สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 571 หลักศิลาทักษะปิศาจ
“เสียกงจู่?”
?”
?” จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข
“ไม่ใช่เช่นนั้น” เถาซิงสั่นศีรษะ กล่าวเป็นเชิงเย้ยหยันตัวเอง “ข้าอาจ
มีฝีมือทางด้านเพาะเลี้ยงตัวอ่อนปิศาจ แต่ในสายตาของต้าเหรินผู้ยิ่งใหญ่
ที่แท้จริงเหล่านั้น ข้าก็เป็นเพียงแค่คนเพาะเลี้ยงตัวอ่อนปิศาจให้แก่พวก
มันเท่านั้น ไม่มีอันใดแตกต่างจากคนเลี้ยงแมลงผู้หนึ่ง”
จั่วม่อผิดหวังสุดระงับ แต่ยังคงรีบปลอบโยนว่า “เจ้ายังคงเป็นบุคคล
ที่มีอำนาจอิทธิพลไม่น้อย”
ถังเฟยที่ด้านข้างทำสีหน้าแปลกพิกล นางเพิ่งเคยได้ยินคนปลอบโยน
ผู้อื่นเช่นนี้เป็นครั้งแรก หรือมันไม่ทราบว่าเฉิงจู่เพียงกล่าวถ่อมตนเท่านั้น
เถาซิงหัวร่อออกมา จากนั้นกระตุ้นเตือนว่า “จดจำไว้ อย่าได้ตอแย
เสียกงจู่ วันนี้เจ้าหุนหันวู่วามเหลือเกินที่ไปตอแยหลันเทียนหลง ทว่าเสีย
กงจู่นางนี้ฉากหลังยังลึกล้ากว่าหลันเทียนหลงอีก อย่าได้เห็นว่าวันนี้หลัน
เทียนหลงอวดโอ่โอหังอยู่หน้าประตูเมือง หากเสียกงจู่อยู่ที่นี่ มันจะ
กลายเป็นเรียบ ๆ ร้อย ๆ ยิ่ง”
“เสียกงจู่ที่แท้เป็นใครกันแน่?” จั่วม่อสับสนงุนงง สีหน้ามีแต่ความ
ฉงนใจ
“เสียกงจู่มาจากตระกูลเก่าแก่แห่งหนึ่ง ตระกูลอานเหวย เก่าแก่ยิ่ง
กว่าตระกูลหลันมาก ตระกูลอานเหวยเป็นหนึ่งในตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดใน
ดินแดนร้อยเถื่อน พวกมันสืบสายเลือดสูงศักดิ์ที่สุด เรียกว่าสายเลือดแห่ง
อานเหวย ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน พวกมันให้กำเนิดจอมปิศาจ
ด่านไสว้สิบหกตน เจ้าสมควรจินตนาการถึงความรุ่งโรจน์ของตระกูลนี้ได้”
ถังเฟยมีสีหน้ามุ่งมาดปรารถนา สิบหกจอมปิศาจด่านไสว้ ช่างเป็น
ตัวตนอันทรงพลังถึงเพียงไหน
เถาซิงอดกระตุ้นเตือนอีกครั้งไม่ได้ “เจ้าต้องระวัง อย่าได้ตอแยเสีย
กงจู่เป็นอันขาด ตระกูลอานเหวยเป็นมหายักษ์แท้จริงที่อยู่ด้านบนสุดของ
ห่วงโซ่อาหาร ประมุขตระกูลอานเหวยรุ่นปัจจุบัน อานเหวยหมิง เป็นจอม
ปิศาจด่านไสว้ที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง พวกมันปกครองเจ็ดสิบสี่อาณาจักร
ปิศาจ!”
ได้ยินเช่นนี้ จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ จอมปิศาจด่านไสว้ตนหนึ่ง
ปกครองเจ็ดสิบสี่อาณาจักร ตระกูลที่ทรงพลังอำนาจถึงปานนี้นับน่า
ประหวั่นพรั่นพรึงโดยแท้
แต่เมื่อคิดถึงเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่ง จั่วม่อได้แต่โยนความกลัวออกไป
จากใจ
“เวลานี้เสียกงจู่อยู่ที่ใด?”
“ตระกูลอานเหวย… …” จั่วม่อพึมพำ
ทันใดนั้น ในทะเลแห่งจิตสำนึกของมัน เสียงผูเยาโพล่งขึ้นอย่าง
กะทันหัน “ข้ามีหนทาง”
จั่วม่อประหลาดใจเล็กน้อย มองดูผูเยาอย่างสงสัยใจ “คราวนี้เจ้า
วางแผนอันใดอีก
ผูเยาหัวร่อฮิฮะพลางกล่าว “ตระกูลอานเหวยเป็นศัตรูเก่าของพวก
เรา! ฮึ่มฮึ่ม ข้าคิดทวงถามหนี้ในอดีตมานานแล้ว นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะ
เสนอตัวมาถึงที่!”
นัยน์ตาสีเลือดทอประกายฆ่าฟันอย่างเปี่ยมล้น
เว่ยก็โผล่ออกมาเช่นกัน กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อาจั่ว ในอดีตเรากับ
ตระกูลอานเหวยมีข้อบาดหมางเล็กน้อย อ้อ เจ้าจะช่วยพวกเราทวงถาม
หนี้แค้นใช่หรือไม่?”
จั่วม่อรู้สึกศีรษะพองโต “ในเวลาเช่นนี้ พวกเจ้าไหนเลยจะก่อเรื่อง
ยุ่งยากได้?”
“เจ้าไม่ต้องการช่วยเหลือเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งหรือ?” ผูเยาแค่นเสียง
อย่างเย็นชา “เราล่วงรู้ประวัติความเป็นมาทุกอย่างของตระกูลอานเหวย
เราจะช่วยให้เจ้าสามารถชิงตัวเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่งกลับคืนมา ในทาง
กลับกัน เจ้าต้องช่วยเราทวงถามหนี้สินจากตระกูลอานเหวย”
จั่วม่อหันไปมองเว่ย
เว่ยผงกศีรษะอย่างหนักแน่น “ที่มันกล่าวมาล้วนเป็นความสัตย์จริง”
ผูเยากับเว่ยเมื่อต่างพยักหน้ายืนยัน เรื่องนี้ก็ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที
จั่วม่อผงกศีรษะรับ “ประเสริฐ! พวกเจ้าช่วยข้า ข้าช่วยพวกเจ้า!”
ปากแม้กล่าวเช่นนี้ แต่ในใจลอบตื่นตะลึง ตระกูลอานเหวยดูเหมือน
ล่วงเกินสองเฒ่าประหลาดคู่นี้ไม่น้อย กระทั่งผ่านล่วงไปเป็นพันปีพวกมัน
ยังไม่ลืมเลือนความแค้น ไม่ทราบว่าข้อบาดหมางครั้งนั้นร้ายแรงสักปาน
ใด?
อย่างไรก็ตาม ตราบเท่าที่มันสามารถช่วยเหลือเสี่ยวกั่วกับหลี่อิงฟ่ง
จั่วม่อยินดีปล่อยให้ทั้งสองคนนี้อาละวาดไปตามใจปรารถนา
?” ปู้เกิ้นถามอย่างเย็นชา
“ใช่ขอรับ! ผู้น้อยสืบทราบว่า หลันเทียนหลงมิเพียงไม่ลงมือ แต่
ถึงกับมอบทาสผู้นั้นให้แก่ผู้นำค่ายเว่ยตามคำร้องขอ ทั้งยังมอบเหรียญ
ตราสัญลักษณ์ให้ด้วยและเชื้อเชิญผู้อื่นมาร่วมดื่มสุราที่เคหสถานของมัน”
ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานอย่างละเอียดยิบ
“ดูเหมือนว่าคนผู้นี้ไม่รวบรัดธรรมดาเสียแล้ว” ปู้เกิ้นพึมพำกับ
ตนเอง จมลงไปในห้วงความคิด
เดิมทีมันตั้งใจว่าเมื่อเข้าสู่เมืองมหาสันติ จะท้าประลองจั่วม่อและ
สังหารอีกฝ่ายอย่างเปิดเผยเพื่อล้างอัปยศให้แก่ตระกูลของมัน แต่เมื่อ
ทราบข่าวนี้ มันก็ตระหนักในบัดดล สถานการณ์ยังสลับซับซ้อนกว่าที่มัน
คิดเอาไว้มาก
ปู้เกิ้นแม้พลังฝีมือกล้าแข็ง แต่มันมีฝีมือทางแม่ทัพบัญชาการศึก
มากกว่า พลังฝีมือของมันเทียบไม่ได้กับหลันเทียนหลง
หลันเทียนหลงนิสัยใจคอดุเดือดปานเปลวเพลิง แต่เป็นคนมีความคิด
อ่านผู้หนึ่ง มันเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายยังไม่ยอมลงไม้ลงมือ เช่นนั้นก็
มีจุดที่จะต้องขบคิดใคร่ครวญให้ดี
หากสาเหตุเนื่องเพราะคนผู้นั้นมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมจริง ๆ เช่นนั้น
หากปู้เกิ้นท้าทายมันก็นับว่าไม่ฉลาดเป็นอย่างยิ่ง แต่หากเป็นเพราะ
เหตุผลอื่นที่ทำให้หลันเทียนหลงตัดสินใจเช่นนี้ ปู้เกิ้นยิ่งต้องระมัดระวัง
กว่าเดิม
แต่หากเนื่องเพราะฉากหลังของคนผู้นั้น ทำให้กระทั่งหลันเทียนหลง
ยังต้องระแวดระวัง เช่นนั้นสำหรับปู้เกิ้น การตัดสินใจผิดพลาดเพียง
เล็กน้อยอาจชักนำเภทภัยถึงขั้นล่มสลายไปสู่ตระกูลของมันได้
ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง ปู้เกิ้นสามารถมองเห็นห่วงโซ่
สำคัญได้อย่างชัดเจน
ความอับอายอัปยศแม้ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของไพร่พลและผู้คนใน
ตระกูล แต่หากล่วงเกินตระกูลเก่าแก่โดยไม่ดูตาม้าตาเรือ จะเป็นเหตุให้
ตระกูลของมันถูกทำลาย!
กระทั่งเศษซากยังไม่หลงเหลือ!
ปู้เกิ้นเมื่อศึกษาประวัติศาสตร์มาเป็นอย่างดี มันล่วงรู้ว่ามีตระกูลที่ไม่
รอบคอบมากมายนับไม่ถ้วนที่พินาศดับสูญไปเช่นนี้
มันต้องใคร่ครวญให้ดี
จั่วม่อเดินไปตามถนน ซู่หลงกับพวกตามติดอย่างกระชั้นชิด
“สิ่งแรกที่เจ้าควรทราบ คือตระกูลอานเหวยมีขุมอำนาจที่จัดตั้งอยู่ใน
เมืองมหาสันติ” ผูเยาสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น “ครั้ง
นี้ตาเฒ่าเถาซิงกล่าวไม่ผิด ตระกูลอานเหวยเต็มไปด้วยอัจฉริยะนับไม่ถ้วน
และให้กำเนิดจอมปิศาจด่านไสว้มากมาย แต่ทว่าตระกูลอานเหวยไม่เคย
ให้กำเนิดจ้าวปิศาจด่านหวัง!1 ฮ่า สำหรับตระกูลอานเหวยที่ทะเยอทะยาน
มาโดยตลอด นี่คือหนามแทงใจชิ้นใหญ่ที่สุดของพวกมัน สำหรับสมาชิก
ตระกูลอานเหวยแต่ละรุ่น ความปรารถนาต่อสุดยอดทักษะของปิศาจของ
พวกมันไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลอื่นจะเทียบได้ พวกมันต้องการความก้าวหน้า หิว
กระหายต่อความก้าวหน้าอย่างที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม! ในเมืองมหาสันติจัด
วางหลักศิลาทักษะปิศาจซึ่งอาจสามารถหนุนส่งให้สัมผัสถึงพลังของด่าน
หวังได้ พวกมันไหนเลยจะยอมพลาด?”
จั่วม่อยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าผูเยาไม่ได้คุยโวโอ้อวดแม้แต่น้อย มันมีความ
เข้าใจต่อตระกูลอานเหวยเป็นพิเศษอย่างแท้จริง
“ซือจื่อหมิงผู้นี้เมื่อสามารถชี้แนะจอมปิศาจด่านไสว้ แน่นอนว่าเป็น
ยอดคนผู้หนึ่ง” ผูเยาผู้มักจะมีดวงตาสูงส่งอยู่เหนือศีรษะ ยังแสดงความ
นับถือเลื่อมใสที่ยากจะพบพานต่อซือจื่อหมิง แต่จากนั้นมันก็ยิ้มเยาะอย่าง
เย็นชา “แต่ทว่า คิดทำความเข้าใจว่ายอดคนเช่นนี้ครุ่นคิดอันใดกลับไม่ใช่
เรื่องง่าย หลักศิลาทักษะปิศาจของซือจื่อหมิงเป็นของจริงไม่ผิดแน่ แต่ยาก
บอกได้ว่าผู้มาเยื่อมเยือนจะสามารถอ่านและทำความเข้าใจเคล็ดความบน
1
หลักศิลาได้หรือไม่ ไม่ว่าเคล็ดวิชาหรือทักษะใด เมื่อบรรลุถึงระดับชั้นหนึ่ง
ก็ยากยิ่งที่จะบ่งบอกบรรยายออกมาด้วยถ้อยภาษาอันคับแคบจำกัด”
“จากนั้นเล่า?”
?”
? ก็เนื่องเพราะด้วยหลักศิลาทักษะปิศาจของ
ซือจื่อหมิง ยอดฝีมือและอัจฉริยะมากมายจะถือกำเนิดขึ้นจากสถานที่แห่ง
? ขุมอำนาจใดไม่รักใคร่หวงแหน
อัจฉริยะ เมื่อตอนที่สร้างเมือง ไฉนมีจอมปิศาจด่านเจียงด่านไสว้มากมาย
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ?
? ย่อมมิใช่! เนื่องเพราะพวกมันมองเห็นผลประโยชน์ต่างหาก แต่
ทว่านี่จึงเป็นจุดที่ซือจื่อหมิงร้ายกาจที่สุด มันสามารถอาศัยความคิดของ
คนเหล่านี้ หยิบยืมกำลังกระทำทุกอย่างได้ตามที่มันปรารถนา ข้าไม่นับถือ
เลื่อมใสมันก็ไม่ได้แล้ว!”
กล่าวถึงตรงนี้ เว่ยต้องทอดถอนชมเชยออกมา
จั่วม่อในที่สุดก็เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังภายในเมืองอันสงบสุขแห่งนี้
หลังจากสองเฒ่าวายร้ายช่วยกันตีแผ่ออกมาจนหมดเปลือก มันทีแรกยัง
นึกนิยมชมชื่นในน้าใจอันอุ่นระอุของตำนานเมืองมหาสันติไม่น้อย พอฟัง
เรื่องนี้ ความนิยมชมชื่นต้องสลายหายวับไปทันที แต่อีกทางหนึ่ง มนกลับ
รู้สึกสนใจใคร่รู้ในตัวปรมาจารย์ซือจื่อหมิงท่านนี้มากกว่าเดิม
“ทั้งหลายทั้งมวลนี้ เราสามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ที่เราต้องการ”
ผูเยาแค่นเสียงเย็นเยือก กล่าวต่อไปว่า “แผนการรวบรัดยิ่ง เจ้าไปที่หลัก
ศิลาทักษะปิศาจ แสร้งทำเป็นเคลิบเคลิ้มมึนเมาสักสองสามวัน ทำให้
เหมือนกับว่าเจ้าเข้าใจเคล็ดความเหล่านั้น แล้วเจ้าย่อมจะดึงดูดความ
สนใจของขุมกำลังทั้งหมด รวมถึงตระกูลอานเหวยด้วย จากนั้นเจ้า
สามารถโปรยเหยื่อล่อออกไป ให้พวกมันเข้าใจว่าเจ้าไม่มีฉากหลังใด ๆ ถึง
เวลานั้นขุมกำลังเหล่านี้จะรีบมาเชื้อเชิญเจ้าเข้าร่วม เจ้าอาจท้าประลอง
กับผู้คนสองสามคน ให้พวกมันได้ชมดูความแข็งแกร่งของเจ้า ตระกูลอาน
?”
จั่วม่อรับฟังราวกับเป็นเรื่องราวของอีกโลกหนึ่ง รู้สึกพูดไม่ออกบอก
ไม่ถูกอยู่บ้าง
“ต้าเหริน พวกเรามาถึงหลักศิลาทักษะปิศาจแล้ว”
เสียงซู่หลงดังขัดจังหวะหารือของจั่วม่อ
จั่วม่อปลุกปลอบสมาธิจิตใจกลับสู่โลกจริง แล้วพลันถูกภาพอัน
งดงามตระการเบื้องหน้าดึงดูดใจ เห็นหลักศิลาพุ่งสูงราวกระบี่ เรียงราย
เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ละหลักศิลาสลักไว้ด้วยตัวอักษรคมชัดสดใส
แม้ว่าผ่านลมผ่านฝนมาร่วมสามร้อยปี พวกมันยังคงแจ่มชัดพิสุทธิ์ราวกับ
เพิ่งสลักลงไปใหม่ ๆ หลักศิลาเรียงตัวเป็นป่าหินแน่นขนัด ไม่มีหลักศิลาใด
ที่ไม่ปรากฏเคล็ดความตัวอักษร
นี่ก็คือป่าศิลาทักษะปิศาจมหาสันติที่ลือเลื่องไปทั่วสารทิศ
ข้างหลักศิลาแต่ละต้น มีปิศาจมากมายกำลังศึกษาร่าเรียน บ้างกำลัง
คัดลอกเนื้อความ ปิศาจที่มาที่นี่อย่างน้อยต้องเป็นปิศาจด่านเจี้ยว ปิศาจ
ด่านถงหลิ่งสามารถพบเห็นได้ทุกที่ในป่าหิน จั่วม่อกระทั่งพบเห็นจอม
ปิศาจด่านเจียงอีกหลายตน
เหม่อมองป่าหินอันน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึก
นับถือเลื่อมใสซือจื่อหมิงมากขึ้นทุกขณะ
คนผู้หนึ่งที่ไม่มีความสามารถเชิงยุทธ์ กลับหาญกล้าสลักความรู้
ความเข้าใจในแก่นแท้ของพลังลงบนหลักศิลา ปล่อยให้ชนชาวโลกได้ชมดู
ได้พินิจพิจารณาและตัดสินมัน
เหล่าหลักศิลาที่พุ่งตระหง่านทะยานฟ้าดุจกระบี่ ในสายตาของจั่วม่อ
จู่ ๆ ก็กลับกลายเป็นสูงใหญ่โอฬารกว่าเดิมมาก
ราวกับแฝงไว้ด้วยท่วงท่าสภาวะอันยิ่งใหญ่ของยอดคนในอดีตท่าน
นั้นก็มิปาน!