สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 732 สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม!
“มันกำลังตั้งค่ายกลอาคมหวงห้าม” ผู้นำเทพปิศาจเอ่ยอย่างเย็นชา
เทพปิศาจแรดยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างกายมัน สองเทพปิศาจปะปนอยู่ใน
กลุ่มคนโดยไม่มีผู้ติดตามอื่นอีก หลังจากปลอมแปลงรูปโฉมก็ไม่มีใครจด
จำพวกมันออก พวกมันเมื่อปิดบังตัวตนและสั่งให้บริวารสวมรอยเป็นพวก
มันแสร้งทำเป็นเร่งรุดเดินทางมา ล่อลวงศัตรูให้หลงเข้าใจผิด ก็ไม่มีผู้ใด
ทราบว่าพวกมันลอบเร้นกายมาถึงเนินสุสานภูตแต่แรก
“ข้าส่งข่าวถึงเหล่าซันเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่พวกเราลงมือ ให้มันลง
มือถ่วงเวลาตาเฒ่าลึกลับและคนของสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูร” ปิศาจแรด
กล่าวเสียงหนัก
“เราต้องรวดเร็ว คร่ากุมเซี่ยวม่อเกอให้ได้ก่อนที่พวกมันจะทันได้
ตอบโต้!” ผู้นำเทพปิศาจดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ “อาภรณ์ทูตสวรรค์
ก็จะต้องอยู่ที่มันแน่ ขอเพียงเซี่ยวม่อเกอตกอยู่ในกำมือเรา พวกเราจะช่วง
ชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ”
เทพปิศาจแรดผงกศีรษะรับ เหลือบมองไปทางเนินสุสานภูต “ข้าจะ
ทำลายอาคมหวงห้าม”
สุ้มเสียงของมันราบเรียบเฉื่อยชา แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่าง
เปี่ยมล้น ในความเห็นของมัน ความคิดที่จะตั้งค่ายกลอาคมหวงห้ามของ
เซี่ยวม่อเกอนั้นช่างน่าหัวร่อ อาคมหวงห้ามแม้แข็งแกร่งทรงพลัง แต่
แน่นอนว่าไม่อาจหยุดยั้งพวกมันได้
คิดหยุดยั้งยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพ มีเพียงต้องใช้อาคมหวงห้ามพลัง
เทพเท่านั้น
“พลังเทพของเขิงเหลียนเอ๋อร์คาดว่ายังไม่ฟื้นคืน นางไม่อาจเป็นภัย
คุกคามอันใด” ผู้นำเทพปิศาจกล่าวอย่างครุ่นคิด “เซี่ยวม่อเกอก่อตั้งอาคม
หวงห้ามขบวนใหญ่ ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกำลังอย่างมากมายเป็นแน่ ที่
น่าเป็นห่วงอยู่บ้างมีเพียงหญิงรับใช้อัปลักษณ์ของมันผู้เดียว”
เทพปิศาจแรดรับฟังอย่างเงียบงัน สีหน้าสงบเยือกเย็น
“อย่าได้ออมแรง” ผู้นำเทพปิศาจสายตาไม่เคยคลาดคลาจากเนิน
สุสานภูตแม้แต่ชั่วแวบ “ศึกคราวนี้จะเป็นเครื่องกำหนดอนาคตของวิหาร
เทพปิศาจเรา หากประสบความสำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงสภาผู้
อาวุโสเผ่าอสูรอีก!”
“เข้าใจแล้ว” เทพปิศาจแรดกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ลงมือในบัดดล!” วาจายังไม่ทันจะสิ้นสุด ร่างของผู้นำเทพปิศาจ
พลันหายวับไปก่อน
เทพปิศาจแรดร่างพร่าเลือนวูบ จากนั้นปรากฏขึ้นในเบื้องสูงเหนือ
ชายขอบของเนินสุสานภูตอย่างเงียบเชียบ
มันสูดลมหายใจลึก พลังเทพทั่วร่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มันทราบ
ว่าทันทีที่ลงมือจู่โจม ตัวตนของมันจะถูกเปิดเผยต่อหน้าผู้คนทั้งหมดทันที
เกียรติยศอัปยศล้วนขึ้นอยู่กับกระบวนท่านี้!
มันขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งมวลออกจากใจ วาดหมัดขึ้นอย่างเชื่องช้า
สองตาถลึงจนกลมกว้าง
ตูม!
พลังสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกระเบิดวาบดุจภูเขาไฟปะทุ ไม่
ปกปิดซ่อนเร้นอีกต่อไป!
มันเจิดจ้าดุจดวงตะวันฉายแสง!
สภาวะพลังเทพอันกล้าแกร่งเกรียงไกรดุจพายุหมุนหอบใหญ่ กวาด
ซัดไปทั่วเนินสุสานภูตในรัศมีหนึ่งร้อยลี้ พลังกดดันที่ชวนให้ผู้คนหายใจไม่
ออกประหนึ่งเสียงคำรามเกรี้ยวกราดของสัตว์ร้ายจากยุคบรรพกาล เหล่า
ปิศาจที่มีพลังยุทธ์พื้นเพธรรมดาถึงกับแข้งขาอ่อนยวบ แทบจะล่าถอย
ออกจากสถานที่นั้น
ทันใดนั้นแขนขวาของเทพปิศาจแรด พลันบังเกิดห่วงแสงสีแดงดุจ
โลหิตรัดพันอยู่รอบ ๆ
เทพปิศาจแรดดวงตาทอประกายเย็นชา มือขวากางนิ้วทั้งห้า กด
ประทับลงสู่เบื้องล่าง
พลังหยินที่จู่ ๆ ก็กล้าแข็งขึ้นหลายเท่าทำเอาจั่วม่อแทบมือไม้ปั่นป่วน
แต่มันปฏิกิริยารวดเร็ว ทำการปรับเปลี่ยนทันควัน กระบวนท่าดรรชนี
เปลี่ยนแปลงไปในบัดดล
พลังหยินประดุจมังกรสีเทาม้วนตัวอย่างดุดัน เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า
ไปตามลวดลายแผนผังปิศาจและค่ายกลยันต์ที่ก่อตั้งแล้วเสร็จ ไม่ว่าผ่าน
ไปยังที่ใด แผนผังปิศาจและค่ายกลยันต์พลันเปล่งแสงสว่างวาบ พลังหยิน
ทั้งมวลถูกแผนผังปิศาจและค่ายกลยันต์ดูดกลืนเข้าไป จากนั้นแปรสภาพ
กลายเป็นเกล็ดหิมะสีเทา
หิมะสีเทายิ่งนานยิ่งหนาหนัก
ต่อให้เป็นบุคคลอันเข้มแข็งเช่นจั่วม่อ แต่หลังจากทุ่มเทแรงกาย
แรงใจก่อตั้งอาคมหวงห้ามเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ ยังอดแสดงสีหน้าเหน็ด
เหนื่อยอยู่บ้างไม่ได้ มันโยนเมล็ดพันธุ์ดวงตะวันใส่ปาก รู้สึกถึงพลังเทพ
บริสุทธิ์ช่วยฟื้นกำลังวังชาให้แก่ร่างกายของมันอย่างต่อเนื่อง รอจนกลับสู่
สภาพสมบูรณ์ ประกายในดวงตายิ่งสว่างเจิดจ้ากว่าเดิม
มองดูภูเขา แม่น้าและไฟพิภพที่ไหลเวียนอยู่ภายในรัศมีห้าสิบลี้ ชื่น
ชมลวดลายยันต์และแผนผังปิศาจแน่นขนัด ใบหน้าต้องทอแววภาคภูมิ
ลำพองขึ้นมา
เกอช่างเป็นอัจฉริยะโดยแท้!
อย่างไรก็ตาม ค่ายกลอาคมหวงห้ามชุดนี้จะทรงพลานุภาพร้ายกาจ
ปานใด มีแต่ต้องเปิดใช้งานจึงจะทราบได้
หิมะสีเทาซึ่งกระหน่าโปรยอย่างหนาหนักและแปลกประหลาด เป็นที่
สังเกตของเหล่ายอดยุทธ์ที่รวมตัวกันอยู่ด้านนอก ดวงตานับไม่ถ้วน
เพ่งมองไปยังเนินสุสานภูตด้านหลังเส้นเปลวไฟสีทอง ราวกับต้องการจะ
มองให้ทะลุว่าภายในนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก ก้มลงมองค่ายกลอาคมหวงห้ามที่เบื้องล่าง
ดวงตาสาดประกายเจิดจ้าอย่างน่าตระหนก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นก็เปิดใช้งานเสียเลยแล้วกัน!
เทพปิศาจแรดพลันปรากฏตัวลงมือจู่โจมอย่างกะทันหัน ทำเอาชาย
ชราลึกลับ หมิงเยวี่ยเยี่ยและยอดฝีมืออื่น ๆ ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยน
ชายชราลึกลับผมเผ้าลุกโชน เร่งเร้าพลังเทพไปถึงจุดสูงสุดในชั่ว
พริบตาเดียว ทั่วร่างปกคลุมด้วยแสงสีดำอันชวนประหวั่นพรั่นพรึง
กล้ามเนื้อเบ่งพอง ส่วนสูงยืดขยายขึ้นโดยพลัน ร่างใหญ่โตกำยำปานยักษ์
ปักหลั่น ร่างกายเปลี่ยนเป็นสีดำดุจเหล็กกล้า มันย่าเท้าตึงตึงสองก้าว บิด
เอวเงื้อหมัดจนสุดล้า จากนั้นหมัดเหล็กที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีดำพลันกระแทก
ออกไปอย่างดุดัน มุ่งตรงไปยังเทพปิศาจแรดบนฟากฟ้า ท่ามกลางเสียง
ตวาดดังกึกก้อง “ลงมา!”
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาคู่งามทอประกายเย็นเยียบ ต้นกกสีฟ้าอ่อนบน
ฝ่ามือของนางเต้นระริกด้วยจังหวะจะโคนอันพิสดาร จากนั้นระเบิดเปรี้ยง
ผีเสื้อสีฟ้าตัวหนึ่งเหินทะยานออกมา ปีกอันสวยสดงดงามสะบัดกรีด
อากาศ ผีเสื้อแปลก ๆ นั้นพลันหายวับไปต่อหน้าต่อตา
“ท่านผู้เฒ่าช่างอารมณ์ร้อนโดยแท้!” เทพปิศาจหนุ่มกล่าวปนหัวร่อ
เบา ๆ ทว่าใบหน้าหล่อเหลาไม่มีวี่แววขบขันแม้แต่น้อย มีเพียงสีหน้าเคร่ง
ขรึมจริงจังต่อสถานการณ์ร้ายแรงตรงหน้า
แสงสีโลหิตบนร่างมันทวีความหนาแน่นขึ้นทันควัน เห็นได้ชัดว่ามัน
เร่งเร้าพลังเทพขึ้นไปถึงขีดสุดเช่นกัน ภายในกลุ่มแสงสีเลือด เห็นเถาวัลย์
หนามโลหิตกลุ่มหนึ่งตวัดวูบออกมา
เถาวัลย์สีเลือดสะบัดพลิ้วกลางเวหาดุจอสรพิษที่เต็มไปด้วยหนาม
แหลม พวกมันถักประสานกลางอากาศจนปิดฟ้าคลุมดิน
เถาวัลย์โลหิตหลายสิบเส้นบิดตัวอย่างน่าขนลุก ยิ่งนานยิ่งแน่นขนัด
ถักทอรวมกันในทิศทางเดียว พลันก่อตัวเป็นกำแพงเถาวัลย์ ขวางกั้นพลัง
หมัดของชายชราลึกลับอย่างซึ่งหน้า
ตูม!
กำแพงเถาวัลย์เลือดถูกเจาะทะลวงในบัดดล
แต่เทพปิศาจหนุ่มคล้ายคาดการณ์เอาไว้แล้ว กำแพงเถาวัลย์ชั้นที่
สองและชั้นที่สามพลันปรากฏขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน
พลังหมัดสะท้านฟ้านั้นต่อยทะลุกำแพงเถาวัลย์ชั้นที่สองด้วยกำลัง
แรง จากนั้นกระแทกใส่กำแพงชั้นที่สาม แต่กลับหยุดชะงักลง
ในเวลาเดียวกัน เถาวัลย์โลหิตพลันงอกเงยดอกไม้อันสดใสกลุ่มหนึ่ง
ดอกไม้เหล่านั้นพอเบ่งบานแล้วพลันเหี่ยวเฉาลงด้วยระดับความเร็วที่เห็น
ได้ชัดตา กลีบดอกไม้ปลิดปลิวเริงระบำในสายลม ก่อเกิดเป็นม่านหมอก
โลหิตเข้าล้อมรอบผีเสื้อสีฟ้าที่กำลังบินเข้ามา
ผีเสื้อสีฟ้าสะบัดปีกเบา ๆ ม่านหมอกโลหิตสีแดงฉานไม่อาจรุดหน้า
ไปแม้แต่ชุ่นเดียว แต่กระนั้นหมอกโลหิตหนาหนักยังล้อมกรอบสกัดกั้น
ผีเสื้อสีฟ้าเอาไว้ได้
ปุ ปุ ปุ!
เสียงแตกปะทุดังรัวเร็วมาจากภายในหมอกเลือด อย่างฉับพลันทันใด
หมอกโลหิตระเบิดเปรี้ยงเสียงดังสนั่น
หมิงเยวี่ยเยี่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง พลันตัดพันธะเชื่อมโยงกับ
ผีเสื้อสีฟ้าโดยไม่ลังเล หมอกโลหิตกลางอากาศพอแตกระเบิด คลื่นแสงสี
โลหิตกวาดซัดออกรอบด้านอย่างรุนแรงดุจพายุโหม!
ผู้คนที่ไม่ทันระวังถูกกวาดปลิวลิ่วไปในอากาศ ราวกับถูกกระทิงคลั่ง
พุ่งชนก็มิปาน
บนใบหน้าของเทพปิศาจหนุ่มพลันปรากฏลวดลายสีเลือดอันน่าขน
พองสยองเกล้า โลหิตหยาดหยดลงมาจากลวดลายอันงดงามเหล่านี้ ดูทั้ง
น่าสะพรึงกลัวและเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง ใบหน้าของมันขาวซีด เสื้อผ้า
อาภรณ์แหว่งวิ่นรุ่งริ่ง ร่างสั่นระริกแทบร่วงหล่นลงจากฟ้า มันแม้อาศัย
หนึ่งต้านรับผู้ใช้พลังเทพสองคนพร้อมกัน แต่ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่าง
ใหญ่หลวง
“ไอหยาหย่า เป็นอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ที่แท้ให้ความรู้ย่าแย่ถึง
เพียงนี้”
มันพึมพำเบา ๆ ร่างสูงโปร่งลอยอยู่กลางอากาศอย่างอ่อนแรง ทำท่า
คล้ายจะร่วงหล่นลงไปได้ทุกเมื่อ
ในเวลานี้เอง คลื่นพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจทว่าคุ้นเคยกวาดซัด
เป็นระลอกกระทบแผ่นหลังของมัน
เทพปิศาจหนุ่มริมฝีปากเผยอยิ้มอย่างสบใจ ในบรรดาพวกมันทั้งสาม
ผู้นำเทพปิศาจพลังฝีมือกล้าแข็งที่สุด แต่ในด้านของพลังสุดเกรี้ยวกราดไร้
ผู้ต้านติด เทพปิศาจแรดจัดอยู่ลำดับแรก
ไม่มีสิ่งใดสามารถต้านทาน ‘หัตถ์เทพปิศาจหฤโหด’ ของเหล่าเอ้อได้!
ภาระหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว… …
เทพปิศาจหนุ่มคล้ายปลดเปลื้องภาระอันใหญ่หลวง ร่างปลอดโปร่ง
ผ่อนคลายลง ปล่อยให้ล่องลอยไปตามคลื่นกระแทกอันบ้าคลั่งราวกับ
ใบไม้ปลิวตามลม ไม่แยแสสนใจโลหิตที่ไหลซึมออกมาจากลวดลายบน
ใบหน้าของตนแม้แต่น้อย
แต่แล้วทันใดนั้นเอง ร่างที่เพิ่งจะผ่อนคลายของมันพลันแข็งทื่อ
ชั่วอึดใจนั้น เทพปิศาจหนุ่มพยายามฝืนบังคับร่าง เอี้ยวกายหัน
กลับไปมองทางเนินสุสานภูต
ดวงตาของมันเบิกกว้าง ใบหน้าถอดสีโดยสิ้นเชิง!
… …
… …
เนินสุสานภูตอันมืดมิดซึ่งปกคลุมด้วยหิมะสีเทาโปรยปราย ทันใดนั้น
สว่างเจิดจ้าราวกับตะเกียงหมื่นดวงถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แผนผังปิศาจและ
ค่ายกลยันต์ทยอยเปล่งแสงสว่างไสวด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
ราวกับคลื่นน้ากวาดวาบในรวดเดียว
เพียงชั่วพริบตาเดียว เนินสุสานภูตสว่างจ้าราวกับกลางวัน แผนผัง
ปิศาจค่ายกลยันต์อันละเอียดซับซ้อนส่องประกายไล่ไปเรื่อย ๆ พื้นที่
ภายในรัศมีห้าสิบลี้ดูคล้ายปกคลุมไปด้วยใยแมงมุมมหายักษ์ ที่ทั้ง
ละเอียดอ่อนและสว่างไสว ค่ายกลยันต์อันเจิดจ้าไร้ที่สิ้นสุด สาดส่องแม่น้า
ภูเขา เผยให้เห็นโครงร่างแสงเงาอันลี้ลับพิสดาร
เกล็ดหิมะสีเทาซึ่งล่องลอยอยู่กลางอากาศกลับขัดแย้งกับภาพอัน
ตระการตาที่เบื้องล่าง ทว่าหามีผู้ใดมองข้ามพวกมันไม่
ทว่าในชั่วพริบตานี้ ไม่มีผู้ใดมีเวลาดื่มด่ากับภาพความงามบนเนิน
สุสานภูต สายตาของทุกผู้คนไม่อาจละออกจากเงาร่างดุจเทพเทวาที่กลาง
เวหา แต่ละคนกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
‘หัตถ์เทพปิศาจหฤโหด!’
ทุกผู้คนคล้ายมองเห็นขุนเขามหึมาถล่มลงมาจากฟ้าสวรรค์! เป็น
พลังอันเกรี้ยวกราดสุดเปรียบปานจนชวนให้หายใจไม่ออก ทันทีที่ถล่มลง
มาก็ช่วงชิงเอาความหวังของผู้คนไปหมดสิ้น!
ภายใต้แรงกดดันหนักหน่วงดุจขุนเขาของ ‘หัตถ์เทพปิศาจหฤโหด’
เนินสุสานภูตอันสวยสดงดงามก็เปราะบางไม่ต่างจากบทกวีภาพวาด
ฝ่ามือนี้เพียงพอที่จะทำลายล้างเนินสุสานภูตจนราบเป็นหน้ากลอง!
ท่ามกลางเกล็ดหิมะสีเทาโปรยปราย จั่วม่อพลันเงยหน้าขวับ
หลังจากเพิ่งเปิดใช้งานค่ายกล มันพลันพบเห็นพลังสุดแกร่งกร้าวชวน
สะท้านขวัญวิญญาณ โถมซัดลงจากจากเบื้องบนอย่างหักโหม!
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
ฝ่ามือนี้กลับละทิ้งเคล็ดวิชาและกระบวนท่าทั้งปวง เป็นเพียงพลัง
ทำลายล้างอันบริสุทธิ์หมดจด! เทพวิชาอันพิเศษเฉพาะเช่นนี้มันเพิ่งจะ
เคยพบเห็นเป็นครั้งแรก เทพวิชาส่วนใหญ่แม้เรียบง่ายรวบรัด มีความ
เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่มันไม่เคยได้ยินได้ฟังว่ามีเทพวิชาที่ทั้งเรียบ
ง่ายและตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้!
เมื่อครั้งนั้นมันเคยชมดูฝีมือของเทพปิศาจแรดในระหว่างที่เข่นฆ่า
สังหารกองกำลังผู้อาวุโสวัดเสวียนคง เคยประเมินระดับพลังฝีมือของเทพ
ปิศาจผู้น่าครั่นคร้ามผู้นี้ไว้แล้ว แต่พลังทำลายล้างของฝ่ามือนี้ยังทำให้มัน
ถึงกับสะท้านใจ
แต่หลังจากตะลึงลานไปชั่ววิบตา มันพลันบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง
ล่วงรู้จิตเจตนาของฝ่ายตรงข้ามในบัดดล
…ผู้อื่นคิดทำลายค่ายกลอาคมหวงห้ามของมัน!
หัวใจดวงน้อยของจั่วม่อหยุดสั่นในทันที สีหน้ากลับกลายเป็นดุร้าย
สายตาที่ตวัดขึ้นมองเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แค่นเสียงเย้ยหยัน
อย่างเย็นชา ราวกับว่าการถูกท้าทายในด้านที่มันมีความสำเร็จสูงสุดกลับ
สะกิดถูกความไม่พอใจของมันอย่างรุนแรง
นับตั้งแต่ที่เกอเริ่มร่าเรียนวิชาค่ายกล รูปแบบค่ายกลเต่าอมตะของ
เกอไม่เคยพ่ายแพ้ นี่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเกอ เป็นความรุ่งโรจน์
ที่เกอภาคภูมิใจ เจ้าคงไม่เคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรนภาจันทร์มาก่อนเป็น
แน่… …
หากยามนี้มีคนอยู่ภายในเนินสุสานภูต ผู้คนจะต้องตื่นตะลึง เมื่อ
พบว่าฉากภายในนั้นแตกต่างจากที่เห็นด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ค่ายกลยันต์
และแผนผังปิศาจบนพื้นไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวราวกับว่า
พวกมันมีชีวิต
ทันใดนันแสงประกายจากบนพืนพลันสุกสว่างขึนกว่าเดิม ดวงตาทอ
ประกายเจิดจ้าผิดปกติ ท่วงท่าขบขันผ่อนคลายบนใบหน้าเลือนหายไปสิ้น
ทิ้งไว้เพียงความจดจ่อและจริงจังเท่านั้น
ลอยอยู่กลางเวหา ใบหน้าที่ไม่หล่อเหลาของจั่วม่อส่องประกายด้วย
แสงอันลี้ลับยากบรรยาย
กระทั่งพลังคร่าขวัญวิญญาณของ ‘หัตถ์เทพปิศาจหฤโหด’ ที่กำลัง
ถล่มลงมาด้วยเสียงดังสนั่น ยังไม่อาจบดบังรัศมีระกายของมันในยามนี้ได้!
ไสหัวเข้ามาเถอะ!
มันอ้าสองแขนออกกว้าง!
กลุ่มแสงด้านล่างใต้เท้าของมันส่องแสงสว่างไสว ค่ายกลยันต์และ
แผนผังปิศาจที่ไหลเวียนไม่หยุดยั้งพลันชะงักงัน จากนั้นพวกมันคล้ายถูก
เรียกหา แต่ละอักขระแต่ละลวดลายล่องลอยออกจากพื้น โบยบินขึ้นมา
กลางอากาศ
ค่ายกลชุดนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่าหนึ่งหมื่นแปดพันชิ้น
ครอบคลุมค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจหลายหมื่นชุด
ค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจที่นับรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนชุด ทั้ง
หลากสีสันหลายรูปทรง ล้วนล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างพรักพร้อม
หากมองจากที่ห่างไกล เหนือเนินสุสานภูตในเวลานี้คล้ายปรากฏจุด
แสงระยิบระยับนับหมื่นนับแสน แต่ละจุดสว่างไสวคล้ายหมอกดวงดาว
ภาพนั้นงดงามตระการจนผู้คนไม่อาจหาถ้อยคำมาบรรยายเพียงส่วนเสี้ยว
เล็ก ๆ ของมันได้!
จุดแสงบ้างหยุดยั้ง บ้างล่องลอยกลางเวหา ส่วนหนึ่งลอยสูงขึ้นไป อีก
บางส่วนล่องลอยขึ้น ๆ ลง ๆ ผสมผสานอย่างลี้ลับพิสดาร
หิมะสีเทาไม่ตกลงมาอีก แต่ลอยค้างกลางอากาศโดยไร้เสียง
กาลเวลาคล้ายถูกความงามที่ไม่อาจบรรยายสะกดตรึงจนหยุดนิ่ง
สิ่งที่หยุดนิ่งลงพร้อมกันคือท้องนภาเหนือเนินสุสานภูต ท้องนภาอัน
เป็นประดุจสวนสวรรค์
สวนสวรรค์จักพรรดิต้องห้าม!
ท่ามกลางม่านวิกาลอันมืดมิด ท้องฟ้าเหนือเนินสุสานภูตสว่างไสว
ด้วยแสงประกายอันพร่าพรายละลานตา ร่างของจั่วม่อที่อ้าสองแขนกว้าง
ประหนึ่งจอมจักรพรรดิผู้กำลังทอดตามองดินแดนของตนอย่างเฉื่อยชา
ท่วงท่าปลอดโปร่งอหังการของผู้ที่สยบทุกอย่างไว้ใต้ฝ่าเท้าเผยออกมา
อย่างชัดแจ้งในช่วงเวลาแห่งการหยุดนิ่งนั้น
กระทั่งประกายแสงอันเจิดจรัส ยังไม่อาจบดบังรัศมีของมันได้
เมื่อเวลาคล้ายจะหยุดนิ่งไป ฝ่ามือสีโลหิตที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้าก็
แข็งค้างอยู่กลางอากาศโดยไร้สุ้มเสียง
แต่แม้ว่าจะถูกตรึงไว้กลางอากาศจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว รอย
ประทับฝ่ามือสีแดงฉานยังคงบันดาลให้ผู้คนต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ
?
จั่วม่อที่สองแขนแผ่กว้าง ดวงตาพลันทอประกายวาบ
แขนขวาแกว่งเบา ๆ ฝ่ามือกวาดออกทางขวาง เสียงตวาดดังชัดเจน
ทว่าในเวลานี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีเวลาทันได้โห่ร้องชมเชย ผู้ที่มีฝีมือกล้า
แข็งกว่าผู้อื่นพลันพบว่ามีเงาร่างเลือนรางจนแทบไม่อาจมองเห็นสายหนึ่ง
อยู่ภายในกระแสหมุนวนของริ้วลำแสง
เป็นผู้นำเทพปิศาจ!
ยามนี้แม้แต่คนที่โง่งมที่สุด ยังสามารถคาดเดาตัวตนของคนผู้นี้ได้
ถูกต้อง
ผู้นำเทพปิศาจในใจลอบคร่าครวญอย่างหวนโหย อาคมหวงห้าม
เบื้องหน้ามันประหลาดลี้ลับ ลวดลายยันต์และแผนผังปิศาจว่ายเวียนไป
อุบาทว์บัดซบ!
แผนผังปิศาจรูปเคียวบนใบหน้าของผู้นำเทพปิศาจเปล่งแสงสีแดง
ฉานชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน แต่มันเป็น
บุคคลอันเฉียบขาดผู้หนึ่ง ทราบว่าครั้งนี้ต่อให้ได้รับความช่วยเหลือจาก
ผู้อื่นก็ไม่อาจลงมือประสบผล การป้องกันตนเองในยามนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ที่สุด ความคิดพอบังเกิด มันก็เร่งเร้าพลังเทพทั่วร่างคุ้มกันร่างกายของตน
ในเวลานี้เอง แผนผังปิศาจค่ายกลยันต์รอบกายจู่ ๆ ก็หมุนคว้างอย่าง
เร่งร้อน มันรู้สึกลมหายใจแทบขาดห้วง ร่างถูกสะกดตรึงอย่างแน่นหนา
กระแสพลังปั่นป่วนอันมหาศาลหมุนคว้างรอบกายผู้นำเทพปิศาจ ตัด
เฉือน ฉีกกระชากและบดขยี้ใส่มันอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้พลังเทพของมัน
หมดเปลืองไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นรนสักเท่าใดยังไม่อาจสลัด
หลุดจากพลังสะกดตรึงนี้ได้!
รอจนถึงยามนี้ มันค่อยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของอาคมหวงห้าม
ขบวนนี้
เจ้าสิ่งนี้อาศัยกระแสพลังปั่นป่วนปริมาณมหาศาลเหนือธรรมดา
เปลี่ยนพื้นที่ภายในอาคมหวงห้ามให้กลายเป็นสุสานของพลัง ไม่ว่าพลัง
คำอาฆาตยังไม่ทันจะจบประโยค ร่างของมันค่อย ๆ เลือนหายไปด้วย
ระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนกระทั่งหายลับไปอย่าง
สมบูรณ์
เทพปิศาจแรดตระหนักว่าผู้นำเทพปิศาจใช้พลังทั้งหมดออกมา
นอกจากความตื่นตะลึง มันยังบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทันที มันทราบว่า
ภารกิจครั้งนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว
เซี่ยวม่อเกอแข็งแกร่งกว่าที่พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก!
เทพปิศาจแรดมองดูบุรุษหนุ่มผู้อยู่ท่ามกลางแสงประกายเจิดจรัส
อย่างหวาดหวั่นไม่คลาย อดรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างไม่ได้ โชคยังดีที่มันไม่ได้ติด
อยู่ในอาคมหวงห้ามร้ายกาจขบวนนั้น
ฉวยโอกาสที่ผู้คนยังไม่ทันหายตื่นตระหนก เทพปิศาจแรดร่างหายวับ
ไป แล้วปรากฏขึ้นเบื้องหลังโหยวซือหย่าเค่ออย่างฉับพลัน คว้าร่างของ
เทพปิศาจลำดับสามเอาไว้มั่น จากนั้นมือซ้ายของมันพลันระเบิดหมอก
โลหิตกลุ่มหนึ่ง ปกคลุมพวกมันทั้งคู่ไว้ภายใน
รอจนหมอกโลหิตกระจายออก เงาร่างของสองเทพปิศาจก็หาย
สาบสูญไปโดนไร้ร่องรอย
การต่อสู้ที่ระเบิดขึ้นเหนือพื้นดินไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นใต้
ดินแม้แต่น้อย
การต่อสู้ใต้พื้นพิภพก็รุนแรงไม่ต่างจากเบื้องบน ทหารยันต์ทองคำดำ
และโครงกระดูกเปลวไฟโรมรันพันตูอย่างดุเดือด ทหารยันต์ทองคำผู้พลัง
“เจ้าผีกระดูกเศษสวะ เสี่ยวเหยียได้กลิ่นเหม็นเน่ามาจากตัวเจ้า ถูก
ฝังมานานปีถึงปานนี้ยังไม่ยินยอมเลิกราอีก จงเชื่อฟังแต่โดยดี ปล่อยให้
เสี่ยวเหยียส่งเจ้าไปสู่สุขคติเสียเถอะ ไม่แน่ว่าเจ้าจะได้รับกุศลผลบุญบ้าง
นี่นับเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ของเจ้าที่จะได้ลงมาอยู่ในท้องของข้าผู้เป็น
เสี่ยวเหยีย ไม่ทราบมีสัตว์อันประเสริฐมากน้อยเท่าใดปรารถนาจะมีโชค
เช่นนี้ แต่ไม่ได้รับโชคที่ว่า มามามา อย่ามัวรีรอ… …”
สายสายตาของมัน โครงกระดูกเปลวไฟซึ่งครอบครองพลังเทพ
บริสุทธิ์อยู่ในตัวไม่ต่างอันใดจากซี่โครงหมูหอมกรุ่นชิ้นโต สิ่งที่แทรกซ้อน
อยู่ท่ามกลางเสียงพล่ามบ่นไม่รู้จบ กลับเป็นเสียงกลืนน้าลายอย่างหิว
กระหายเป็นระยะ
โครงกระดูกเปลวไฟหาใช่เพียงผีร้ายชั้นต่าที่ไร้สติปัญญาไม่ ดังนั้น
บางครั้งจะได้ยินเสียงกู่ร้องอย่างเดือดดาลจากมัน
ทันใดนั้นเอง โครงกระดูกเปลวไฟพลันร่างแข็งทื่อ เห็นมือดาบที่
ห่อหุ้มด้วยพลังสีม่วงข้างหนึ่งทะลวงออกมาจากศีรษะของมัน เปลวไฟทั้ง
มวลดับวูบไปทันที ชิ้นกระดูกสูญเสียสีสันประกายที่เคยมี
ปัง!
โครงกระดูกพลันแตกสลายเป็นผุยผงร่วงกราวลงบนพื้น
เปลวไฟสีม่วงในดวงตาอากุ่ยเจิดจ้าอย่างน่าตระหนก คล้ายต้องการ
กระโจนออกมาจากร่างของนางได้ทุกเมื่อ พลังเทพแห่งความตายภายใน
ร่างของโครงกระดูกเปลวไฟทั้งกล้าแข็งกว่าและบริสุทธิ์กว่าแม่ทัพภูตผีที่
พวกมันพบพานด้านนอกไม่รู้ว่ากี่เท่า หากบอกว่าพลังเทพของแม่ทัพภูตผี
เป็นลำธารสายน้อย พลังเทพของโครงกระดูกเปลวไฟก็เป็นแม่น้าใหญ่ที่
คลุ้มคลั่งสายหนึ่ง
ทหารยันต์ทองคำทำหน้าคล้ายจะร่าไห้
ซี่โครงหมูตุ๋นบินหายไปแล้ว!
“อาอาอาอ๊า! พวกเจ้าทั้งหมดล้วนไสหัวเข้ามา เสี่ยวเหยียบอกให้เจ้า
ออกมา … …” ทหารยันต์ทองคำดำผู้รันทดหดหู่โถมขึ้นไปบนแท่นเซ่น
สรวงชั้นสูงสุด พลางตะโกนปานคลุ้มคลั่ง
แกรก แกรก แกรก!
สามรูปปั้นหินที่เหลือพลันแตกร้าวในบัดดล ตัวประหลาดสามตน
กระโจนออกมาตรงหน้ามัน หนึ่งหัวแกะ หนึ่งหัววัว ตัวสุดท้ายมีศีรษะเป็น
นกอินทรี
ทหารยันต์ทองคำดำไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง กลับดวงตาเป็นประกาย
ร้องตวาดอย่างสบใจ “ของข้า ของข้า ล้วนเป็นของข้าทั้งสิ้น!”
จั่วม่อผู้ที่เพิ่งเข้ามาถึงพอฟังแทบสะดุดล้มคว่า ลอบปาดเหงื่อ
น้าเสียงนี้ไฉนฟังดูคล้ายเกออยู่บ้าง
เมื่อขจัดภัยคุกคามจากวิหารเทพปิศาจได้แล้ว จั่วม่อค่อยคลายใจลง
บังเกิดความเชื่อมั่นต่อ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ อย่างเปี่ยมล้น แต่
รอถึงตอนนี้มันเพิ่งพบว่าอากุ่ยหายตัวไป จึงรีบมาตามหานาง
เห็นอากุ่ยปลอดภัยดี ทั้งยังไม่ได้บาดเจ็บอันใด จั่วม่อเหมือนยกภูเขา
ออกจากอก
แต่รอจนมันกวาดตามองขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของแท่นเซ่นสรวง พลัน
สะท้านขึ้นทั้งร่าง ดวงตาทอประกายเจิดจ้า!
หลินเชียนครอบครองพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ นับเป็นผู้สืบทอดที่
เลิศล้าเป็นที่สุด ความสัมพันธ์ภายในสำนักเมื่อเทียบกับสำนักอื่นแล้ว
เรียกได้ว่าแน่นแฟ้นผิดธรรมดา นี่ยิ่งทำให้คุนหลุนน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม
หากเอ่ยถึงคุนหลุน กระทั่งชาวปิศาจที่อยู่ห่างไกลจากสนามรบแนว
หน้ายังต้องมีสีหน้าหวาดวิตก
ทว่าเมื่อไม่นานมานี้กลับเกิดเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วแดน
ปิศาจ นั่นคือวิหารเทพปิศาจพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถที่เนินสุสานภูต นี่เป็น
หัวข้อสนทนาอันร้อนแรงที่สุดในยามนี้ วิหารเทพปิศาจเป็นขุมกำลังที่ครั้ง
หนึ่งผู้คนเคยเชื่อว่ามีโอกาสผนึกรวมเผ่าปิศาจทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม พวกมันเมื่อพ่ายแพ้แล้ว ไม่มีผู้ใดกังวลสนใจกับผู้แพ้
ทั่วแดนปิศาจกำลังสนทนาอย่างร้อนแรงถึงชื่อ ๆ หนึ่ง เซี่ยวม่อเกอ!
เซียวอวิ๋นไห่คือเซี่ยวม่อเกอ แม้ว่าบรรดาขุมกำลังใหญ่ ๆ ล้วนพากัน
ปิดปากเงียบกับเรื่องนี้ราวกับว่าบรรลุข้อตกลงร่วมกันโดยไม่ได้เอ่ยปาก
แต่เสียงตวาดอย่างเคียดแค้นของผู้นำเทพปิศาจในยามล่าถอยออกจาก
สนามรบได้ยืนยันความจริงข้อนี้ให้ผู้คนได้ประจักษ์แจ้ง หากบอกว่าก่อน
หน้านี้เซี่ยวม่อเกอได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในผู้เข้มแข็งที่สุดใน
บรรดายอดยุทธ์รุ่นหลัง เป็นเพียงคลื่นลูกหลังที่อีกไม่ช้าจะไล่ทันคลื่นลูก
แรก ถึงตอนนี้กลับไม่มีผู้ใดคิดเช่นนั้นอีกแล้ว
ผู้คนเข้าใจแล้วว่ามันเป็นหนึ่งในสุดยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพซึ่งสามารถ
สั่นคลอนใต้หล้า
ด้วยข่าวพฤติการณ์อันสะท้านฟ้าสะเทือนดินของเซี่ยวม่อเกอนี้เอง
ทำให้การต่อสู้ระหว่างเซียนกระบี่คุนหลุนกับบุรุษนิรนามผู้หนึ่งเมื่อหลาย
วันก่อน กลับกลายเป็นถูกลืมเลือนไปจากความสนใจของผู้คน
แต่สิ่งที่ผู้คนไม่ล่วงรู้ก็คือ การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ฉากหนึ่งกำลังอุบัติขึ้น
ในบริเวณส่วนลึกใต้พิภพนอกเมือง
สามสิบลี้ใต้พื้นดิน มีรังไหมโลหิตที่สูงเท่ากับคนผู้หนึ่ง ดูลี้ลับพิสดาร
อย่างบอกไม่ถูก
โลหิตหลั่งรินออกมาจากกระบี่โลหิตประหารเทพ แล้วไหลเข้าสู่รัง
ไหมโลหิต ผ่านไปตามช่องทางภายในของรังไหมโลหิต สุดท้ายเข้าไปใน
ร่างของเหวยเสิ้ง ส่วนโลหิตดั้งเดิมของเหวยเสิ้งเองไหลออกมาจากอีก
ช่องทางหนึ่ง ย้อนกลับเข้าไปในกระบี่โลหิตประหารเทพ
ในร่างกายของเหวยเสิ้งในยามนี้ ไม่มีโลหิตของมันเองหลงเหลือ
แม้แต่หยดเดียว
โลหิตทุกหยาดหยดถูกแทนที่ด้วยโลหิตของนักรบหรือยอดยุทธ์ผู้
ยิ่งใหญ่ ซึ่งกระบี่โลหิตประหารเทพเคยดื่มในยามที่ปลิดชีพคนเหล่านั้น ใน
ฐานะกระบี่เทวะซึ่งข้ามผ่านหลายยุคหลายสมัย กระบี่โลหิตประหารเทพ
เคยดื่มโลหิตยอดยุทธ์นับไม่ถ้วน
โลหิตเหล่านี้เป็นโลหิตของบรรดาวีรบุรุษอย่างแท้จริง มันอัดแน่นไป
ด้วยพลัง ศรัทธาความเชื่อและความเคียดแค้นชิงชังก่อนตกตายของยอด
ยุทธ์เหล่านั้น จึงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังบริสุทธิ์อันน่าอัศจรรย์ใจ
ดังนั้นแต่ละหยาดแต่ละหยดไม่ต่างจากพิษอันร้ายกาจ
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น แต่ละหยดของโลหิตเหล่านี้อาจเป็นอันตรายถึง
ชีวิต ศรัทธาความเชื่อของยอดยุทธ์เหล่านี้กล้าแข็งเพียงใดเล่า ต่อหน้า
ความเชื่ออันแข็งแกร่งมั่นคงของพวกมัน จิตวิญญาณทั่วไปมีแต่จะถูก
ทำลายเป็นผุยผง ท้ายที่สุดแล้วก็จะหลงเหลือผลลัพธ์เพียงประการเดียว
กระทั่งร่างกายยังจะถูกทำลายไปด้วยกัน
เหวยเสิ้งกลับไม่ตาย แม้ว่าโลหิตในกายทั้งหมดจะถูกแลกเปลี่ยนกับ
โลหิตที่เป็นดั่งพิษร้ายของบรรดาวีรบุรุษแล้วก็ตาม
เนื่องเพราะมันคือเหวยเสิ้ง แม้พลังฝีมือของมันอาจไม่กล้าแข็งพอ
แต่จิตปณิธานของมันไม่เคยอ่อนด้อยกว่าใครหน้าไหนทั้งสิ้น!
ในร่างกายของมันกลายเป็นสนามรบ
สนามรบซึ่งทุกตารางนิ้วบังเกิดการสู้รบอย่างดุเดือด สนามรบ…ซึ่ง
หากไม่ชนะก็ตกตาย ไม่มีหนทางอื่นอีก