สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 686 เทพปิศาจพลันปรากฏ สะท้านทั้งโลกหล้า!
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 686 เทพปิศาจพลันปรากฏ สะท้านทั้งโลกหล้า!
“อ้อ” ปิศาจร่างสูงใหญ่กำยำหมุนตัวอย่างฉับพลัน มีรอยตรารูปเคียว
สีแดงสดสองรอยพาดอยู่บนใบหน้าเรียวบางของมัน ดวงตาสีฟ้าจางหรี่
แคบเล็กน้อย ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนบัลลังก์ที่สลักเสลาอย่างวิจิตร
งดงาม
บนใบหน้าของมันประดับด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย ทว่าไม่มีร่องรอย
ของความอบอุ่นอยู่เลยแม้แต่น้อยนิด
“วัดเสวียนคงล้มเหลวอย่างแท้จริง จนกระทั่งถึงยามนี้พวกมันยังไม่
อาจก้าวล่วงเข้าสู่ประตูแห่งพลังเทพ แต่ยังกล้ามุ่งเป้ามายังพวกเราเผ่า
ปิศาจ ช่างเหิมเกริมนัก หลายพันปีมานี้ซิวเจ่อตกต่าลงมากถึงเพียงนี้เชียว
รึ?”
รอยยิ้มของมันกลับกลายเป็นรอยยิ้มเหยียดหยามอันเย็นยะเยือก
“อาจเป็นเพราะพวกมันเป็นผู้กำชัยในมหาสงครามครั้งนั้น” สุ้มเสียง
นี้ดังมาจากในมุมด้านหนึ่ง ผู้กล่าววาจาทั้งร่างปกคลุมด้วยเกราะหนา ร่าง
กำยำล่าสันปานยักษ์ปักหลั่น บนหน้าผากมีนอแรดอันน่าสะพรึงกลัวงอก
เงยออกมา ท่วงท่าสภาวะโอ่อ่าอาจหาญ สุ้มเสียงลึกล้าเปี่ยมพลัง
“เรื่องนี้ช่วยไม่ได้จริง ๆ ผู้ใดใช้ให้พวกเราเป็นฝ่ายปราชัยกันเล่า ผู้
พ่ายแพ้ย่อมต้องคิดอ่านวางแผนช่วงชิงสิ่งที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมา”
ปิศาจหนุ่มซึ่งเอนกายอยู่กลางอากาศกล่าวด้วยสีหน้าไม่อินังขังขอบ
กล่าวคำหนึ่งก็โยนองุ่นสีแดงเลือดเข้าปากลูกหนึ่ง มันมีท่าทางปลอดโปร่ง
ผ่อนคลาย กล่าวเสียงอู้อี้ว่า “อย่าได้คิดว่าจะส่งข้าไป ข้าตอนนี้อยู่ใน
อารมณ์เกียจคร้านยิ่ง ไม่อยากจะเที่ยววิ่งแล่นไปที่ใด นอนหลับให้สาสมใจ
อา เพียงแค่ขอนอนหลับให้สาสมใจ… ..”
ปิศาจที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พอฟัง สีหน้าทั้งขุ่นแค้นทั้งอับจนปัญญา ได้
แต่หันไปมองปิศาจมีเขาที่อยู่ตรงมุมห้อง
“เอาเถอะ ข้าจะไปเอง” ปิศาจแรดกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ปีนี้
พอดีเป็นปีครบรอบสองร้อยปีของการก่อตั้งวิหารเทพของเรา ข้าจะใช้คน
เหล่านี้เป็นเครื่องเซ่นสังเวย วิหารเทพจะได้เพิ่มพูนตบะบารมี และจะ
สามารถดึงดูดตระกูลต่าง ๆ มากขึ้น ถึงเวลาที่จะสำแดงฤทธานุภาพแห่ง
วิหารเทพของเราให้โลกหล้าได้ประจักษ์แล้ว!”
ศรัทธาความเชื่อที่มากขึ้น ย่อมหมายถึงพลังเทพที่จะเพิ่มพูนทวีคูณ
ขึ้น
“ถูกของเจ้า” ปิศาจที่นั่งอยู่บนบัลลังก์หยีตาแคบลง กล่าวปนหัวร่อ
เบา ๆ “ในเมื่อไม่มีผู้ใดกล้าเสนอหน้า เช่นนั้นก็ปล่อยให้ยุคสมัยแห่งพลัง
เทพเปิดฉากขึ้นด้วยน้ามือของพวกเราเถอะ!”
ร่างกำยำดุจยักษ์ปักหลั่นหายวับไป
… …
… …
เจียงเจ๋อพ่ายศึก!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปดุจติดปีกบิน โบยบินไปยังทุกซอกทุกมุมของภพ
ทั้งสามในชั่วระยะเวลาเพียงไม่นาน หากการลอบบุกจู่โจมอาณาจักร
ขุนเขายะเยือกของเปี๋ยหานเปรียบประดุจปักมีดสั้นใส่ท้องน้อยอันอ่อนนุ่ม
ของเจียงเจ๋อ เช่นนั้นกงซุนชาก็เกาะกุมจุดอ่อนของเจียงเจ๋อจนอยู่หมัด
และคอยฉีกทึ้งกระทั่งเจียงเจ๋อต้องหลั่งโลหิตจนตาย
เมื่อทราบว่าหนทางถอยของมันถูกเปี๋ยหานจู่โจมตัดสะบั้น เจียงเจ๋อ
พยายามนำกองทัพหลักของมันบุกฝ่าวงล้อม
แต่กงซุนชาไหนเลยจะปล่อยให้เจียงเจ๋อได้มีโอกาสถอยหนีได้อย่าง
สะดวกดายถึงเพียงนั้น บางคนถึงกับกล่าวว่า กงซุนชาไม่ต่างจากสุนัขป่า
มากเล่ห์ เฝ้าเกาะติดกับกองพันเจียงจื้ออย่างเหนียวแน่น เมื่อใดที่สบ
โอกาสก็จะกระโจนเข้าฉีกทึ้ง กัดกินเลือดเนื้อทีละคำ ๆ
ทุกผู้คนที่ชมดูการต่อสู้ล้วนบอกกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน
ในสายตาของพวกมัน กองทัพของกงซุนชาเปรียบเสมือนดาบมารอัน
ลี้ลับชั่วร้าย ยามปกติหลบซ่อนมิดเม้น แต่ทุกคราวที่เผยคมดาบออกมา
เป็นต้องเชือดเฉือนเลือดเนื้อชิ้นบาง ๆ จากกองพันเจียงจื้อ เห็นคมดาบ
ต้องเห็นเลือด สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสให้แก่ศัตรู แม้ว่าการลงมีดแต่
ละครั้งจะไม่ถึงกับร้ายแรงอันใดก็ตาม
รี้พลของกองพันเจียงจื้อค่อย ๆ อ่อนแอลงเป็นลำดับ
อันว่ากาละฟ้า ชัยภูมิดิน ประชากรหนุน ข้อเสียเปรียบของการ
ละเลยชัยภูมิที่ดี มุ่งแต่ทำศึกต่างแดน สำแดงชัดออกมาในเวลานี้ ระหว่าง
ทางถอยทัพของพวกมัน ย่อมไม่มีปิศาจตนใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจียงเจ๋อ
ถึงกับเป็นไปในทางตรงกันข้าม ทัพปิศาจขนาดย่อมตามรายทางมิเพียงไม่
ช่วยเหลือ ซ้ายังคอยฉวยโอกาสจู่โจมซ้าเติมใส่ซิวเจ่อแห่งวัดเสวียนคง
แล้วแต่โอกาสจะเอื้ออำนวยให้ ทัพซิวเจ่อเล็ก ๆ ที่ล่าช้าไปสักหน่อย แทบ
ไม่มีผู้ใดเอาชีวิตรอดไปได้ เหล่าปิศาจย่อมไม่มีข้อกริ่งเกรงในการล้อม
สังหารกองทัพเล็ก ๆ ที่แตกออกมาเหล่านี้
กองกำลังของเจียงเจ๋อคล้ายจมลงไปในบึงโคลนไร้ก้นบึ้ง มิหนำซ้ายัง
มีดาบมารอันลี้ลับชั่วร้ายซุกซ่อนอยู่ในบึงโคลนอันน่าขนพองสยองเกล้านี้
ท้ายที่สุดแล้วเจียงเจ๋อก็จบสิ้นลงภายใต้น้ามือของเปี๋ยหาน
การศึกครั้งประวัติศาสตร์ที่เพียงพอจะพลิกฟ้าคว่าดิน ในที่สุดก็ปิด
ฉากลงอย่างน่าตระหนก ผลสะท้อนที่บังเกิดจากเหตุการณ์นี้ยังจะ
กระทบกระเทือนไปทั่วทั้งสามภพอย่างลึกล้า
แต่ผู้คนร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่มีผู้ใดคาดคิดไปถึงว่าเพียงหนึ่งวันให้
หลัง ทั่วทั้งสามภพจะถูกฉุดดึงความสนใจไปยังเหตุการณ์ใหญ่โตอีกเรื่อง
หนึ่ง
สิ่งที่เรียกว่าวิหารเทพปิศาจ จู่ ๆ ก็อุบัติขึ้นในโลกหล้าโดยไม่มีเค้าลาง
ล่วงหน้า
เทพปิศาจแห่งวิหารเทพปิศาจตนหนึ่ง พร้อมด้วยเจ็ดองครักษ์วิหาร
เทพปิศาจ จู่โจมสังหารยี่สิบเจ็ดผู้อาวุโสวัดเสวียนคงในคราวเดียว!
แต่สิ่งที่น่าแตกตื่นตระหนกยิ่งไปกว่านั้น ก็คือเทพปิศาจตนนี้พลัน
ประกาศก้องไปทั่วหล้า ว่าจะใช้ยี่สิบเจ็ดผู้อาวุโสวัดเสวียนคงนี้เป็น
เครื่องเซ่นสังเวยแก่วิหารเทพปิศาจของพวกมัน
ต่อจากนั้นเทพปิศาจตนนี้ยังประกาศกร้าวอีกว่า อาณาจักรเมฆา
ทมิฬอยู่ภายใต้การปกครองของวิหารเทพปิศาจ ไม่ว่าพฤติการณ์ใดที่จะ
ก่อให้เกิดศึกสงครามในอาณาจักรเมฆาทมิฬ เท่ากับตอแยและท้าทาย
วิหารเทพปิศาจโดยตรง
กับการปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลันของวิหารเทพปิศาจ ทั่วโลกล้วน
สะท้านสะเทือนจนไร้วาจาจะกล่าว
ปฏิกิริยาแรกของทุกผู้คนที่ได้ยินข่าว คือสงสัยว่าการตายของยี่สิบ
เจ็ดผู้อาวุโสวัดเสวียนคงเป็นจริงเท็จประการใด แต่ต่อจากนั้นวิหารเทพ
ปิศาจก็ได้เผยแพร่ภาพมายาต่อสาธารณชน ฉายชัดถึงซากศพของยี่สิบ
เจ็ดมหาสมณะ รวมถึงบรรดาอาวุธเวทคู่ใจของพวกมัน
ผู้คนพลันตระหนักถึงความจริงอันน่าพรั่นพรึงประการหนึ่ง
วัดเสวียนคงจบสิ้นแล้ว!
แม้ว่าพวกมันยังคงมีผู้อาวุโสด่านฝ่านซูหลงเหลืออยู่ แต่กลับสูญเสีย
เจียงเจ๋อ ยอดแม่ทัพอันดับแรก รวมถึงกองทัพหลักของพวกมันไป จากนั้น
ขุมกำลังผู้อาวุโสยังถูกจู่โจมทำลายอย่างสาหัสสากรรจ์ ไม่มีผู้ใดสามารถ
กอบกู้พวกมันจากชะตากรรมแห่งความสูญสิ้นได้อีก
ผู้ที่รู้หลักเหตุผลจะสามารถสรุปผลลัพธ์อันเที่ยงแท้นี้ได้ในทันที แต่
ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับวัดเสวียนคงอีกต่อไป ผู้พ่ายแพ้มักจะเลือน
หายไปจากความทรงจำของผู้คนในชั่วเวลาไม่ช้าไม่นาน แม้ว่าจะเป็น
ตัวตนอันยิ่งใหญ่เช่นสี่มหาสำนักก็ตาม เมื่อยามที่พวกมันถูกบดขยี้จมธรณี
ผู้คนอาจพอระลึกได้บ้างว่ามันเคยยิ่งใหญ่อหังการเพียงใด พวกมันอาจ
ปลงอนิจจังว่าสรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยน และผู้คนก็เป็นเช่นเดียวกัน แต่
เพียงชั่ววิบตาเดียว สายตาของพวกมันจะหันไปมองผู้ชนะเป็นตาเดียว ผู้
ปราชัยจะกลายเป็นเพียงเครื่องประดับประดาแห่งประวัติศาสตร์ เพื่อให้
ผู้คนได้ประจักษ์ชัดถึงความแกร่งกร้าวเกรียงไกรของผู้ชนะ และตัวตนใน
ฐานะหนึ่งในสี่มหาสำนักผู้เคยพิชิตโลก จะยิ่งหนุนส่งให้ชัยชนะหมดจด
งดงามและสะดุดตากว่าเดิม
ดังนั้นกับพลังอำนาจของวิหารเทพปิศาจที่คว้าเกียรติยศครั้งนี้ไปโดย
ไม่มีผู้ใดคาดคิด ย่อมบันดาลให้ผู้คนตื่นตะลึงอย่างสุดแสน และบังเกิด
ความประทับใจอย่างลึกล้า
ยี่สิบเจ็ดมหาสมณะอาวุโสแห่งวัดเสวียนคง ขุมกำลังอันแกร่งกล้า
เกรียงไกรชนิดที่ไม่มีขุมกำลังปิศาจฝ่ายใดกล้ารับประกันว่าพวกมันจะได้
ชัย
แต่ขุมกำลังเช่นนี้ กลับถูกเทพปิศาจแห่งวิหารเทพปิศาจเพียงตน
เดียวสังหารสิ้น!
ประโยคนี้ซ่อนความนัยมากมายไว้ภายในนั้น
ผู้คนทั่วไปอาจเพียงอัศจรรย์ใจต่อพลังอำนาจที่วิหารเทพสำแดงให้
ประจักษ์ แต่สำหรับบรรดาขุมกำลังใหญ่ ๆ ทั่วหล้าสมาธิจิตใจทั้งมวลของ
พวกมันล้วนมุ่งไปยังสองคำ… …
วิหารเทพ!
พวกมันทราบกระจ่างแก่ใจ ภายในประโยคนั้น ถ้อยคำที่ขาดหายไป
คือสิ่งใด
พลังเทพ!
แน่นอนว่ามีแต่พลังเทพ จึงสามารถช่วยให้วิหารเทพปิศาจจู่โจม
สังหารสมณะอาวุโสแห่งวัดเสวียนคงยี่สิบเจ็ดคนในรวดเดียว
ทุกผู้คนล้วนเชื่อเช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นเซียน อสูรหรือปิศาจ ไม่ว่าสำนักใดหรือชาติตระกูลใดที่มี
ประวัติศาสตร์ยาวนานอยู่บ้าง ล้วนแล้วแต่มุ่งมาดปรารถนาต่อพลังเทพ
แต่จวบกระทั่งบัดนี้ พวกมันยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดล่วงรู้วิธีการฝึกปรือ
พลังเทพ หอสมบัติมหาสันติที่เกิดศึกดุเดือดเลือดพล่านถึงเพียงนั้น เพียง
เพราะผู้คนต้องการหลักศิลาทักษะปิศาจไร้นาม ซึ่งว่ากันว่าเป็นกุญแจไข
ประตูสู่พลังเทพ
แรงดึงดูดใจของพลังเทพย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดเจน
วิหารเทพ ที่แท้กุญแจสู่พลังเทพอยู่ที่วิหารเทพ!
ปิศาจมากมายพลันตระหนักในบัดดล
เมื่อข่าวสารเกี่ยวกับวิหารเทพปิศาจถูกรวบรวมมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย
ๆ ผู้คนค่อยค้นพบว่าวิหารเทพปิศาจที่ว่านี้ คงอยู่ในอาณาจักรเมฆาทมิฬ
อันห่างไกลมานานกว่าสองร้อยปี แม้แต่ในอาณาจักรเมฆาทมิฬเองก็ยังมี
น้อยคนนักที่จะรู้จักวิหารเทพปิศาจ
ก่อนหน้านี้มีผู้ใดรู้จักอาณาจักรเมฆาทมิฬบ้างเล่า?
เตรียมการตั้งแต่สองร้อยปีที่แล้ว จากนั้นจู่ ๆ ปรากฏขึ้น สำแดงเดช
ต่อหน้าสายตาผู้คนทั่วหล้า เรื่องนี้แฝงเร้นไว้ด้วยคำถามนานัปการที่ไม่มี
ผู้ใดตอบได้
หลังจากพิธีเซ่นสังเวย วิหารเทพปิศาจพลันประกาศว่าไพร่พล
องครักษ์วิหารเทพที่ผ่านการทดสอบจะได้รับอนุญาตให้ร่าเรียนเคล็ดวิชา
พลังเทพ
ถ้อยความนี้ไม่ต่างจากโยนเพลิงไฟลงไปในหม้อน้ามันเดือด
พลังเทพ!
วิหารเทพปิศาจประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้งเป็นครั้งแรก สื่อ
ความหมายว่าพวกมันมีความเชี่ยวชาญในเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพ
อาณาจักรเมฆาทมิฬกลับกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ในบัดดล
ชาวปิศาจนับไม่ถ้วนหลั่งไหลไปยังอาณาจักรเมฆาทมิฬราวกับถูกภูตผีสิงสู่
ดลใจ
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
แนวป้องกันของซิวเจ่อแทบทั้งหมดโยกย้ายกลับไปอย่างเร็วรี่ ซิวเจ่อ
ผู้เคยถือครองความได้เปรียบมาโดยตลอด คล้ายสูญเสียพลังสภาวะทั้ง
มวลไปแทบจะในชั่วข้ามคืน สถานะของทั้งสองฝ่ายพลิกกลับตาลปัตร
หนุนส่งให้นามของวิหารเทพปิศาจโด่งดังสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
อารมณ์เศร้าโศกหม่นหมองแผ่ขยายไปทั่วภพซิวเจ่อ
พลังเทพ… เผ่าปิศาจค้นพบวิธีฝึกปรือพลังเทพแล้ว!
ความฝันว่าจะเป็น ‘บิดาแห่งพลังเทพใหม่’ ของผูเยาแตกสลายไปใน
พริบตา วิหารเทพปิศาจถึงกับเริ่มเตรียมการไว้ตั้งแต่สองร้อยปีที่แล้ว
ลำพังความมุ่งมั่นและอดทนอดกลั้นของพวกมัน กระทั่งเว่ยยังต้องทอด
ถอนชมเชย
สำหรับจั่วม่อนั้น มันได้ชมดูการต่อสู้ระหว่างเทพปิศาจกับกองกำลัง
สมณะอาวุโสด้วยสายตาตนเอง ได้เห็นความแข็งแกร่งของเทพปิศาจตน
นั้นชัดเจนกว่าผู้ใด
เทพปิศาจตนนั้นร้ายกาจเกินไปจริง ๆ!
จั่วม่อคาดเดาว่าฝ่ายตรงข้ามสมควรบรรลุพลังเทพในด่านปฐพี
พลังเทพด่านปฐพีหมายความว่าอย่างไร ในโลกนี้เกรงว่ามีเพียงไม่กี่
คนที่กระจ่างใจเทียบเท่าจั่วม่อ เมื่อพลังเทพบรรลุถึงด่านปฐพี จะกลับ
กลายเป็นสิ่งที่พลังทั้งสามมิอาจยกขึ้นเทียบได้อีก
ต่อให้เป็นจอมปิศาจด่านไสว้ ต่อหน้าพลังเทพด่านปฐพี เกรงว่า
กระทั่งเรี่ยวแรงจะต่อสู้แข็งขืนยังไม่มี
มันเห็นกับตาว่าเทพปิศาจตนนั้นสังหารยี่สิบเจ็ดผู้อาวุโสแห่งวัด
เสวียนคงอย่างสะดวกดายเพียงใด ไม่ว่าอาวุธเวทหรือเวทวิชาใด พอ
กระทบถูกเทพปิศาจล้วนไม่ต่างจากหมอกควัน ไม่อาจระคายผิวมันแม้แต่
น้อย กระทั่งจั่วม่อเองยังมือเท้าเย็นเฉียบ
เมื่อเทพปิศาจตนนั้นเหลือบมองมาทางมันแวบหนึ่ง ก่อนที่จะจากไป
จั่วม่อแทบหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง
ในชั่วพริบตานั้น มันรู้สึกสมองขาวว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์
หลังจากที่เทพปิศาจหายลับไปนานแล้ว มันจึงค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา
ความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากปลายเท้าไปยังหนังศีรษะ ทั่วร่าง
ขนลุกเกรียวอย่างสุดจะระงับยับยั้ง
น่าสะพรึงกลัวนัก!
นี่คือพลังเทพด่านปฐพีกระนั้นหรือ?
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
แม้แต่ผูเยายังเงียบงันไปเป็นเวลานาน พลังอำนาจระดับนั้นเหนือ
ความคาดหมายของมัน ฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่าก้าวล้านำหน้าพวกมันไป
มาก นี่ทำให้กระทั่งผูเยายังท้อแท้หดหู่ใจ
แต่สิ่งที่ผูเยาคาดคิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ จั่วม่อเมื่อฟื้นตื่นจากอาการ
ตะลึงลานชั่วขณะ สิ่งแรกที่มันกระทำกลับเป็นการเริ่มฝึกปรือพลังเทพ
เหมือนเช่นปกติ
ผูเยาร้องออกมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “พวกมันใช้วิหารเทพนะ!”
“อ้อ ข้ารู้” จั่วม่อไม่หยุดมือ ยังคงฝึกปรือไปตามแผนเดิม
“วิธีการของพวกมันมีประสิทธิภาพมากกว่าพวกเรา พวกมันเมื่อ
สร้างศรัทธาความเชื่อขึ้นมา ระดับความเร็วในการฝึกปรือของพวกมันจะ
เหนือล้ากว่าเรามาก” ผูเยากล่าวสืบต่อ คล้ายเกรงว่าจั่วม่อจะไม่เข้า
ใจความร้ายแรงของเรื่องราว
“อ้อ” จั่วม่อไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมือจริง ๆ
“อ้อ? เจ้าใช่สมองผิดปกติไปแล้วหรือไม่? วิธีการของพวกมันเรียบ
ง่ายกว่า ซ้ายังมีประสิทธิภาพมากกว่าของพวกเรา พวกเรา… …”
จั่วม่อในที่สุดต้องหยุดมือ กล่าวตัดบทผูเยาว่า “ไม่ว่าวิธีการของพวก
มันจะดีงามสักเท่าใด จะอย่างไรก็ไม่เหมาะกับข้า ข้าไม่มีปัญญาก่อตั้ง
วิหารเทพ พวกมันกับเราเดินคนละเส้นทางกัน ดันนั้นเราไปของเรา ไม่
สำคัญว่าวิธีการของผู้ใดดีกว่ากัน”
“ไม่สำคัญ?” ผูเยาถลึงตากลมกว้าง ราวกับว่าเพิ่งรับฟังเรื่องราวที่
มันไม่อาจเข้าใจได้
“ข้าไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพเพื่อเอาชนะพวกมัน” จั่วม่อมองดูผูเยา
กล่าวแผ่วเบาราวรำพึงกับตัวเอง “ข้ากระทำทั้งหมดเพียงเพื่ออากุ่ย เพื่อ
ปลดปล่อยอากุ่ยจากทัณฑ์เทวะมิดับสูญ และเพื่อตัวข้าเองเท่านั้น”
ผูเยาตะลึงงัน
“ยิ่งไปกว่านั้น การได้เห็นพลังของมัน กลับช่วยให้ข้ามีความเชื่อมั่น
มากกว่าเดิม พลังเทพด่านปฐพีทรงพลังยิ่ง หากข้าบรรลุถึงด่านปฐพี อาจ
สามารถปลดปล่อยอากุ่ยจากทัณฑ์เทวะมิดับสูญได้จริง ๆ!” จั่วม่อดวงตา
เป็นประกายเจิดจ้าดุจดวงดารา กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นมันหันกลับมา แย้มยิ้มสุกสว่างดั่งดวงตะวันให้แก่ผูเยา
“ที่สำคัญที่สุด ข้าเชื่อมั่นว่าเคล็ดวิชาที่เจ้า ผู เป็นผู้รังสรรค์ขึ้นมาใหม่
จะต้องไม่อ่อนด้อยกว่าใครหน้าไหนทั้งสิ้น! เพราะเจ้าคือผู!”