สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 774 ตะลึง
“ว่ากระไร
ไห่จินอวิ๋นผุดลุกขึ้นอย่างตื่นตะลึง สีหน้าทอแววเดือด
ดาล สุ้มเสียงแหลมคมระคายหู “พ่ายแพ้?
?
สองจอมปิศาจด่านไสว้ต่อสู้กับคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่ง แล้วพวกมัน
กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ไห่จินอวิ๋นยิ่งกล่าวยิ่งเกรี้ยวกราด ใบหน้าสีทองของมันเต็มไปด้วย
รังสีฆ่าฟัน ดวงตาเย็นยะเยียบ สุ้มเสียงยิ่งมายิ่งอำมหิต ไร้ซึ่งอารมณ์
ความรู้สึก “พวกมันอยู่ที่ใด เรียกให้มาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
ไห่จินอวิ๋นและซ่างอวี่เซิงรับผิดชอบเป็นผู้นำในศึกใหญ่ครั้งนี้ ที่แนว
หน้าของสหพันธ์จอมปิศาจ พวกมันสามารถออกคำสั่งต่อผู้ใดก็ได้ ทั้งยังมี
อำนาจลงทัณฑ์ทุกผู้คน
สองจอมปิศาจด่านไสว้นำสองทัพใหญ่เต็มอัตราศึก เผชิญหน้ากับ
กองทัพศัตรูเพียงทัพเดียว มิหนำซ้าแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ยอดแม่ทัพ
เลื่องชื่ออันใด แม้ว่าอีกฝ่ายจะพึ่งพาแนวป้องกันค่ายกล พวกมันก็ยังคง
ได้เปรียบอย่างท่วมท้น
ไห่จินอวิ๋นบังเกิดความคิดฆ่าฟันอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะมองจาก
ทางด้านใด สองจอมปิศาจด่านไสว้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะพ่ายแพ้!
ในความเห็นของมัน ทั้งที่มีข้อได้เปรียบมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งสองคน
นั้นกลับยังคงพ่ายแพ้ มีเพียงสองเหตุผลเท่านั้น หนึ่งคือกองทัพของพวก
มันหวาดหวั่นขลาดเขลา และอีกหนึ่งคือพวกมันใช้การไม่ได้ และไม่ว่าจะ
เป็นเหตุผลใด ล้วนไม่ใช่สิ่งที่มันจะยอมรับได้อย่างแน่นอน
นายกองปิศาจด่านเจี้ยวก้มศีรษะต่า กล่าวด้วยความเศร้าหดหู่ “ต้าเห
รินทั้งสองท่าน…ล้วนพลีชีพในที่รบ”
ไห่จินอวิ๋นสีหน้าแข็งทื่อ ซ่างอวี่เซิงที่ด้านข้างยังตะลึงงันไปด้วย
แม้ว่ายุคสมัยผันเปลี่ยน จอมปิศาจด่านไสว้สูญเสียคุณค่าความหมาย
เฉกเช่นในสมัยก่อน แต่ยังคงยากยิ่งที่จอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งจะตกตาย
ในการสู้รบ ยุคสมัยแห่งพลังเทพเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ยอดอัจฉริยะที่เด่นล้า
พอจะเทียบชั้นกับยอดยุทธ์รุ่นเก่านั้น เรียกได้ว่ายากจะพบพาน คนส่วน
ใหญ่ยังคงดิ้นรนอยู่ในระดับพลังที่ต่าชั้นกว่า อูฐต่อให้ผอมแห้งยังคงตัว
ใหญ่กว่าม้า เหล่าจอมปิศาจด่านไสว้แม้ศักดิ์ฐานะตกต่าลง จากยอดยุทธ์
ไร้ผู้ต้านกลับกลายเป็นเพียงยอดยุทธ์ชั้นหนึ่ง แต่พวกมันยังคงกล้าแข็งยิ่ง
ตกตายกลางที่รบ นั่นหมายความว่าพวกมันไม่ได้ถอยหนีศัตรู!
จอมปิศาจด่านไสว้ตกตายกลางที่รบ ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม ล้วนไม่ใช่สิ่งที่
จะเพิกเฉยได้ สำหรับการพ่ายแพ้ตกตายของขุนพลเฒ่าเฉวียนเพ่ย พวก
มันไม่ประหลาดใจเท่าใด เนื่องเพราะคู่ต่อสู้ของมันคือเปี๋ยหาน ต่อให้เป็น
จอมปิศาจด่านไสว้ ก็ยังไม่มีขีดความสามารถที่จะต่อต้านแข็งขืนต่อยอด
แม่ทัพในทำเนียบ
แต่ม้าฝานเล่า มันเป็นใครกัน?
คนผู้นี้หาใช่หนึ่งในสิบยอดแม่ทัพแห่งแดนซิวเจ่อไม่ มิหนำซ้าข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับคนผู้นี้ที่พวกมันมีอยู่ เรียกได้ว่าน้อยนิดจนน่าเวทนา พวก
? ผู้ที่บัญชาการทัพอยู่
เบื้องหลังอันที่จริงเป็นกงซุนชา
จวบกระทั่งถึงยามนี้ ไห่จินอวิ๋นยังไม่อาจทำใจเชื่อได้ลง
ทันใดนั้นซ่างอวี่เซิงพลันเอ่ยปาก สุ้มเสียงของมันยังคงเนิบช้าเหมือน
เช่นปกติ “ลองบอกเล่ารายละเอียดมาฟังดู”
“ขอรับ! ทีแรกพวกมันก่อตั้งแนวป้องกันปราการค่ายกลอย่างเต็ม
รูปแบบ กองทัพม้าฝานประจำการอยู่เบื้องหลังค่ายกล พึ่งพาแนวป้องกัน
ค่ายกลรับศึกอย่างซึ่งหน้า ต้าเหรินทั้งสองท่านปรึกษาหารือกัน ต่างมี
ความเห็นว่าฝ่ายเรามีข้อได้เปรียบมากหลาย ดังนั้นตัดสินใจเปิดฉากโจมตี
เนื่องเพราะกองทัพฝ่ายตรงข้ามไม่มีรี้พลมากเท่าฝ่ายเรา ต้าเหรินทั้งสอง
เลือกตำแหน่งโจมตีหกแห่งพร้อมกัน แต่ละตำแหน่งล้วนเหมาะสมต่อการ
บุกฝ่าทำลายแนวป้องกัน สร้างแรงกดดันให้แก่ศัตรู รอจนการสู้รบเปิด
ฉากขึ้น ฝ่ายเราช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ฝ่าย
ศัตรูเองก็ทรหดอดทน การต่อสู้ดุเดือดรุนแรงยิ่ง”
นายกองผู้โชคดีเอาชีวิตรอดมาได้สีหน้าทอแววโศกสลด สุ้มเสียงแหบ
ลึก “หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม การต่อสู้ก็ดำเนินไปเยี่ยงศึกบุกตีเมือง
ทั่วไป ต้าเหรินทั้งสองท่านลงความเห็นว่าศัตรูสมควรเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
จึงตัดสินใจรุกคืบกดดันมากขึ้น ในเวลานี้เอง ฝ่ายตรงข้ามในที่สุดก็เผย
ช่องว่างรอยโหว่สายหนึ่ง”
“เยวี่ยต้าเหรินมีฝีมือในการบุกทะลวงอันกร้าวแกร่ง ท่านฉวยโฮกาส
นำกองทัพชั้นยอดบุกฝ่าเข้าไปอย่างไม่ลังเล ยามนั้นไม่มีผู้ใดทันได้ฉุกใจ
คิด…ว่ามันเป็นกับดักของศัตรู! มีปิศาจร้ายรออยู่ที่นั่น! พวกมันเป็นปิศาจ
ร้ายอย่างแท้จริง… …”
นายกองปิศาจด่านเจี้ยวสุ้มเสียงกลายเป็นหวาดผวา ริมฝีปากสั่น
ระริก ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง ดวงตาทอแววแตกตื่นลนลาน
ไห่จินอวิ๋นกับซ่างอวี่เซิงสบตากันวูบ ไม่ทราบเพราะเหตุใด พวกมัน
บังเกิดความรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
“สงบใจไว้!” ไห่จินอวิ๋นพลันตวาดอย่างเคร่งขรึม
?” ไห่จินอวิ๋นอดเร่งรัดไม่ได้
“จากนั้น… …จากนั้นเยวี่ยต้าเหรินก็ถูกฆ่าตาย!” นายกองปิศาจน้าตา
สองสายทะลักลงจากเบ้าอย่างสุดจะหักห้ามเอาไว้
ไห่จินอวิ๋นกับซ่างอวี่เซิงสีหน้าแปรเปลี่ยน ทั้งสองสบตากันวูบ ล้วน
พบเห็นเค้าตื่นตระหนกในดวงตาของอีกฝ่าย สังหารจอมปิศาจด่านไสว้ใน
กระบวนท่าเดียว?
?” ซ่างอวี่เซิงอดถามไม่ได้
? มันตายได้อย่างไร
ไห่จินอวิ๋นสอบถามอย่าง
ร้อนใจ
“ความตายของเยวี่ยต้าเหริน ส่งผลกระทบต่อเหอต้าเหรินอย่าง
รุนแรงเช่นกัน ชั่วขณะที่เหอต้าเหรินยังคงตกตะลึง กองทัพศัตรูก็ฉวย
โอกาสพัวพันทัพของเหอต้าเหรินไว้อย่างแนบแน่น พวกมันเข้มแข็งดุดัน
ยิ่ง ทัพของเหอต้าเหรินคล้ายติดอยู่ในบึงโคลน ไม่ว่าดิ้นรนเท่าใดก็ไม่อาจ
หลบหนีรอดพ้น สถานการณ์รบยามนั้นสับสนอลหม่านถึงที่สุด กองทัพเรา
ล้วนแตกพ่ายกระจัดกระจาย เกรงว่าไม่มีผู้ใดทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้า
ได้เสียงระเบิดดังสนั่นหนหนึ่ง จากนั้นค่อยพบว่าเหอต้าเหรินน่าจะ… …”
ไห่จินอวิ๋นและซ่างอวี่เซิงตกสู่ความเงียบงัน
ทั้งห้องเงียบสงัดเสียจนเสียงหยดน้ากระทบพื้นยังได้ยินถนัดชัดเจน
สิ่งที่นายกองปิศาจบอกเล่าออกมา สร้างความตกตะลึงให้แก่พวกมันอย่าง
ที่ยากจะหาใดเทียบ
ยามนี้ในจิตใจของคนทั้งสองประหนึ่งมีพายุพัดโหม!
เพียงม้าฝานผู้เดียวก็กล้าแข็งถึงเพียงนี้ เช่นนั้นกองทัพอื่น ๆ ที่เปี๋ย
หานนำมาด้วยในครั้งนี้เล่า
บัดนี้พวกมันค่อยพบว่ากระทำผิดพลาดอย่างมหันต์ พวกมันเฝ้าจับ
ตามองเปี๋ยหาน และมองข้ามกองทัพอื่น ๆ ภายใต้ร่มธงของเปี๋ยหานไป
เสียสิ้น! เงาของไม้ นามของคน รัศมียอดแม่ทัพของเปี๋ยหานปกปิดอำ
พรางแม่ทัพอื่นเสียมิดชิด ไม่ว่าด้านสภาพจิตใจหรือกลยุทธ์ สหพันธ์จอม
ปิศาจล้วนทุ่มเทกำลังทั้งหมดไว้ที่เปี๋ยหานเพียงผู้เดียว
หากว่า… …หากว่ากองทัพอื่นของเปี๋ยหานล้วนกล้าแกร่งเทียบเท่ากับ
กองทัพม้าฝาน เช่นนั้น… …
สองยอดแม่ทัพแห่งสหพันธ์จอมปิศาจ พลันเกิดสังหรณ์ร้ายที่ไม่อาจ
บ่งบอกบรรยายออกมา
ไห่จินอวิ๋น ซ่างอวี่ซวง เปี๋ยหานและคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วน
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าการสู้รบของพวกมันจะมีความสำคัญ จนตกเป็นที่เฝ้า
มองของบุคคลสำคัญมากมาย ม่ออวิ๋นไห่แม้มีขนาดเล็ก แต่แข็งแกร่งยิ่ง
หลายปีที่ผ่านมาพวกมันไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวมากนัก แต่พอพวกมันลงมือ
?” หลีเซียนเอ๋อร์ลอบสังเกตสีหน้าของกง
เหยี่ยเสี่ยวหรงอยู่ตลอดเวลา การหวนคืนสู่เทียนหวนของกงเหยี่ยเสี่ยว
หรง แม้ก่อกวนเป็นคลื่นลมใหญ่โต แต่หากเทียบกับรัศมีอันเรืองรองของ
มันในอดีต ก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับสุนัขขี้แพ้มากนัก
ทว่าภายในเทียนหวน ศักดิ์ฐานะของกงเหยี่ยเสี่ยวหรงหาได้
เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อยไม่ ทั้งเจ้าสำนักเทียนหวนและหลีเซียนเอ๋อร์ ผู้
เป็นว่าที่เจ้าสำนักในอนาคต ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าการพ่ายแพ้ครั้งนี้จะ
ทำให้กงเหยี่ยเสี่ยวหรงผ่านการชุบตัวใหม่
เมื่อกงเหยี่ยเสี่ยวหรงนำกองทัพที่ยังเหลือของมันข้ามขุนเขาผ่าน
ทะเล บุกบั่นฝ่าอุปสรรคขวากหนามนานัปการ หวนคืนสู่เทียนหวนเป็น
ผลสำเร็จ เจ้าสำนักเทียนหวนเพียงกล่าวประโยคเดียว “ความสำเร็จใน
อนาคตของเสี่ยวหรงจะไร้ซึ่งขีดจำกัด”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือ
เค้าเย่อหยิ่งถือดีและท่าทีเยี่ยงผู้เหนือกว่าเหมือนเช่นในอดีตอีก มันสงบ
เสงี่ยมเจียมตัวและอดทนอดกลั้น ไม่แยแสสนใจเสียงซุบซิบนินทาในสำนัก
นางทราบว่าศิษย์พี่เสี่ยวหรงเพียงต้องการโอกาสอีกหน โอกาสที่ทั่ว
หล้าจะได้ประจักษ์ในฝีมือของมันอีกครั้ง โอกาสที่จะหนุนส่งมันกลับไปสู่
ทำเนียบยอดแม่ทัพที่เคยจากมา!
มันตระเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว!
ดังนั้นเมื่อหลีเซียนเอ๋อร์พบเห็นร่องรอยประหลาดใจเล็กน้อยบน
ใบหน้าของศิษย์พี่เสี่ยวหรง นางย่อมอดแปลกใจไม่ได้ หลายปีมานี้ศิษย์พี่
เสี่ยวหรงสงบเสงี่ยมเจียมตัว มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน กลายเป็นบุคคล
อันเยือกเย็นผู้หนึ่ง ยากที่จะมีสิ่งใดทำให้มันถึงกับหน้าเปลี่ยนสีได้
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงใบหน้าทอแววประหลาดใจวูบ ก่อนจะสงบ
ราบเรียบลงเหมือนเช่นปกติ กล่าวว่า “มันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม”
“แข็งแกร่งขึ้น
หลีเซียนเอ๋อร์ชะงักงัน
“ข้าเคยต่อสู้กับมันเมื่อครั้งนั้น” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสุ้มเสียงสงบ
ราบเรียบ ปราศจากความพลุ่งพล่านใจหรือคับแค้นขุ่นเคืองอันใด “ยามนี้
มันแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก”
“หากเทียบกับศิษย์พี่เล่า?” หลีเซียนเอ๋อร์ซักไซ้อย่างจงใจ
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแย้มยิ้ม แต่ไม่ตอบคำ
“ศิษย์พี่ บอกข้าหน่อย บอกหน่อยน่า!” หลีเซียนเอ๋อร์คว้าแขนเสื้อ
ของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง เขย่าแรง ๆ ไม่หยุด คนทั้งสองเติบใหญ่มาด้วยกัน
เปรียบประดุจพี่น้องร่วมอุทรก็มิปาน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงใบหน้าทอแววรักใคร่เอ็นดูระคนอับจนปัญญา และ
ในเวลาเดียวกัน ดวงตาพลันสาดประกายด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ แต่สุ้ม
เสียงยังคงสงบราบเรียบ “กงซุนชาช่างแกร่งกล้าเกรียงไกรโดยแท้”
หลีเซียนเอ๋อร์งงงันวูบ เห็นกันอยู่ว่าพวกมันกำลังกล่าวถึงม้าฝาน
ศิษย์พี่ไฉนไพล่ไปเอ่ยถึงกงซุนชาเสียได้
“ม้าฝานและแม่ทัพนายกองอื่น ๆ ล้วนเป็นกงซุนชาฝึกอบรมขึ้น นี่
เป็นเหตุผลที่ข้าบอกว่ากงซุนชาช่างแกร่งกล้าเกรียงไกรนัก” กงเหยี่ยเสี่ยว
หรงขยายความ “ทางด้านนี้เกรงว่าไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับกงซุนชาได้
แม้แต่เสวียตงแห่งคุนหลุนก็ไม่สามารถ กงซุนชาคนเดียวเทียบเท่ากับยอด
แม่ทัพสองคน”
หลีเซียนเอ๋อร์เห็นศิษย์พี่ชื่นชมกงซุนชาเป็นอย่างมาก อดทำปากยื่น
ไม่ได้ “เช่นนั้นมันไฉนถูกจัดลำดับอยู่ต่ากว่าเสวียตง
“เมื่อบรรลุถึงระดับนี้ ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองความจริงน้อยนิด
มากอยู่แล้ว หากยังไม่ได้ต่อสู้กัน ยากจะบอกได้ว่าผู้ใดแพ้ผู้ใดชนะ และต่อ
ให้พวกมันลงมือต่อสู้กันจริง ๆ ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อแพ้ชนะ
และมีอีกหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้คน ดังนั้นผู้ใด
เข้มแข็งกว่าผู้ใดอ่อนแอกว่า ล้วนมีความหมายไม่มากนัก หากยังไม่ถึงศึก
สุดท้าย คุณค่าของยอดแม่ทัพนั้นส่วนใหญ่เป็นคุณค่าเชิงกลยุทธ์เสีย
มากกว่า อย่างไรก็ตาม กงซุนชายังมีความร้ายกาจอีกด้านหนึ่ง นั่นคือมันมี
ฝีมือในการเพาะสร้างแม่ทัพบัญชาการศึก แม่ทัพบัญชาการศึกเหล่านี้อาจ
ไม่สามารถเบียดเสียดขึ้นสู่ทำเนียบยอดแม่ทัพ แต่พวกมันสามารถ
กลายเป็นแม่ทัพชั้นหนึ่งผู้มากไปด้วยความสามารถ ยกตัวอย่างเช่นม้า
ฝาน ด้วยขีดความสามารถของมันในยามนี้ สามารถรับคำแม่ทัพชั้นหนึ่ง
ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม่ทัพชั้นหนึ่งอาจไม่โดดเด่นสะดุดตาเท่ายอดแม่ทัพ
ในทำเนียบ แต่สำหรับยอดแม่ทัพผู้หนึ่ง ยิ่งมันมีแม่ทัพชั้นหนึ่งอยู่ใต้ร่มธง
มากเท่าใด มันก็ยิ่งมีข้อได้เปรียบมากเท่านั้น ทั้งยังสามารถดำเนินกลยุทธ์
ได้มากขึ้นกว่าเดิม เจ้าดูเอาเถอะ นอกจากม้าฝาน มันยังเพาะสร้างแม่ทัพ
ชั้นหนึ่งขึ้นมาอีกหลายคน อย่างเช่นซู่หลง ถังเฟย สือตงและอาซาเก๋อ คน
เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จัดอยู่ในระดับแม่ทัพชั้นหนึ่ง นี่เหมือนกับการเล่นไพ่
เจ้าเล่นไปเล่นไป กลับไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ไพ่ที่ไม่ดีในมือของมันล้วนกลับ
กลายเป็นไพ่ที่ดีไปหมด นี่คือส่วนที่น่ากลัวที่สุดของกงซุนชา! ผู้ที่ประมาท
ดูแคลนมัน ล้วนต้องจ่ายค่าตอบแทนออกมา!”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกล่าวด้วยความหมายอันลึกซึ้ง