สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 770 เส้นใยสีเขียว
“พวกมันมากันแล้ว” เหนียนลู่เปรยเบา ๆ ด้วยสีหน้าหดหู่ “สองจอม
ปิศาจด่านไสว้ กองทัพใหญ่ ไอ๊หย่า จู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าแรงกดดันเริ่มจะหนัก
หนาสาหัสขึ้นมาทันที!”
ม้าฝานเอนกายเหยียดยาว ศีรษะหนุนท่อนแขน ปากเคี้ยวก้านหญ้า
เหม่อมองไปยังท้องฟ้าอย่างซึมเซา ดูคล้ายวาจาของเหนียนลู่ไม่ได้ผ่าน
เข้าหูแม้สักครึ่งคำ
เหลยเผิงกล่าวเสียงดังสนั่น “ทราบหรือไม่ว่าเจ้าไฉนรู้สึกเช่นนี้?”
?”
“อา ดังนั้นเราจึงใช้คำกล้ามใหญ่ไร้สมองมาบรรยายตัวเจ้า!” เหนียน
ลู่ตีฝีปากตอบโต้อย่างไม่ลดละ
เหลยเผิงกล่าวอย่างทระนงถือดี “สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือดูเหมือนอิสตรี
แต่อกแบนราบ”
เหนียนลู่เดือดดาลขึ้นมาทันที “เจ้าสิดูเหมือนอิสตรี! ข้าหล่อเหลา
องอาจ! เจ้าคนมีตาแต่ไร้แววซ้ายังปากสุนัขไม่มีงาช้างงอกเงย ข้าว่าเจ้า
รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วกระมัง!”
เหลยเผิงกระดิกนิ้วก้อย กล่าวปนหัวร่อเยาะหยัน “เข้ามา! มาต่อยตี
ให้รู้แน่ชัดกันไป! หากเจ้าไม่กล้า เจ้าก็เป็นดรุณีน้อย!”
เหนียนลู่เดือดดาลทะยานฟ้า กู่คำรามเสียงดังสนั่น “เจ้าสิดรุณีน้อย!”
จากนั้นทั้งสองเริ่มต่อสู้เป็นพัลวันโดยไม่มีคำที่สอง
ม้าฝานปากเคี้ยวก้านหญ้า ไม่แยแสสนใจคนบ้าทั้งสองที่ต่อสู้อย่าง
ดุเดือดอยู่รอบ ๆ มัน สายตาเกียจคร้านมองไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าสุข
สราญ
ชั่วครู่ให้หลัง มันค่อยลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นผงบนร่าง ถ่มก้านหญ้าออกจาก
ปาก แล้วกล่าวอย่างเฉื่อยชา “ไปกันเถอะ เลิกเล่นวุ่นวายกันได้แล้ว เรา
ต้องเริ่มงานเสียที สองจอมปิศาจด่านไสว้อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกล เรา
ต้องไว้หน้าพวกมันบ้าง ไม่อาจปล่อยให้พวกมันต้องผิดหวัง!”
บรรดาไพร่พลที่อยู่โดยรอบยืดอกขึ้นทันที แต่ละคนมีสีหน้าตื่นเต้น
ฮึกเหิม
ในหมู่พวกมัน มีอยู่ไม่น้อยที่เคยติดตามม้าฝานทำศึกกับวัดเสวียนคง
แต่หากเทียบกับเมื่อครั้งอดีตแล้ว กองทัพม้าฝานกล้าแกร่งกว่าเดิมมาก
มองดูเหล่าขุนศึกและไพร่พลของมัน ม้าฝานแย้มยิ้มอย่างปลอดโปร่ง
เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!
เสียงสัญญาณเตือนแหลมสูงเริ่มได้ยินถนัดชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นี่
หมายความว่าทัพศัตรูเข้าสู่ระยะไม่เกินสามร้อยลี้จากพวกมัน บนท้องฟ้า
เห็นเหล่าสายสืบหน่วยสอดแนมเหินทะยานด้วยความเร็วสูงสุดอยู่ทั่วทุกที่
บางคนกลับลงมาบนพื้น บ้างก็เพิ่งจะทะยานสวนขึ้นฟ้า
ทะเลดำทะมึนพลุ่งพล่านปั่นป่วน ม้วนโถมอย่างเกรี้ยวกราดราวกับ
ไม่มีที่สิ้นสุด
น้าทะเลสีดำราวกับหมึก ส่งกลิ่นพิเศษเฉพาะซึ่งเป็นพิษชนิดหนึ่ง ที่
แปลกพิสดารยิ่งไปกว่านั้น คือกลิ่นประหลาดชนิดนี้แทรกซึมได้อย่างดี
เยี่ยม แม้ว่าพวกมันจะหลบเข้าไปในห้องท้องเรือของเรือสินค้า กลิ่น
ประหลาดยังสามารถเล็ดลอดเข้ามาอย่างเบาบาง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ้น
ทะเลดำม้วนโถม ระลอกคลื่นโหมซัดไม่หยุดยั้ง ราวกับว่ามีสัตว์
ประหลาดมหายักษ์เคลื่อนตัวอยู่ที่เบื้องล่าง บนพื้นทะเลกระแสลมรุนแรง
พัดโหมไม่ขาดสาย คมกริบดุจใบมีด ผู้ที่พลังฝีมืออ่อนด้อยอยู่บ้างแทบไม่
อาจออกจากห้องท้องเรือแม้สักก้าวเดียว
จั่วม่อกับพวกยืนอยู่ที่ด้านหน้าสุดของลำเรือ ไม่สะทกสะท้านต่อสาย
ลมอันเกรี้ยวกราด
“สายลมอันดุเดือดนัก!” เขิงเหลียนเอ๋อร์ทอดถอนชมเชย ผมยาว
สลวยปลิวสะบัดอยู่ในสายลมราวกับฝูงอสรพิษดำเริงระบำ แต่กระโปรง
ยาวระพื้นของนางกลับไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย บันดาลให้นางดู
งดงามอย่างลี้ลับพิสดารจนบอกไม่ถูก
“ช่างหายากนัก” เหวยเสิ้งพยักหน้าเห็นพ้อง เมื่อสายลมคมกริบ
กรายเข้ามาใกล้มัน ก็สลายหายไปอย่างเงียบเชียบ
จั่วม่อลูบคางพลางกวาดตามองไปรอบด้าน บ่นพึมพำกับตัวเอง “ใน
สถานที่เช่นนี้ หากสามารถเสาะหาวิญญาณภูตดารา พวกมันจะต้อง
ระดับสูงมากเป็นแน่!”
มันทำท่าคว้าจับไปทางทะเลดำแต่ไกล ทันใดนั้นน้าทะเลกลับ
กลายเป็นมังกรน้าตัวหนึ่งโผพุ่งขึ้น มังกรน้าทะเลดำบินร่อนมาถึงเบื้อง
หน้าจั่วม่อ แล้วเปลี่ยนเป็นมวลน้าทรงกลมสีดำกลุ่มหนึ่ง
หลังจากเพ่งพินิจพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ จั่วม่อกล่าวอย่างครุ่นคิด “น้าสี
ดำนี้แปลกประหลาดยิ่ง เปี่ยมล้นไปด้วยพลังหยิน แต่ในน้ากลับไม่มีสิ่งใด
เจือปน ไฉนเป็นสีดำดุจหมึกเช่นนี้ได้
มันกวักมือเบา ๆ มวลน้าทรงกลมลอยไปยังเจดีย์น้อย เจดีย์น้อยสะดุ้ง
เฮือก ตัวสั่นระรัวเหมือนตีกลอง เห็นได้ชัดว่าไม่ชมชอบน้าสีดำเหล่านี้ จั่ว
ม่อต้องประหลาดใจกว่าเดิม เจดีย์น้อยสามารถแยกสลายองค์ประกอบห
ยินหยางและห้าธาตุ หมายความว่าแทบไม่มีสิ่งใดที่มันแยกสลายไม่ได้ ว่า
กันตามหลักการ ไม่ว่าจะเป็นน้าประเภทใด แต่เนื่องเพราะน้าเป็นหนึ่งใน
ห้าธาตุ สมควรอยู่ในขอบเขตที่เจดีย์น้อยสามารถดูดกลืนได้จึงจะถูกต้อง
แต่เจดีย์น้อยถึงกับแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์ที่หาได้ยากยิ่ง
เจ้าผู้นี้ไม่ใช่นักกินที่จู้จี้จุกจิกอันใด สิ่งที่กระทั่งจอมตะกละผู้สวาปาม
ไม่เลือกอย่างเจดีย์น้อยยังไม่ชมชอบ …ช่างน่าสนใจนัก!
ทันใดนั้นเอง จงหยูซึ่งหลับตานั่งสมาธิอยู่แต่แรกพลันลืมตาขึ้น
ดรรชนีแห้งกรังชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “ทางด้านนั้นมีอะไร?”
ทุกคนงงงันวูบ พากันหันมองไปตามปลายนิ้วของจงหยู จากนั้นสี
หน้าทอแววประหลาดใจ
บนท้องฟ้าไม่ไกลออกไปนัก เห็นเส้นใยสีเขียวเบาบางล่องลอยอยู่
กลางอากาศ เส้นใยสีเขียวนี้เบาบางยิ่ง หากมิได้เพ่งมองอย่างใกล้ชิดก็ยาก
จะพบเห็นได้ด้วยตาเปล่า กระแสลมอันกราดเกรี้ยวรุนแรงคล้ายไม่อาจ
สร้างความเสียหายให้แก่มัน ทั้งมันยังพาตัวลอยละล่องไปตามสายลมนั้น
อีกด้วย
ไม่มีผู้ใดสามารถระบุชื่อของเจ้าสิ่งนี้ได้ กระทั่งตัวประหลาดที่คลั่ง
ไคล้สมบัติอย่างจั่วม่อยังนึกไม่ออก ว่าเส้นใยสีเขียวประหลาดนี้ที่แท้เป็น
สิ่งใดกันแน่
จะต้องเป็นสมบัติอย่างแน่นอน!
“มุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้น!” จั่วม่อชี้นิ้วพลางตะโกนสั่งสุดเสียง
ได้ยินคำสั่งอันหนักแน่นที่แฝงแววลิงโลดของต้าเหริน เรือสินค้าหัก
เลี้ยวในบัดดล มุ่งตรงไปยังเส้นใยสีเขียวที่เห็นอยู่แต่ไกล พวกเหวยเสิ้งกับ
คนอื่นๆ รู้จักนิสัยใจคอของเสี่ยวม่อเกอเป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้เสี่ยวม่อเกอ
ตื่นเต้นลิงโลดได้ จะต้องไม่ใช่สิ่งของธรรมดาสามัญเป็นแน่ แต่ละคน
ใบหน้าทอแววคาดหวังรอคอย
มองทีแรกดูเหมือนว่าไม่ไกลออกไปเท่าใด แต่ในความเป็นจริง เรือ
สินค้าต้องเร่งรุดเดินทางกว่าหนึ่งชั่วยามเต็ม
รอจนพวกมันเข้าไปใกล้ ทุกคนค่อยพบว่าเส้นใยสีเขียวนั้นยืดยาว
กว่าที่พวกมันคิดเอาไว้มาก มีความยาวถึงเจ็ดแปดลี้ สะบัดพลิ้วอยู่กลาง
อากาศราวกับต้นสาหร่ายทะเลกลุ่มใหญ่
ทันทีที่พวกมันเข้าไปใกล้ เส้นใยสีเขียวคล้ายสัมผัสได้ถึงอันตราย ร่าง
ที่โบกพลิ้วอย่างแช่มช้าพลันกระตุกวูบอย่างรุนแรง
ทุกคนรู้สึกเพียงแค่ลำแสงจันทร์เสี้ยวสีเขียวเส้นหนึ่งพลันพวยพุ่ง
ออกมาจากเส้นใยสีเขียว ฟันวาบใส่ลำเรืออย่างเกรี้ยวกราดดุดัน
เหวยเสิ้งดวงตาสาดประกายเจิดจ้า สืบเท้าก้าวไปยังส่วนหน้าสุดของ
ลำเรือ กระบี่โลหิตประหารเทพปรากฏขึ้นในมือ พลางโห่ร้องชมเชย
กระบี่โลหิตประหารเทพตวัดวูบ ปราณกระบี่สีแดงฉานฟาดฟันเข้า
ปะทะกับลำแสงจันทร์เสี้ยวสีเขียวอย่างหักโหม ถึงกับยังรวดเร็วยิ่งกว่า!
ลำแสงหนึ่งเขียวหนึ่งแดงกระแทกชนกันอย่างถนัดถนี่!
บึม!
ประหนึ่งอัสนีบาตฟาดทลาย กระแสลมรุนแรงกระโชกวูบ หมุนคว้าง
ออกเป็นวงกว้าง เรือสินค้าสั่นสะท้าน ถูกผลักถอยหลังกลับไปหลายจั้ง
“ฮะ!” เหวยเสิ้งเผยสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้าง มันย่อมรู้ดีกว่าใครว่า
กระบวนท่ากระบี่ของตนเข้มแข็งทรงพลังเพียงใด พลังแสงสีเขียวสายนั้น
กลับปะทะหักหาญได้อย่างคู่คี่ก้ากึ่ง
เส้นใยสีเขียวสั่นกระตุกอย่างรุนแรงไม่หยุดยั้ง พลังแสงสีเขียวโหมซัด
เข้ามาดั่งลมคลุ้มฝนคลั่ง!
จุดแสงสีแดงเล็กๆ ขยายพรวดพราดอย่างฉับพลัน คลื่นปราณกระบี่
สีแดงโถมทะลักออกไปโดยไม่รู้จุดเริ่มต้นสิ้นสุด!
จุดแสงสีแดงราวกับหัวหน้าฝูงวิหค เส้นสายปราณกระบี่สีโลหิตนับไม่
ถ้วนพลุ่งพล่านอยู่ทางด้านหลัง ประหนึ่งมวลเมฆทะมึนที่ประกอบไปด้วย
ฝูงวิหคโลหิต ภายในชั่วพริบตา เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมเล็กดังสะท้าน
ไปถึงชั้นฟ้า ฝูงวิหคโลหิตเปลี่ยนเป็นกระแสคลื่นพิโรธ กราดเกรี้ยวดุดัน
ปานภูเขาหิมะถล่มทลาย พกพาเสียงคำรามดังสนั่นพุ่งตรงเข้าหาพิรุณ
แสงสีเขียวอย่างไม่ครั่นคร้าม!
กระแสคลื่นหนึ่งเขียวหนึ่งแดง กระแทกปะทะอย่างหักโหม!
ท่ามกลางท้องฟ้า จุดประกายเจิดจ้านับไม่ถ้วนสาดกระเซ็นไปทุก
ทิศทาง ราวกับหมู่ดาวพร้อมใจกันประชันประกาย
ภาพอันงดงามตระการตานี้ บันดาลให้ผู้คนแทบกลั้นหายใจโดยไม่
รู้ตัว ในชั่วขณะจิตนี้ ความเงียบสงัดเสมือนตายของทะเลดำ คล้ายจะยิ่ง
ขับเน้นให้วิจิตรพิสดารเป็นพิเศษ!
ชั่วอึดใจให้หลัง เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลกและคลื่นลมรุนแรงกวาด
วาบ ดุจคลื่นยักษ์ซัดสาด กลืนกินทั้งกองคาราวานลงไปทันที
พื้นดาดฟ้าเรือภายใต้ฝ่าเท้าของเหวยเสิ้งแหลกสลายเป็นผุยผง แต่
มันไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ร่างคล้ายปักตรึงแน่นอยู่กลางอากาศ บน
ใบหน้าที่แหงนเงยขึ้น ดวงตาทั้งคู่สาดประกายสีแดงเลือดเจิดจรัส คมกล้า
ราวกับจะแทงทะลุไปถึงฟ้าสวรรค์!
จงหยูประนมมือเข้าหากัน เปล่งเสียงสวดมนต์อันนุ่มนวล ดังกังวาน
เข้าไปในจิตใจผู้คน
“อยู่!”
กองเรือที่ปลิวเคว้งคว้างอยู่ในคลื่นทมิฬพิโรธ คล้ายถูกแช่แข็งใน
บัดดล นิ่งค้างไม่ไหวติง สิ่งที่แปลกพิสดารยิ่งไปกว่านั้น คือกระทั่งกระแส
คลื่นอันเกรี้ยวกราดปั่นป่วนของทะเลดำ ยังคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นข้าง
หนึ่งสะกดลงอย่างนุ่มนวล
ทะเลคลั่งที่เคยเต็มไปด้วยกระแสคลื่นพิโรธ บัดนี้สงบราบเรียบราว
กับแผ่นกระจก
ท่ากระบีสะท้านฟ้าของศิษย์พีใหญ่ทำเอาจัอม่อเลือดลมเดือดพล่าน
ความกระหายการต่อสู้พลุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อเห็นจงหยูลงมือ มันก็ไม่
ยินยอมถูกทิ้งล้าหลัง แต่แล้วยังไม่ทันจะได้ลงมือ ชั่วขณะที่ผนึกพลังเทพ
ขึ้นในร่าง ทันใดนั้นเห็นเงาร่างพร่าเลือนสายหนึ่งจู่ๆ ปรากฏขึ้นด้านข้าง
เส้นใยสีเขียว ต้องตะลึงลานวูบ
เส้นใยสีเขียวคล้ายสัมผัสได้ถึงอันตราย สั่นกระตุกอย่างบ้าคลั่ง
ลำแสงสีเขียวมากมายเหลือคนานับสาดพุ่งจู่โจมใส่อากุ่ยอย่างพร้อม
เพรียง
อากุ่ยร่างหายวับไปอีกครั้ง พลังแสงสีเขียวต่อให้ร้ายกาจกว่านี้ ยังไม่
อาจกระทบถูกแม้แต่ชายเสื้อของนาง
ชั่วพริบตาเดียวกัน มือข้างหนึ่งของอากุ่ยไม่ทราบปรากฏขึ้นจากที่ใด
พลันคว้าจับเส้นใยสีเขียวเอาไว้มั่น
เส้นใยสีเขียวถึงกับแข็งทื่อไปในทันที!
เห็นหมอกสีเทาไหลบ่าออกจากมือของอากุ่ย ผ่านเข้าสู่เส้นใยสีเขียว
แถบสีเทาแผ่กระจายไปตามเส้นใยสีเขียวด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้
ชัดตา
เพียงชั่วกะพริบตาเดียว เส้นใยสีเขียวครึ่งหนึ่งแม้ยังเป็นสีเขียว แต่
อีกครึ่งหนึ่งกลับกลายเป็นสีเทาไปแล้ว!
กลิ่นอายแห่งความตายประหนึ่งว่าไหลซึมออกมาจากนรกโลกันตร์
แม้จะอยู่ห่างไกล ทุกผู้คนยังคงรู้สึกราวกับยืนอยู่กลางสุสานร้าง พลังสีเทา
แห่งความตายทำให้ทุกสิ่งที่คงอยู่ในบริเวณนั้นเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน… …” จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริด กระบวนท่านี้ของอากุ่ย มันเอง
ก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
พลังเทพมิดับสูญสมควรไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นพลังสีเทาหนาข้นที่แฝง
ไว้ด้วยกลิ่นอายกร่อนสลายเช่นนี้ นี่ต้องเป็นพลังของชุดเกราะ ‘วิญญาณมิ
ดับสูญ’ ของอากุ่ย! จั่วม่อเคยศึกษาค้นคว้า ‘วิญญาณมิดับสูญ’ เป็น
เวลานาน แต่มีหลายส่วนยากจะทำความเข้าใจ มันไม่เคยค้นพบพลังงาน
แห่งความตายขุมนี้มาก่อน
เทาหม่น ตกตาย กร่อนสลาย ไม่เหลือสิ่งใด … …
ความรู้สึกที่แผ่ซ่านออกมาจากกลิ่นอายนี้ ทำให้จั่วม่อถึงกับอกสั่น
ขวัญแขวน
จั่วม่อมีประสบการณ์มากมาย พลันนึกถึงวิญญาณภูตนับไม่ถ้วนใน
สนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ แต่กระทั่งวิญญาณร้ายเหล่านั้น ยังไม่อาจ
แผ่ซ่านกลิ่นอายอันตรายอย่างแรงกล้าเหมือนเช่นพลังงานแห่งความตาย
สีเทาขุมนี้ จั่วม่อเชื่อว่าขอเพียงถูกหมอกสีเทากลุ่มนี้เฉียดผ่าน ทุกสิ่งที่อยู่
ต่ากว่าระดับแปดจะกลายเป็นเถ้าธุลีในบัดดล สลายหายไปอย่างสมบูรณ์
ในเวลานี้เอง จิตสำนึกที่เศร้าหดหู่สายหนึ่งพลันปรากฏชัดในจิตใจ
ของทุกผู้คน …มันกำลังร้องขอความเมตตา!
ทุกผู้คนตะลึงลานวูบ
จั่วม่อม่านตาเบิกกว้างในทันใด!