สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 776 กระบี่ของเหวยเสิ้ง
คลื่นเจตจำนงกระบี่สีเขียวกับขวานเทพสุริยันปะทะชนอย่างหักโหม
ปราศจากลวดลายอันใด ต่างฝ่ายต่างสำแดงพลังอันเกรี้ยวกราดออกมาถึง
ขีดสุด
บึม!
แรงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวกวาดวาบไปทุกทิศทาง ประกายแสงเจิด
จรัสดุจดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน สาดส่องไปทั่วทั้งแผ่นฟ้าและท้องทะเล
รอจนแสงจ้าจางหายไป เงาร่างอันยิ่งใหญ่ของจั่วม่อปรากฎแก่
สายตาผู้คน ในมือขวาถือขวานแสงสีทองเล่มหนึ่ง แผ่ซ่านพลังกดดันอัน
รุนแรงจนแทบมีรูปร่างแท้จริง กวาดสายตามองไปทั่วสมรภูมิต่อสู้อย่าง
แช่มช้า
ในมือข้างซ้ายหิ้วร่างอันแน่นิ่งของเซียวหรูเจี้ยน ยอดยุทธ์อัจฉริยะ
แห่งคุนหลุนปราศจากลมหายใจ ชีวิตอันเรืองรองของมันดับสิ้นลงในที่นี้
ประกายแสงในดวงตาของจั่วม่อค่อย ๆ จางหายไป ขวานแสงสีทอง
ในมืออันตรธานไปพร้อมกัน พลังสภาวะแห่งจอมอหังการก็เลือนหายไป
ด้วย จั่วม่อกลับคืนสู่ท่วงท่าสภาวะธรรมดาสามัญอีกครั้ง มันทอดถอนใจ
เบา ๆ พลางสั่นศีรษะ ‘ขวานเทพสุริยัน’ ยังคงเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับมัน
ไม่ง่ายดายเหมือนการใช้กระบวนท่า ‘หนามเทพสุริยัน’
สำหรับ ‘หนามเทพสุริยัน’ มันสามารถจำแลงรูปลักษณ์จนถึงขั้นที่ดู
คล้ายสลักเสลาด้วยลวดลายค่ายกลยันต์ แต่กับ ‘ขวานเทพสุริยัน’ ได้แต่
สำแดงกรอบโครงขั้นพื้นฐานเท่านั้น กระทั่งรูปร่างขวานที่สมบูรณ์ยังคง
ขาดพร่องอีกหลายส่วน ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงลวดลายยันต์รูปดวงอาทิตย์
แล้ว
เทพวิชาแห่งยุคบรรพกาลนั้นเรียบง่ายรวบรัด ยิ่งเทพวิชาฝึกปรือได้
สมบูรณ์มากเท่าใด รูปลักษณ์ของพลังก็ยิ่งวิจิตรงดงามมากขึ้นเท่านั้น ทั้ง
ยังทรงอานุภาพมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
หนทางของมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น จั่วม่อสั่นศีรษะ จากนั้นมองไปยัง
คนอื่น ๆ
นี่เป็นการลอบจู่โจม เป็นผู้ที่เตรียมการพรักพร้อมจู่โจมทำร้ายผู้ที่ไม่
ทันรู้ตัว ไม่ว่าเหอซือ อันไห่หรือศิษย์อื่น ๆ ล้วนแตกต่างจากอัจฉริยะเช่น
เซียวหรูเจี้ยน พวกมันเป็นเพียงศิษย์ธรรมดาของคุนหลุน ไหนเลยจะมีขีด
ความสามารถที่จะต่อกรกับพวกเหวยเสิ้งจงหยูได้ มิหนำซ้ากระบวนท่า
ช่วยชีวิตของอันไห่ เม็ดยากระบี่วิญญาณร้อยภูตวินาศเพิ่งจะถูกใช้ไปก่อน
หน้านี้ พลังอธิษฐานของจงหยูพอรัดพันรอบกายมัน ดวงวิญญาณของอัน
ไห่ก็หลุดลอยออกจากร่างทันที สำหรับเหอซือ ค่ายกลกระบี่ภูตเดินหนของ
นางเพิ่งจะใช้ออกมา กลับถูกท่ากระบี่ของเหวยเสิ้งทำลายลงอย่างง่ายดาย
ตั้งแต่ก่อนพวกมันจะลงมือ จั่วม่อก็ตกลงใจว่าจะไม่ปล่อยให้มีผู้ใด
รอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่าบรรดาสิ่งของติดตัวของเหล่าศิษย์คุนหลุนถูกกวาดจน
สะอาดเกลี้ยงเกลา แต่จั่วม่อยามนี้ย่อมไม่มีเวลาตรวจดู ความสนใจ
ทั้งหมดของมันมุ่งเจาะจงอยู่ที่ปลาหมึกยักษ์จากยุคบรรพกาล
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านลองสำแดงฝีมือสักครา”
เหวยเสิ้งพยักหน้ารับ สำหรับมัน การต่อสู้เมื่อครู่แทบไม่อาจนับได้ว่า
เป็นการยืดเส้นยืดสายเสียด้วยซ้า สัตว์ประหลาดปลาหมึกยักษ์ตัวเท่า
ภูเขานี้ต่างหากจึงทำให้มันรู้สึกกดดัน ทั้งยังปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้
ในใจมันให้ลุกโชนขึ้นมา
ในมือกระชับกระบี่โลหิตประหารเทพ เหวยเสิ้งทะยานร่างขึ้นไปถึง
ด้านหน้าของปลาหมึกยักษ์บรรพกาล รั้งเท้ายืนนิ่งด้วยท่วงท่าเคร่งขรึม
กระบี่สีแดงเลือดยกขึ้นเล็กน้อย เหวยเสิ้งสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
รัศมีกลิ่นอายของมันพลันแปรเปลี่ยนไป บรรยากาศรอบกายคล้ายสั่นไหว
เป็นระลอก ด้วยท่วงทำนองที่ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
รอยเลือดปรากฏขึ้นบนกระบี่ พลังสภาวะของเหวยเสิ้งพุ่งทะยานขึ้น
ไม่หยุดยั้ง ดวงตาพริ้มหลับลง คนคล้ายกระบี่วิเศษหลุดออกจากฝัก เปล่ง
ประกายแหลมคมสะท้านขวัญวิญญาณผู้คน
เจตจำนงกระบี่อันหนาแน่นผนึกรวมตัวอยู่รอบกาย ท้องฟ้าเหนือ
ศีรษะมืดลงอย่างรวดเร็ว ทะเลดำที่ด้านล่างสาดซัดออกเป็นระลอกอย่าง
รุนแรงโดยมีเหวยเสิ้งเป็นจุดศูนย์กลาง ราวกับว่าพากันหลีกหนีจาก
อันตรายคร่าชีวิต ก่อเกิดเป็นหลุมลึกบนพื้นน้าเบื้องล่างเหวยเสิ้ง
เหวยเสิ้งร่างตั้งตรงโดดเด่นราวกระบี่ ทันใดนั้นพลันลืมตาขึ้น
ซี่!
ท่ามกลางสุ้มเสียงประหลาดที่บอกไม่ถูกว่าเป็นเสียงอะไร เจตจำนง
กระบี่สุญตารอบกายเหวยเสิ้งหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน ผนึกรวมรั้งเข้าหา
มันอย่างรวดเร็ว คนคล้ายอยู่ในตาพายุ
ซี่ซี่ซี่!
เจตจำนงกระบี่แหลมคมสุดเปรียบปาน ประดุจกระบี่เล่มน้อยนับไม่
ถ้วน เปล่งเสียงแหวกฝ่าอากาศเหินร่อนอยู่รอบกายเหวยเสิ้งดุจพายุหมุน
ขนาดย่อม เสียงแหวกฝ่าอากาศยิ่งมายิ่งกระหึ่มเร่งร้อน กลายเป็นกระแส
คลื่นคลุ้มคลั่งอันเกรี้ยวกราดกลุ่มหนึ่ง
เหวยเสิ้งพลันตวัดกระบี่ในมือเบา ๆ คราหนึ่ง
วู้ม!
ราวกับแม่น้าลำธารนับร้อยพันไหลบ่าลงสู่ทะเล เจตจำนงกระบี่
มากมายเหลือคนานับประหนึ่งเหล่ามัจฉาฝูงใหญ่ ถาโถมไปยังกระบี่โลหิต
ในมือเหวยเสิ้งอย่างบ้าคลั่ง
กระบี่โลหิตแผดเสียงกระหึ่มก้องอย่างลิงโลด รอยเลือดบนตัวกระบี่
พลันสาดประกายเจิดจรัส เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันน่าขนพองสยองเกล้า
เหวยเสิ้งคล้ายไม่รู้สึกถึงความตื่นเต้นลิงโลดของกระบี่โลหิต สีหน้า
เด็ดเดี่ยวมั่นคง ดวงตาคล้ายผลึกแก้วพิสุทธิ์สีโลหิต มันสืบทอดพลังของ
กระบี่โลหิตประหารเทพ แต่ไม่ได้ถูกกระบี่โลหิตประหารเทพครอบงำ
จิตใจ
จิตใจอันแน่วแน่มั่นคงดุจเหล็กกล้า ช่วยให้มันสามารถควบคุมพลัง
อันยิ่งใหญ่ไพศาลอย่างน่ากลัวนี้ได้
ในครรลองสายตาของเหวยเสิ้งคล้ายอาบย้อมด้วยชั้นสีแดงอันแปลก
ประหลาดชั้นหนึ่ง กระบี่โลหิตในมือของมันดูไม่ต่างจากสัตว์ร้ายที่ไม่
ยินยอมพร้อมใจ ต่อสู้ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา
กระบี่!
มันรู้สึกโลกยืดขยายออกไป เหวยเสิ้งสีหน้าเปี่ยมไปด้วยศรัทธาและ
จรดจดจ่อ ไม่ว่ากระบี่โลหิตในมือจะดิ้นรนขัดขืนสักเท่าใด มันก็คล้ายไม่
รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย พลังอันเกรี้ยวกราดและคลุ้มคลั่งพลุ่งพล่านมาตาม
ด้ามกระบี่ พยายามกระแทกทำร้ายมันตลอดเวลา ด้วยความกระหายเลือด
และบ้าคลั่งยิ่งหนุนส่งให้ทรงพลังอย่างล้นเหลือ เหวยเสิ้งทราบว่าหากเป็น
ในเวลานี้ กระบี่โลหิตจะต้องปลดปล่อยท่ากระบี่ที่เปี่ยมอานุภาพสะท้าน
โลกออกมาได้อย่างแน่นอน
กระบี่วิเศษเล่มนี้ดื่มโลหิตนักสู้ผู้กล้านับไม่ถ้วน กลืนกินวิญญาณภูต
มากมายเหลือคนานับ หลายหมื่นปีมานี้เติบโตกล้าแข็งขึ้นทุกขณะ มันทรง
พลังอำนาจด้วยตัวมันเอง!
พลังอันเกรี้ยวกราดดุดันโหมจู่โจมจิตใจของเหวยเสิ้งเป็นระลอก ทั้ง
โลหิตและพลังเทพของเหวยเสิ้งมีต้นกำเนิดจากกระบี่โลหิต จึงพากันพลุ่ง
พล่านปั่นป่วนไปด้วย
นี่เป็นสัตว์ประหลาดอันน่ากลัว หากมันไม่พอใจขึ้นมา อาจหันกลับมา
แว้งกัดใส่ท่าน
เหวยเสิ้งยังไม่ลงมือ สีหน้ายังคงเปี่ยมไปด้วยศรัทธาและจรดจดจ่อ
ภายใต้การโจมตีจิตใจและความรู้สึกที่โหมซัดเข้ามาปานจักรผัน มันเฝ้า
ระวังใจกระบี่ของตนอย่างเข้มงวด!
ภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนวาบขึ้นที่เบื้องหน้า มันเห็นสายตาที่เปี่ยม
ไปด้วยความคาดหวังของเจ้าสำนักและเหล่าอาจารย์อา เห็นภูเขาสุญตา
เมื่อครั้งกระโน้น เห็นตนเองเผชิญทุกข์ยากความลำบากในฐานะข้ารับใช้
กระบี่ เห็นตัวมันเองร่าดื่มใต้แสงจันทร์กับจั่วม่อ… …
มันเคลื่อนไปตามภาพเหล่านั้น ยิ่งไปไกลภาพความทรงจำก็ยิ่งมืดมัว
ลง มืดมัวลงทุกขณะ มันคล้ายก้าวเดินไปท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืด
มิด
โดดเดี่ยวลำพัง ไม่รู้ทิศทาง ปราศจากแสงสว่างทั้งปวง
นี่เป็นอนาคตของมันหรือ?
ความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายอันรุนแรงพลุ่งขึ้นในใจ จิตใจสับสนงุนงง
สมองขาวว่างเปล่า ทว่าเมื่อสายตาจับจ้องไปยังกระบี่ที่อยู่ในมือของเงา
ร่างกลางความมืดมนสายนั้น ไม่ว่าความว่างเปล่า ความอ้างว้างเดียวดาย
หรือความสับสนอันใดล้วนสลายวับไปในบัดดล ร่างกายอัดแน่นไปด้วย
พลัง
เงาร่างสายนั้นโถมทะยานไปในความมืดมิด กระบี่ในมือฟาดฟัน
ความว่างเปล่าอันมืดมนจนขาดสะบั้น ใช้กระบี่ของมันเปิดทางมุ่งไปเบื้อง
หน้า ความว่างเปล่าและความมืดมิดล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็วเหมือน
กระแสน้าลด เงาร่างอันอบอุ่นและสนิทชิดเชื้อหลายสายปรากฏขึ้นรอบ
กายมัน
เหวยเสิ้งคล้ายเพิ่งสะท้านตื่นขึ้นจากฝัน ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้ม
อ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว การโจมตีทางจิตใจของกระบี่โลหิตคล้ายสูญเสียพลัง
ในทันที ไม่ว่ากระบี่จะต่อสู้ดิ้นรนสักเท่าใด ใจกระบี่ของเหวยเสิ้งก็มั่นคงดุจ
หินผา ไม่สั่นไหวคลอนแคลนแม้แต่น้อย
เช่นเดียวกันกับเงาร่างสายนั้นในภาพฝัน เหวยเสิ้งยกกระบี่โลหิตใน
มือขึ้น แล้วสะบัดฟันลงอย่างเรียบง่าย
ปราณกระบี่สีแดงดุจโลหิตสาดประกายวาบ
เจตจำนงกระบี่อันไพศาลพวยพุ่งดั่งอัสนีบาตฟาดทลาย!
บึม!
ฟ้าสะท้านแผ่นดินสะเทือน ผืนน้าเบื้องหน้าเหวยเสิ้งพลันถูกผ่าแยก
ออก เปิดเป็นเส้นทางตรงดิ่งดุจบรรทัดเหล็กยาวหลายสิบลี้บนท้องทะเล
ในรอยแยกขนาดกว้างห้าจั้งนั้นไม่หลงเหลือหยดน้าแม้สักหยดเดียว
เห็นศิลาดำใต้ก้นทะเลเผยโฉมออกมาต่อหน้าผู้คน ผนังกำแพงของน้า
ทะเลที่แยกออกทั้งสองฟากสูงกว่าห้าร้อยจั้ง พื้นผิวราบเรียบดุจกระจกเงา
รอยผ่าแยกนี้เหยียดยาวหายไปในระยะไกล ปลาหมึกยักษ์บรรพกาล
ในที่สุดเผยให้เห็นร่างทั้งตัวของมัน เพียงแต่ตามแนวกึ่งกลางร่าง ปรากฏ
เส้นสายสีแดงดุจเลือดตรงดิ่งจากบนลงล่างสายหนึ่ง
เพียะ!
ร่างใหญ่โตมโหฬารของปลาหมึกยักษ์พลันแยกออกเป็นสองซีก ร่วง
หล่นจากกลางอากาศ ดิ่งลงไปยังก้นทะเล โลหิตที่ควรจะฉีดพ่นพร่างพรม
ท่วมฟ้ากลับแตกระเบิดเป็นกลุ่มหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่ง
กระบี่โลหิตของเหวยเสิ้งสั่นระริก หมอกโลหิตถูกดูดกลืนเข้าไปใน
กระบี่โลหิต หมุนคว้างเป็นเกลียวราวกับต้นเสาโลหิตขนาดใหญ่ เพียงไม่กี่
อึดใจก็หายไปหมดสิ้น
ภายในร่างกายของปลาหมึกยักษ์ไม่หลงเหลือโลหิตแม้แต่หยดเดียว
ในเวลานี้เอง กำแพงน้าเริ่มจะพังทลายลง เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราว
กับหมื่นม้าห้อตะบึง
ทุกผู้คนไม่เว้นแม้แต่จั่วม่อ ล้วนถูกกระบวนท่ากระบี่ของเหวยเสิ้งขู่
ขวัญจนตะลึงลาน!
ศิษย์พี่ใหญ่… …นี่มันช่าง… …นี่มันช่าง… …ช่างเป็นตัวประหลาดโดย
แท้!
ทันใดนั้นจั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง… ปลาหมึกยักษ์ของข้า!
ดวงตาของเสี่ยวม่อเกอถูกครอบงำโดยจิงสือนับไม่ถ้วนในทันที ร่าง
พลันหายวับ ไปปรากฏกายอยู่ด้านข้างร่างของปลาหมึกยักษ์ราวกับ
สายฟ้าแลบ โดยไม่เสียเวลาเอ่ยคำที่สอง มือหนึ่งตะปบซีกร่างด้านขวา
ของปลาหมึกยักษ์ อีกมือหนึ่งคว้าซีกร่างด้านซ้าย ลวดลายสีทองปรากฏ
ขึ้นทั่วร่าง พลังเทพปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาถลึงกว้าง เกร็งกำลังจน
กล้ามเนื้อตึงเขม็ง มันสูดลมหายใจลึกคราหนึ่ง แล้วตวาดดังกระหึ่ม “อา
อา อา อา อ๊าก! ขึ้นไป!”
ภายใต้แรงขับดันของจิงสือนับไม่ถ้วน พลังที่จั่วม่อสำแดงออกมาใน
ยามนี้ถึงกับเหนือล้ากว่าพลังที่มันใช้สังหารเซียวหรูเจี้ยนเสียอีก จั่วม่อ
คล้ายถูกเทพเทวะสิงร่าง หรือมิเช่นนั้นก็เป็นสัตว์ประหลาดโบราณตัวหนึ่ง
เส้นเอ็นเขียวโป่งพองทั่วร่าง หอบหายใจอย่างหนักหน่วงไปพลาง ฉุดลาก
ร่างมหึมาทั้งสองส่วนของปลาหมึกยักษ์ไปพลาง ค่อยๆ ลอยขึ้นอย่าง
เชื่องช้า ในที่สุดมันถึงกับฉุดลากปลาหมึกยักษ์ทั้งตัวขึ้นไปบนเรือสินค้าได้
สำเร็จ ก่อนที่กำแพงน้าจะพังทลายลงหมดสิ้น รอยแยกกลับคืนเป็นทะเล
ดำดุจเดิม
เหวยเสิ้งผู้ที่เพิ่งจะสำเร็จกระบวนท่ากระบี่สะท้านฟ้าดินพอพบเห็น
ภาพนี้ สีหน้าเปี่ยมศรัทธาเอย ความจรดจดจ่อเอย ล้วนหายวับไปทันตา
มันอ้าปากหวอ ใบหน้าแข็งทื่อ เหม่อมองจั่วม่อสำแดงพฤติการณ์ขั้นเหนือ
มนุษย์อย่างโง่งม
กระทั่งกระบี่โลหิตในมือยังอดสั่นสะท้านไม่ได้
ทุกผู้คนนิ่งขึงตะลึงลาน
ชั่วพริบตานี้ ทั่วทะเลดำอันบ้าคลั่งกลายเป็นเงียบสงัด มีเพียงเสียง
หอบหายใจของจั่วม่อที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเครื่องเป่าลมของช่างตี
เหล็ก มันพอทำสำเร็จก็ทิ้งกายลง เอนร่างพิงภูเขาเนื้อสองก้อนอย่างอ่อน
ล้า หมดสิ้นเรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง แต่บนใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม
โง่งม
… …
… …
“สืบพบความเป็นมาของพวกมันหรือไม่?” เจ้าอาวาสวัดสำเนียง
วัชระถามคนที่อยู่ตรงหน้า
“เรื่องนี้ไม่อาจยืนยันได้” ศิษย์ที่รับผิดชอบหลั่งเหงื่อโซมกาย แต่พอ
มองเห็นสีหน้ามิสู้ดีของเจ้าอาวาส ศิษย์ผู้นั้นรีบกล่าวเสริม “แต่จาก
เบาะแสทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ เป็นไปได้มากว่าพวกมันจะมาจากม่ออวิ๋น
ไห่”
“ม่ออวิ๋นไห่!” เจ้าอาวาสวัดสำเนียงวัชระสีหน้าเปลี่ยนเป็น
เคร่งเครียด
“แต่การจะยืนยันตัวตนที่แท้จริงของพวกมันไม่ใช่เรื่องง่าย พวกมัน
ไม่ได้ลงมือต่อสู้ขัดขืน ทางเราเองก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเหลาเต๋อกวงอยู่บน
เรือของพวกมัน เราค้นทั่วกองเรือของพวกมันแล้ว แต่ไม่พบตัวเหลาเต๋อก
วง ทว่าเมื่อพวกเราปิดค่ายกลเคลื่อนย้าย พวกมันกลับมุ่งตรงเข้าไปใน
เส้นทางทะเลดำ นับว่าน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง”
เจ้าอาวาสยังคงนิ่งเงียบงัน
เนิ่นนานให้หลัง เจ้าอาวาสพลันกล่าวว่า “เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้”
ศิษย์ผู้รับผิดชอบงงงันวูบ จากนั้นสีหน้าทอแววประหลาดใจ แต่เจ้า
อาวาสคล้ายมองไม่เห็น เพียงกล่าว “เจ้าไปได้แล้ว”
ศิษย์ผู้นั้นสะดุ้งเฮือก พลันได้สติ รีบค้อมกายคารวะ “ศิษย์ขออำลา!”
รอจนศิษย์ผู้นั้นออกจากห้องไป บุรุษหนุ่มที่โอ่อ่าสง่างามผู้หนึ่งเดิน
ออกมาจากหลังม่าน หากศิษย์เมื่อครู่พบเห็นคนผู้นี้ เกรงว่าต้องตะลึงลาน
จนอ้าปากค้าง
หย่างหยวนเฮ่า!
ยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งเก้ามหานิกายพุทธ หย่างหยวนเฮ่า!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหย่างหยวนเฮ่าจะลอบกลับมายังสำนัก โดย
ปราศจากหูตารู้เห็น
“ท่านเจ้าอาวาส ท่านมีข้อกริ่งเกรงต่อม่ออวิ๋นไห่?” หย่างหยวนเฮ่า
ขณะถามไถ่ ยังมีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน
เจ้าสำนักดวงตาทอแววลึกล้า เมื่อเห็นหย่างหยวนเฮ่า มันก็แย้มยิ้ม
เล็กน้อย “หยวนเฮ่า เจ้าไม่เข้าใจรึ?”
หย่างหยวนเฮ่าสั่นศีรษะ “ม่ออวิ๋นไห่ในระยะยาวสามารถเป็น
พันธมิตรของเรา อย่างไรก็ตาม เรายังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัดเสียหน่อยว่า
พวกมันมาจากม่ออวิ๋นไห่จริงหรือไม่… …”
“พวกมันสามารถเดินทางผ่านเส้นทางทะเลดำ ฮ่า!” เจ้าอาวาสหัวร่อ
หึหึ “ดังนั้นพวกมันไม่เพียงมาจากม่ออวิ๋นไห่ แต่เกรงว่าจะเป็นกลุ่มของ
เหวยเสิ้งเสียด้วยซ้า”
หย่างหยวนเฮ่าพอฟังพลันฉุกคิดถึงอีกปัญหาหนึ่ง ต้องขมวดคิ้ว “ม่อ
อวิ๋นไห่ล่วงรู้เรื่องราวภายในของพวกเราดีถึงปานนี้เชียวรึ ซาก
โบราณสถานเพิ่งจะปรากฏขึ้นนานเท่าไรกัน? พวกมันถึงกับสืบทราบเรื่อง
นี้แล้ว!”
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง การที่ศัตรูล่วงรู้สถานการณ์ของ
พวกมันมากเกินไป เป็นข้อห้ามที่ถือสาเป็นอย่างยิ่ง
เจ้าอาวาสวัดสำเนียงวัชระกลับสั่นศีรษะไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐาน
นี้ “อาจไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด อย่าลืมเรื่องของนิกายซินเยี่ย ม่ออวิ๋นไห่หาใช่
พวกที่จะยอมกล้ากลืนฝืนทนกับเรื่องเช่นนี้ไม่”
หย่างหยวนเฮ่าพยักหน้าเห็นพ้อง “นิกายซินเยี่ยกระทำเรื่องโง่เขลา
โดยแท้”
เจ้าอาวาสพลันหันเหหัวเรื่อง “สถานการณ์ที่แนวหน้าเป็นอย่างไร
บ้าง?”
“ระยะนี้คุนหลุนสงบเงียบเกินไป นี่ผิดปกติอยู่บ้าง” หย่างหยวนเฮ่า
ดวงตาทอแวววิตกกังวลวูบ
เจ้าอาวาสวัดสำเนียงวัชระดวงตาทอประกายเย็นเยียบ “สงบเงียบ?
พวกมันไหนเลยจะเคยสงบเงียบ มรสุมที่ก่อตัวขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกรงว่าจะ
เป็นพวกมันนี่เองที่ลอบชักใยจากเงามืด คนบางคนมักมีสายตาแคบสั้น
เมื่อพวกมันเห็นว่าเวลานี้ไม่มีเรื่องราวใดให้ต้องกังวล ก็ไม่อาจอดทนอยู่
เฉย ๆ โดยไม่หาเรื่องสร้างปัญหาได้ ข้าที่เรียกเจ้ากลับมาในครั้งนี้ ก็เนื่อง
เพราะคิดสอบถามความเห็นของเจ้าด้วย”
หย่างหยวนเฮ่าระหว่างทางก็ขบคิดมาโดยตลอด ระยะนี้หลายนิกาย
พากันแสดงตัวอย่างดุเดือด ส่งผลกระทบต่อความเป็นน้าหนึ่งใจเดียวของ
เก้ามหานิกายพุทธ เก้ามหานิกายพุทธที่ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกรง
ว่าไม่มีปัญญาต้านรับการโจมตีของศัตรูแม้แต่หนึ่งท่ากระบวนเพลง
ทันใดนั้นมันฉุกคิดถึงม่ออวิ๋นไห่ซึ่งเพิ่งจะเอ่ยถึง และนึกถึงท่าทีต่อม่อ
อวิ๋นไห่ของเจ้าอาวาส ดวงตาพลันทอประกายวาบ “บางทีเราสามารถ
หยิบยืมพลังบางส่วน”