สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 685 ยิ่งกล้าแข็ง
เทียนหวน
ในถ้าลึกหลังภูเขาเทียนหวน จู่ ๆ ปรากฏลำแสงนับไม่ถ้วนพวยพุ่ง
ออกมา ลำแสงเหล่านี้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันแกร่งกร้าวไพศาล ชั่วพริบตา
ที่สาดกระจายปิดฟ้าคลุมดิน ทั่วทั้งเทียนหวนล้วนแตกตื่นอลหม่าน
ปรากฏสุ้มเสียงชราภาพแต่แฝงแววคลุ้มคลั่งอยู่บ้าง ดังกึกก้อง
ออกมาจากภายในถ้า
“ฮ่าฮ่า! ยันต์เทพยดา! ตาเฒ่าผู้นี้ในที่สุดก็ทำสำเร็จ! ตาเฒ่าผู้นี้ทำได้
แล้ว! ยันต์เทพยดาโบราณ ฮ่าฮ่า ไม่ถูกต้อง นับแต่นี้ไปสิ่งนี้จะถูกเรียกว่า
ยันต์เทพยดาแห่งเทียนหวน!”
เสียงหัวร่อบ้าคลั่งของเฒ่าชราที่คล้ายรำพึงรำพันกับตัวเองนั้น เมื่อ
กระทบโสตประสาทเหล่าผู้อาวุโสเทียนหวนที่กำลังเร่งรุดเข้ามา ล้วนนิ่งขึง
ตะลึงงันกันถ้วนหน้า
แต่ชั่ววิบตาถัดมา เค้าความลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่งก็ฉายชัดบน
ใบหน้าของทุกผู้คน
ยันต์เทพยดา!
ศิษย์เทียนหวนไม่ว่าผู้ใด ล้วนต้องเริ่มต้นด้วยการใช้ค่ายกลยันต์ ไหน
เลยจะไม่ล่วงรู้ความหมายที่แฝงเร้นอยู่ภายในสองคำนี้ได้!
พลังเทพโคจรหมุนเวียนไปทั่วร่าง จั่วม่อสายตาหมดจดสุกใส ไม่มีสิ่ง
ใดกีดขวางบดบัง
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาเฝ้าสังเกตทุกการเปลี่ยนแปลงของพลัง
เทพภายในร่างของจั่วม่ออย่างใจจดใจจ่อ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ล้วน
ถูกบันทึกเอาไว้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ประสบการณ์อันโชกโชนและภูมิ
ความรู้อันไพศาลของผูเยา จะช่วยป้องกันไม่ให้จั่วม่อเกิดข้อผิดพลาดมาก
เกินไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือผูเยาเป็นชนชั้นอสูรฟ้าผู้หนึ่ง ความสามารถ
อันน่าสะพรึงกลัวในการสร้างแบบจำลองจากทะเลศาสตร์อสูรนับไม่ถ้วน
ของมัน หมายความว่ามันสามารถช่วยให้จั่วม่อขัดเกลาพลังเทพให้
สมบูรณ์พร้อมด้วยความเร็วสูงสุด
อย่าได้เห็นว่าพลังเทพทื่อด้านเรียบง่าย แต่แท้ที่จริงลึกล้าและ
ซับซ้อนกว่าศาสตร์อสูรมาก ภาระในการสร้างเคล็ดวิชาใหม่ เรียกได้ว่า
มหาศาลและละเอียดยิบย่อยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กระทั่งผูเยา
ผู้เชี่ยวชาญในฝีมือด้านนี้โดยตรงยังไม่มีเวลาเหลือพอให้สนใจเรื่องอื่น ได้
แต่ทิ้งแผนการแห่งการสมคบคิดทั้งหมดไว้ให้แก่เว่ย
ในการแบ่งภาระหน้าที่เช่นนี้ ทั้งผูเยาและเว่ยกลับไม่มีผู้ใดขัดข้อง
ความเห็นของพวกมันสอดคล้องกันอย่างน่าแปลกใจ
ในความคิดของสองอสูรปิศาจเฒ่า จากพลังทั้งสามพัฒนาเป็นพลัง
เทพ จะต้องมีรูปแบบบางอย่างที่เชื่อมโยงพวกมันเข้าด้วยกัน เนื่องจาก
พลังทั้งสามได้พัฒนาถึงจุดสูงสุดมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเซียน อสูรหรือ
ปิศาจ การไล่ล่าแสวงหาความแข็งแกร่งของพวกมันล้วนไม่ต่างกัน ก้าว
สุดท้ายของพลังแต่ละชนิดยังคล้ายคลึงกันเป็นที่สุด
มองจากสถานการณ์โดยรวมแล้ว การมาถึงของยุคสมัยแห่งพลังเทพ
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
พลังเทพที่ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ผิดแผกแตกต่างจากพลังเทพดั้งเดิมใน
ยุคบรรพกาลอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าทั้งสองจะมีชื่อเรียกเดียวกัน แต่พลังเทพ
ในปัจจุบันจะถูกสร้างขึ้นใหม่จากพลังทั้งสาม
ดังนั้นในความเห็นของผูเยา ในยุคสมัยแห่งพลังเทพที่กำลังจะมาถึง
ผู้ที่สามารถก้าวนำไปเบื้องหน้าผู้อื่น จะมีความได้เปรียบอย่างมหาศาล
และในเรื่องนี้ โชควาสนาของจั่วม่อเรียกได้ว่าดีเลิศอย่างน่า
ประหลาดใจ กระทั่งผูเยากับเว่ยยังต้องทอดถอนชมเชย
แต่การนำหน้าผู้อื่นเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอให้พวกมันคลายใจ
มรดกวิชาเทพแห่งชนเผ่าสุริยันเมื่อครั้งกระโน้น แม้สามารถปราบพิชิตไป
ทั่วหล้า แต่ระหว่างโลกบรรพกาลกับยุคสมัยปัจจุบันมีข้อแตกต่างมากมาย
มรดกวิชาเทพนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังหยาบกระด้างเท่านั้น ยังต้องใช้
เวลาขัดเกลาอีกมาก จนกว่าจะพัฒนาเป็นเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพที่
สมบูรณ์แบบได้
แต่สำหรับจั่วม่อ เรื่องราวที่ผูเยากำลังครุ่นคิดพิจารณานั้น เป็นเพียง
เรื่องของอนาคตที่อยู่ไกลเกินไป
การทำลายพลังเทพมิดับสูญเพื่อช่วยเหลืออากุ่ย เป็นจุดมุ่งหมาย
เดียวของมัน
“พอแล้ว ปิดฉากการต่อสู้เถอะ” ผูเยาร้องบอกจั่วม่อ เห็นในลูกกลม
แสงที่อยู่เบื้องหน้ามัน ปรากฏเส้นแสงเจิดจ้านับไม่ถ้วนหมุนคว้างอย่างเร่ง
ร้อน หากคนทั่วไปเผลอมองเข้าไปในลูกกลมแสงนี้เพียงชั่ววูบ พวกมันจะ
หัวหมุนวิงเวียนแทบสลบไสลไปทันที
เส้นแสงที่ไหววูบแต่ละเส้น ล้วนแสดงถึงลักษณะเฉพาะของพลังเทพ
ที่ถูกบันทึกเอาไว้
จั่วม่อพอฟัง ก็ไม่มัวรีรอลังเล คว้าถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อออกมาทัน
ควัน
กริ๊ง!
เหรียญวิเศษพลันเจาะทะลวงกลางอกของผู้อาวุโสวัดเสวียนคงอย่าง
ถนัดถนี่ สร้างน้าพุเลือดสายหนึ่งฉีดพ่นเป็นฟูฝอย
พลังเทพของจั่วม่อถูกใช้จนเกลี้ยงฉาดในบัดดล แต่มันเมื่อเคยเผชิญ
เรื่องเช่นนี้มาหลายครั้ง ยามนี้ไม่แตกตื่นลนลานอีก เพียงโยนเมล็ดพันธุ์
ดวงตะวันใส่ปากอย่างรวดเร็ว รอจนเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันล่วงผ่านลงไปใน
ลำคอ ก็กลับกลายเป็นกระแสความร้อนขุมหนึ่งแล่นวาบไปทั่วร่าง พลัง
เทพในกายมันกลับมาเปี่ยมล้นสมบูรณ์อีกครา
ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อแม้ทรงพลังอำนาจสุดฟ้าสุดดิน แต่สูบกลืน
พลังเทพมหาศาล ถือเป็นยอดของวิเศษที่เหนือล้ากว่าอาวุธวิเศษทั่วไป
มาก และเพียงใช้งานได้ด้วยพลังเทพเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นอาวุธวิเศษ
พลังเทพชิ้นแรกของโลกยุคใหม่
ตัวประหลาดที่อากุ่ยเรียกออกมาก็ร้ายกาจยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่อ
ประหลาดใจ คือพลังเทพของตัวประหลาดครึ่งวานรครึ่งมนุษย์นั้นมิใช่
อ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อย!
ร่างกายของตัวประหลาดแข็งกระด้างดุจเหล็กไหล กระบี่บินยากจะ
ระคายผิวของมันได้ เวทวิชาแนวทางพุทธกลับไม่อาจสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อ
ตัวประหลาดได้เท่าที่ควร ว่ากันตามจริง เวทวิชาแนวทางพุทธสมควรเป็น
ดาวข่มของตัวประหลาดที่ชั่วร้ายและมืดมนมากที่สุด จั่วม่อคาดเดาว่าอาจ
เป็นเพราะพลังเทพของตัวประหลาด ทำให้เวทวิชาแนวทางพุทธไม่อาจ
สำแดงเดชได้
ตัวประหลาดนั้นเหี้ยมหาญดุดันเป็นพิเศษ บุกตะลุยไปเบื้องหน้าไม่
เคยถอยร่น ผนวกกับท่าร่างลี้ลับสุดหยั่งคะเนของอากุ่ย พลังเทพมิดับสูญ
ที่ปลิดชีพผู้คนโดยไร้สุ้มเสียง คู่ต่อสู้ได้แต่หลบซ้ายหลีกขวาเป็นพัลวัน รอ
จนอากุ่ยค้นพบช่องว่างรอยโหว่อย่างรวดเร็ว นางก็ต้องการเพียงหนึ่งฝ่า
มือเท่านั้น!
ในคนทั้งสาม ผู้ที่รับมืออย่างลำบากกินแรงที่สุดคือเขิงเหลียนเอ๋อร์
นางแม้ช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ แต่อาวุธเวทของศัตรูคล้ายไม่มีที่
สิ้นสุด พลังฝีกปรือของมันยังล้าลึกสุดหยั่งถึง แม้เทพวิชาของเขิงเหลียน
เอ๋อร์จะทรงอานุภาพ แต่ยังต้องสิ้นเปลืองเวลาในการใช้ออกอยู่บ้าง นาง
ได้แต่บดขยี้อาวุธเวทของศัตรูไปหลายชิ้น ทว่ายังไม่อาจทำร้ายฝ่ายตรง
ข้ามได้
แต่นางเฉลียวฉลาดยิ่ง เมื่อเห็นว่านางมิอาจทำอะไรฝ่ายตรงข้าม ก็
หยุดใช้พลังเทพสูญเปล่าทันที เพียงโหมจู่โจมสะกดตรึงศัตรูเอาไว้ ป้องกัน
มิให้มันไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือมีโอกาสหลบหนีไปได้
รอจนมหาสมณะผู้นี้เห็นจั่วม่อกับอากุ่ยโถมเข้าหามันจากคนละ
ทิศทาง ต้องแตกตื่นจนขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิงแล้ว
เช้ง
เพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้ที่ส่งมันลงสู่ปรภพก็คืออากุ่ย
พลังเทพมิดับสูญแม้ปิดผนึกดวงวิญญาณของอากุ่ย แต่กลับทำให้
สัญชาตญาณการต่อสู้ของนางน่าสะพรึงกลัวที่สุดในบรรดาคนทั้งสาม
ทั้งสามไม่มัวชักช้ารีรอ ช่วยกันสะสางซากไร้ชีวิต ปลดทรัพย์สินของ
มีค่า แล้วหมุนตัวหลบลี้หนีหน้าในบัดดล
ไม่ช้าเมื่อเหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงติดตามมาถึง พอเห็นซากศพที่ถูก
ปลดทรัพย์นอนกองเรียงรายอยู่บนพื้น พวกมันล้วนมีสีหน้าอัปลักษณ์ขัด
ตายิ่ง
… …
“ตรงนี้ ตรงนี้ ที่นี่ แล้วก็ที่นี่ด้วย… …”
ผูเยาชี้บอกรวดเดียวเจ็ดตำแหน่ง จั่วม่อที่เบื้องหน้ามันมีสีหน้าเคร่ง
ขรึมและใจจดใจจ่อ จุดที่ผูเยาชี้บอกเป็นตำแหน่งที่มันจำเป็นต้องปรับปรุง
แก้ไขและฝึกปรือใหม่อีกครั้ง
จุดที่ต้องแก้ไขทั้งเจ็ดนี้ เป็นผลลัพธ์จากการศึกษาค้นคว้าบันทึกการ
ต่อสู้และแบบจำลองพลังเทพตลอดสามวันสามคืนของผูเยา
ซึ่งความจริงแม้แต่ในยุคสมัยของตน ผูเยาแม้เป็นจอมอสูรฟ้าผู้หนึ่ง
แต่มิได้เป็นอสูรฟ้าที่ทรงพลังที่สุด ทว่าอาศัยฉายานามสารานุกรมศาสตร์
อสูรเคลื่อนที่ของมัน ในด้านขีดความสามารถในการวิเคราะห์ตีความ
ศาสตร์อสูร ไม่มีผู้ใดอาจหาญขึ้นเทียบเคียงกับมันได้
เมื่อโหมวิเคราะห์ตีความติดต่อกันถึงสามวันสามคืน กระทั่งผูเยายังมี
สีหน้าเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่ยามนี้ในดวงตาของมันลุกโชนด้วยแสงแห่ง
ความลิงโลดยินดีมากกว่า
ขัดเกลาเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพให้สมบูรณ์แบบ นับเป็นสิ่งที่
ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดในยุคนี้ ต่อให้ทอดตามองทั่วหล้า เกรงว่าผู้ที่
สามารถทำได้ยังมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ยุคใหม่กำลังจะงอกเงยขึ้นด้วยน้ามือของมันเอง โอ้โอ้โอ้ ยังจะมีสิ่งใด
น่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งไปกว่านี้อีกเล่า?
นี่เป็นผลงานชิ้นเลิศ!
บางทีมันอาจจะได้ทิ้งร่องรอยอันยิ่งใหญ่ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์!
ผูเยายังนึกถึงที่เหล่าซือของมันกำชับกำชาให้ไปยังตำหนักศาสตร์
อสูรหลังแรก เพื่อจารึกนามทิ้งไว้เบื้องหลัง แต่เรื่องนั้นเทียบกับสิ่งที่มัน
กำลังกระทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงแล้ว
มันเริ่มฝันหวานถึงฉายานามอันยิ่งใหญ่ที่จะปรากฏขึ้นหน้าชื่อของ
มัน ผู้คนจะขนานนามมันว่าอะไรหนอ?
โอ้ บิดาแห่งพลังเทพใหม่ นี่เป็นฉายานามที่ไม่เลวเลยทีเดียว!
อย่างไรก็ตาม พอสายตาของมันมองไปพบใบหน้าจรดจดจ่อของ
จั่วม่อ ค่อยรู้สึกตัวขึ้นมาทันที รีบกระแอมไอเบา ๆ จากนั้นกล่าวสืบต่อ
“ลองปรับปรุงเจ็ดจุดที่ว่านี้ก่อน ข้ายึดถือตามการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ของเวทวิชาและศาสตร์อสูรเป็นหลัก จากแบบจำลองนี้ สมควรเพิ่ม
ประสิทธิภาพสามส่วนในร้อย และลดระยะเวลาล่าช้าห้าส่วนในร้อย”
จั่วม่อจดจำเจ็ดตำแหน่งที่ต้องแก้ไขอย่างระมัดระวัง อย่าได้เห็นว่า
ตัวเลขการปรับปรุงแก้ไขเพียงไม่กี่ส่วนอาจดูน้อยนิดยิ่ง แต่จั่วม่อทราบดี
ว่าจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ หากผ่านการสั่งสมเป็นเวลานาน จะบังเกิด
ประสิทธิผลอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“เจ้ายังอยู่ในขั้นเริ่มแรกของด่านมนุษย์ การสั่งสมพลังเทพจึงเป็นสิ่ง
สำคัญที่สุด เวลานี้ไม่มีแหล่งกำเนิดศรัทธาความเชื่ออีกแล้ว คิดเพิ่มพูน
พลังเทพ มีแต่ต้องฝึกปรือพลังทั้งสามให้รุดหน้าเท่านั้น ยิ่งเจ้าฝึกปรือพลัง
ทั้งสามได้มากเท่าใด พลังเทพที่เจ้าจะสั่งสมได้ในแต่ละวันจะยิ่งมากขึ้น
เท่านั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในจุดนี้คือความสมดุล พลังเทพของเจ้าจะก่อ
เกิดได้มากมายเท่าใด ขึ้นอยู่กับพื้นฐานพลังฝึกปรือของเจ้า”
ผูเยาพลันหัวร่อฮี่ฮี่ สีหน้าภาคภูมิลำพอง “ตัวประหลาดเยี่ยงเจ้าเกรง
ว่ามีไม่มากนักหรอกกระมัง? ผู้ใดเคยฝึกปรือพลังทั้งสามพร้อมกันเช่นเจ้า?
สำหรับเหล่าคนเช่นคุนหลุน ต่อให้ยามนี้พวกมันเข้าใจว่าพลังเทพคือสิ่งใด
พวกมันยังต้องเริ่มฝึกปรือพลังทั้งสามตั้งแต่แรก นอกจากนี้ เจ้ายังมีมือ
ขวาที่ถือเป็นโชควาสนาซึ่งไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้”
จากนั้นสีหน้ามันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังอีกครั้ง “แต่เจ้าต้อง
จดจำไว้ให้มั่น อย่าได้ย่อหย่อนเป็นอันขาด อาศัยสำนักใหญ่เช่นคุนหลุน
ขอเพียงพวกมันเข้าใจวิถีทาง พวกมันจะมีสารพัดวิธีการที่จะบรรลุผลได้
โดยเร็วที่สุด จำนวนทรัพยากรที่พวกมันสามารถจ่ายออกมานั้น มากมาย
มหาศาลอย่างที่เจ้าคาดคิดไม่ถึง!”
จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าจะไม่ย่อหย่อนแม้แต่วันเดียว จนกว่าจะทำลาย
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญในร่างของอากุ่ยได้”
ผูเยางงงันวูบ หลังจากนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ค่อยมองดูจั่วม่อ พยักหน้าพลาง
กล่าว “นี่เป็นสิ่งที่ดี เจ้าในยามนี้ไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือยอีกแล้ว แต่มี
รากฐาน มีพวกพ้อง บางทีเจ้าอาจเริ่มให้ผู้คนที่อาณาจักรทะเลเมฆเริ่มต้น
ฝึกปรือพลังอื่น ๆ ได้แล้ว ตระเตรียมไว้สำหรับการฝึกปรือพลังเทพใน
อนาคต”
จั่วม่อผงกศีรษะรับ “ถูกของเจ้า”
มันฝึกปรือพลังเทพมานับว่าเป็นระยะเวลาไม่สั้น ยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าพลัง
เทพทรงอานุภาพยิ่งกว่าพลังทั้งสามมาก แม้ว่ายากจะฝึกปรือสำเร็จ แต่
ปัญหานี้กำลังค่อย ๆ ถูกผูเยาแก้ไขไปทีละน้อย
ถึงยามนี้จั่วม่อตระหนักได้อย่างชัดแจ้ง พลังเทพเป็นสิ่งที่ผู้อื่นก็
สามารถฝึกปรือได้เช่นกัน
“มอบเวทวิชา ศาสตร์อสูรและทักษะปิศาจทั้งหมดที่พวกเจ้าทั้งสอง
สะสมเอาไว้ให้แก่ข้า ‘หอคัมภีร์ผูเว่ย’ จะเปิดให้เข้าถึงตามระดับความดี
ความชอบของพวกมัน” จั่วม่อกล่าวพลางจ้องมองผูเยากับเว่ยตาไม่
กะพริบ
ผูเยายักไหล่อย่างไม่ไยดี “ตามแต่เจ้าต้องการ”
ยามนี้ผูเยาสนใจแค่เพียงพลังเทพ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่มัน
พากเพียรสะสมมาตลอดหลายพันปีแม้แต่น้อย บางทีด้วยการทำเช่นนี้
อาจช่วยให้มันสามารถเก็บสะสมฉบับคัดลอกของมรดกวิชาพลังเทพ
จันทราได้อีกด้วย
เว่ยพยักหน้า ตอบอย่างไม่ลังเล “ตกลง”
จั่วม่อแย้มยิ้มอย่างสบใจ ด้วยกรุสมบัติสะสมของผูเยากับเว่ย ใน
ระยะเวลาอันสั้น พลังของอาณาจักรทะเลเมฆจะพุ่งทะยานดุจติดปีกบิน
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยวิธีนี้รากฐานของอาณาจักรทะเลเมฆจะยิ่งเข้มแข็งมั่นคง
กว่าเดิม เหตุที่บรรดาสำนักใหญ่อยู่รอดปลอดภัยมาได้หลายพันปี โดยไม่
ล่มสลายไปเสียก่อน นอกเหนือจากทรัพยากรปริมาณมหาศาลที่พวกมัน
ถือครองแล้ว ก็เป็นเพราะมรดกวิชามากมายที่พวกมันสืบทอดต่อ ๆ กันมา
นั้นเอง
ผนวกกับพลังเทพที่จะตามมาในอีกไม่ช้า อาณาจักรทะเลเมฆจะ
เติบโตกล้าแข็งขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อบรรลุข้อตกลงกับผูเยาและเว่ย เรื่องที่เหลือสามารถจัดการผ่าน
ทางคุกสิบนิ้วได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่คร่าเคร่งฝึกฝีมือต่อไป มันไม่
จำเป็นต้องกังวลอันใดอีก
เมื่อออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อไม่ได้เริ่มฝึกฝีมือในทันที มัน
ยังคงต้องต่อกรกับเหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงที่ไล่ติดตามมาเบื้องหลัง ใน
สายตาของมัน ขบวนมหาสมณะอาวุโสอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรนี้ เป็นเพียง
หินลับมีดกองใหญ่ที่จะช่วยขัดเกลาฝีมือของมันเท่านั้น ฆ่าทิ้งหนึ่งคน พลัง
เทพของมันก็จะเติบโตรุดหน้าอีกหนึ่งส่วน
สถานการณ์ของเหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงเลวร้ายยิ่ง
เซี่ยวม่อเกอเห็นได้ชัดว่ากลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าที่พวกมันเคย
คาดคิดเอาไว้มาก การตายของสามผู้อาวุโสสะกิดเตือนพวกมัน ฝ่ายตรง
ข้ามแม้ไม่อาจปะทะหักหาญกับพวกมันทั้งหมดอย่างซึ่งหน้า แต่ยังมีขีด
ความสามารถในการเชือดพวกมันทิ้งทีละคน
ถือครองความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ พลังฝีมือกล้าแข็ง ทั้ง
กลอกกลิ้งและชั่วร้ายมากเล่ห์ ไม่ว่ามองจากมุมใดเซี่ยวม่อเกอก็ดูท่าจะ
สวมบทบาทเป็นนายพรานได้อย่างดีเยี่ยม
และเมื่อฝ่ายตรงข้ามเป็นนายพรานฝีมือเลิศ แล้วพวกมันยังจะเป็น
สิ่งใดได้อีกเล่า นอกจากเหยื่อ?
เหล่ามหาสมณะสูงศักดิ์เริ่มสำนึกเสียใจกับภารกิจครั้งนี้แล้ว