่นมั่นคงอย่างเกาเซวียน ยังไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะ
ก่อกวนคลื่นลมอันใดได้ ขอเพียงพวกมันรอบคอบระมัดระวัง ไม่ก้าวเข้าสู่
กับดักหลุมพรางที่อีกฝ่ายอาจขุดล่อเอาไว้ มันจึงไม่เชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะ
ยังมีโอกาส
เจียงเจ๋อในที่สุดค่อยเบาใจลงบ้าง แย้มยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ไป
เถอะ อย่าได้เสียเวลาแล้ว”
เกาเซวียนค้อมกายคารวะเจียงเจ๋อ แล้วออกจากห้องในบัดดล
ในไม่ช้ากองทัพห้าร้อยคน ก็จากไปโดยไร้สุ้มเสียง
แม่นางน้อยยุ่งวุ่นวายยิ่ง
การศึกษาค้นคว้าเรื่องแผนผังปิศาจของค่ายจินวูได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดาปิศาจที่มีสายเลือดชั้นดี พลังของพวกมัน
มักจะยกระดับขึ้นโดยตรงถึงหนึ่งด่าน อาณาจักรป่าเถื่อนน้อยแม้เป็นเพียง
อาณาจักรเล็ก ๆ ที่ห่างไกล แต่ยังคงมีปิศาจด่านเจี้ยวไม่น้อย พวกมันส่วน
ภายในชั่วระยะเวลาอันสั้น มีปิศาจด่านถงหลิ่งถือกำเนิดขึ้นหกสิบ
ตน!
ความบ้าคลั่งของค่ายจินวูระบาดใส่แม่นางน้อยอย่างรวดเร็ว มันไม่
เคยคิดค้นกลยุทธ์ด้วยระดับความเร็วเท่านี้มาก่อน เริ่มขบคิดใคร่ครวญหา
วิธีการที่มันจะสามารถใช้งานปิศาจด่านถงหลิ่งเหล่านี้ได้เต็มขีด
ความสามารถสูงสุดของพวกมัน ผลสุดท้ายแม่นางน้อยตกลงใจผนวก
ปิศาจด่านถงหลิ่งเหล่านี้เข้าสู่ค่ายจูเชวี่ย
กองทัพปิศาจหาใช่สิ่งที่ยากลำบากสำหรับมันไม่ ซึ่งความจริงมัน
คุ้นเคยกับประเภททหารและกองพันอสูรปิศาจมากกว่าประเภททหารและ
กองพันของซิวเจ่อเสียอีก ซึ่งเป็นผลมาจากหมากรุกสงครามของผูเยา
นั่นเอง
แม่นางน้อยตัดสินใจวางแผนการทางยุทธวิธีใหม่ เมื่อเพิ่มปิศาจ
ด่านถงหลิ่งเหล่านี้เข้ามา ช่วยให้ค่ายจูเชวี่ยยิ่งแกร่งกล้ากว่าเดิม ทั้งยัง
พัฒนาพลิกแพลงได้หลายหลากขึ้น พวกมันมีพลังมากพอที่จะใช้กระบวน
ทัพที่ซับซ้อนมากขึ้น ไปจนถึงสำเร็จยุทธวิธีที่ลำบากยากเย็นกว่าเดิมมาก!
ผลการต่อสู้กับอาซาเก๋อเมื่อคราวที่แล้ว แม่นางน้อยไม่อาจกล้ากลืน
ฝืนทนได้!
มันเห็นซึ้งกระจ่างใจ หากต้องการบุกเข้าภพปิศาจไปช่วยหนุนเสริม
ศิษย์พี่ของมัน พวกมันต้องแข็งแกร่งกว่านี้!
ทีแรกเหล่าปิศาจด่านถงหลิ่งทั้งต่อต้านและดูแคลนค่ายจูเชวี่ยอย่าง
รุนแรง แต่หลังจากเว่ยหยานนำกองร้อยครึ่งหนิงม่ายครึ่งจินตัน เข้าบดขยี้
กองทัพที่ประกอบด้วยปิศาจด่านถงหลิ่งทั้งหมดจนหมดทางสู้ เหล่าปิศาจ
ด่านถงหลิ่งก็ยอมศิโรราบแต่โดยดี
เผ่าปิศาจนับถือพลังความแข็งแกร่งเหนือสิ่งอื่นใด สิทธิ์ในการกล่าว
วาจาต้องดูว่าหมัดของผู้ใดใหญ่โตกว่ากัน หากพวกมันยอมศิโรราบ พวก
มันก็ไม่เคยมีลวดลายใด ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังไม่ได้โง่งม ดังนั้นแม้ว่าการ
ที่ต้องยอมรับการใช้ชีวิตร่วมกับซิวเจ่อ จะทำให้พวกมันลำบากใจอยู่บ้าง
แต่เนื่องจากพลังอำนาจของเกาะเต่าค่อย ๆ เปิดเผยให้พวกมันได้ประจักษ์
มิหนำซ้าเกาะเต่ายังปฏิบัติต่อเผ่าปิศาจอย่างเท่าเทียม พวกมันก็ค่อย ๆ
ละวางอคติของตน
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ปิศาจทั้งหมดล้วนเชื่อว่าซิวเจ่อเหล่านี้ รวมถึง
อาณาจักรทะเลเมฆแห่งนี้ เป็นดินแดนที่เจ้าเหนือหัวของพวกมันพิชิตได้
ราชันของพวกเรา นั่นคือจ้าวปิศาจที่แท้จริง!
เหล่าปิศาจที่ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับเกาะเต่า แสดงให้เห็นระเบียบวินัย
ที่ดี รวมทั้งความอดกลั้นและทรหดอดทน บรรดาเซียนกระบี่ค่ายจูเชวี่ย
นับถือเลื่อมใสพวกมันยิ่ง
เหล่าเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ยก็ไม่ยินยอมพร้อมใจเช่นกัน พวกมัน
พากันมุ่งมั่นฝึกปรืออย่างหนักหน่วงที่สุดเท่าที่จะฝืนรับไหว ไม่ยอม
น้อยหน้าบรรดาปิศาจด่านถงหลิ่งแม้แต่น้อย
ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้เอง ค่ายจูเชวี่ยโฉมใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วย
พิชัยยุทธ์แบบใหม่ ก็ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น